หน้าแรก บทความ สกู๊ปหน้า 1 :...

สกู๊ปหน้า 1 : สัมภาษณ์ ‘อ.ธรณ์’ เสนอลด รับ ปรับตัว รับมือโลกเดือด

30.07.23 | 05:49 น.

สัมภาษณ์ ‘อ.ธรณ์’ เสนอลด รับ ปรับตัว รับมือโลกเดือด

เราต่างตื่นเต้นตกใจ เมื่อ อันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เปิดเผยถึงสภาวะโลกร้อนได้สิ้นสุดลงแล้ว และย่างเข้าสู่ภาวะ โลกเดือด การเปิดเผยดังกล่าว มีขึ้นหลังจากที่องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (ดับเบิลยูเอ็มโอ) ของยูเอ็น และ Copernicus Climate Change Service (ซี3เอส) แห่งสหภาพยุโรป ออกแถลงการณ์ร่วมกัน ระบุว่า เดือนกรกฎาคม 2023 กลายเป็นเดือนที่ทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดในโลกไปเรียบร้อย

ดูเหมือนเรากำลังจะลืมตัวไปว่า ความจริงแล้ว ภาวะโลกเดือด นั้น ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาหาเราสักระยะหนึ่งแล้ว

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บอกว่า เห็นด้วยกับทางยูเอ็นอย่างยิ่ง กับคำว่า ตอนนี้เราเข้าสู่ภาวะโลกเดือด แต่เห็นว่ากับภาวะดังกล่าวนี้โลกเข้ามาอยู่ระยะหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะทางทะเลที่เห็นชัดมากว่าอุณหภูมิทางทะเลนั้นสูงขึ้นมาตลอด เพียงแต่ในช่วงปี 2563-2565 เป็นปีแห่งลานิญา รวมทั้งช่วงเวลานั้นมีโควิดระบาด จึงไม่ค่อยมีใครพูดถึงเรื่องนี้กันมากนัก

อาจารย์ธรณ์กล่าวอีกว่า มาบัดนี้ หลายพื้นที่ทั่วโลกอุณหภูมิกระฉูดขึ้นอย่างน่าตกใจ ประกอบกับโลกเข้าสู่ภาวะของเอลนิโญ ที่คาดว่าจะลากยาวไปถึงปีหน้า และลากยาวต่อไปทั้งปีหน้า ที่จะกลายเป็น ดับเบิลเอลนิโญ จากนี้ ปี 2566-2569 จะมีปีใดปีหนึ่งที่ขึ้นชื่อว่า ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก อย่างในปัจจุบันนี้ หลายๆ เมืองในหลายประเทศก็มีความร้อน หรือมีคลื่นความร้อนที่เริ่มจะทำลายสถิติในพื้นที่ตัวเองกันบ้างแล้ว เช่น ที่ กรีก และในยุโรป หลายประเทศมีฮีตเวฟติดต่อกัน 15 วัน หรือในสหรัฐอเมริกา หลายรัฐ หลายๆ เมือง อุณหภูมิร้อนขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด ผศ.ดร.ธรณ์กล่าว และว่า ส่วนในประเทศไทยนั้นเห็นชัดเจนอย่างมาก จากการตรวจสอบของคณะประมง พบน้ำร้อนผิดปกติที่เคลื่อนเข้ามาจ่อปากอ่าวไทยแล้ว สอดคล้องกับข้อมูลล่าสุดจากองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ หรือโนอา NOAA แสดงกราฟอุณหภูมิน้ำทะเลที่ทำให้เราเห็นว่า เราทะลุเข้าสู่ภาวะเอลนิโญตั้งแต่เดือนพฤษภาคม และตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงเร่งตัวขึ้น โดยเอลนิโญจะแรงสุดช่วงเดือนพฤศจิกายน-มกราคม มีโอกาสที่น้ำทะเลร้อนเพิ่มขึ้นเกิน 1 องศา 80% เกิน 1.5 องศา 50% และเกิน 2 องศา 20%

Advertisement

อาจารย์ธรณ์ให้ความรู้ต่อว่า ปกติแล้วอุณหภูมิของน้ำทะเล หากเป็นช่วงฤดูฝนจะอยู่ที่ 28-29 องศาเซลเซียส แต่ในปัจจุบันอยู่ที่ 31 องศาเซลเซียส และคาดว่า เมื่อถึงช่วงที่พีคที่สุดจะอยู่ที่ 32 หรืออาจจะถึงขั้น 32.5 องศาเซลเซียสในเดือนมีนาคม-เมษายน ยอมรับว่าเกิดมายังไม่เคยเจอน้ำทะเลอุณหภูมิสูงขนาดนี้มาก่อน ปรากฏการณ์เวลานี้คือ ชาวประมงพื้นบ้านจับปลากันยากมาก เพราะปลาหนีน้ำร้อนไปอยู่ในที่น้ำเย็นกันหมด เพราะเมื่อน้ำทะเลร้อนขึ้นนั้น น้ำจะแบ่งเป็นชั้น ในระดับน้ำลึก 10 เมตร ออกซิเจนจะไม่มีหรือมีน้อยมาก ปลาไม่ตาย แต่จะหนีหายไปอยู่ในที่มีออกซิเจนถึงทั้งหมด

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากที่สุด เพราะกระทบกับความเป็นอยู่ของมนุษย์ทุกคนโดยตรง โดยกระทบใน 3 เรื่อง คือ 1.ระบบนิเวศ 2.เรื่องสุขภาพ และ 3.เศรษฐกิจ

ฤดูฝนของภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคอีสานมี 2 ช่วง เราผ่านช่วงแรกไปแล้ว ฝนน้อยกว่าปกติประมาณ 20% ฝนจะทิ้งช่วง กลับมาอีกทีกลางเดือนสิงหาคม ต้นทุนน้ำก่อนเข้าหน้าฝน มีน้ำในเขื่อน/ระบบชลประทาน 35% เนื่องจากฝนช่วงแรกน้อย การเก็บน้ำจึงไม่ได้มาก ต้นทุนน้ำตอนนี้จึงน่าเป็นห่วง ขึ้นกับฝนช่วงสองว่าเราจะทำได้แค่ไหน ยังขึ้นกับการปรับตัวของภาคเกษตร เราใช้น้ำแบบเดิมไม่ได้ อย่าให้ความเคยชินใน 2-3 ปีก่อนมาลวงตาเรา พื้นที่เกษตรของเราค่อนหนึ่งอยู่นอกพื้นที่ชลประทาน อันนั้นยิ่งมีน้ำน้อยเข้าไปใหญ่ ผลผลิตการเกษตรจะลดลง เช่น ข้าว อ้อย ทุกฝ่ายออกมาเตือนเรื่องการใช้น้ำในภาคการเกษตร ผศ.ดร.ธรณ์กล่าว

รองคณบดีคณะประมง กล่าวว่า โลกที่ร้อนและเดือดขึ้น รวมกับสภาวะเอลนิโญ ผลกระทบทั่วอาเซียน ประเทศอินโดนีเซียอาจโดนหนัก เวียดนามก็ลำบาก เพราะน้ำเค็มหนุนส่งผลเยอะมากในพื้นที่ปลูกข้าวปากน้ำโขง รายได้เกษตรกรไทยอาจลดลง 5% ผลกระทบในด้านอื่นๆ ยังมีอีกมาก เช่น ไฟป่าหรือฝุ่นพิษ ฤดูฝุ่นปีนี้จะยาวนานและแรงกว่าปีก่อน ยังรวมถึงฝุ่นจากไฟป่าข้ามพรมแดนจากอินโดนีเซียที่ต้องตามดูในภาคใต้ ปีนี้อาจรุนแรง สิงคโปร์เริ่มเตือนพลเมืองแล้ว

ถามว่า สำหรับประเทศไทยแล้ว เรามีความพร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์ที่ค่อนข้างวิกฤตดังกล่าว เพียงพอหรือยัง อาจารย์ธรณ์กล่าวว่า ประเทศไทยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และทำงานโดยตรงเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่แล้ว เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกรมชลประทาน เป็นต้น เพียงแต่ การทำงานต้องประสานกัน ต้องแชร์ข้อมูลกัน เพื่อนำเอาข้อมูลที่ได้มาไปใช้ ทั้งใช้เพื่อการตั้งรับ รับมือ และแก้ปัญหาจริงๆ แล้ว ทุกฝ่ายต้องช่วยกันทำ ที่เขาเรียกว่า ลด รับ ปรับตัว เรื่องลด อย่างลดปัจจัยที่ยิ่งทำให้อุณหภูมิยิ่งสูงขึ้น ผมว่าบ้านเราก็ทำได้ระดับหนึ่ง เต็มร้อยก็ราว 70% ส่วนเรื่องรับ กับเรื่องปรับตัวนี้ บอกเลยว่ายังทำกันไม่ดีพอ ให้แค่ 30% โดยเฉพาะเรื่องการปรับตัวนั้น ในส่วนภาคประชาชน ยอมรับว่าทำยากที่สุดก่อน

อาจารย์ธรณ์จะกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า ถ้าจะบอกว่า รอให้รัฐบาลชุดใหม่เข้า มาเร่งรัดจัดการเรื่องใกล้ๆ ตัวเช่นนี้ จะทันการณ์หรือไม่