การเมืองของประเทศไทยดูเหมือนจะเดินหน้าหลังจากได้รัฐบาลใหม่จากผลการเลือกตั้งของมหาชนเมื่อ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยอีก 4 วันถัดมา “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมอีก 7 พรรค ร่วมแถลงข่าวเอ็มโอยูจัดตั้งรัฐบาล เห็นชอบสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30
บรรยากาศการเมืองไทยกำลังไปด้วยดี พรรคที่พ่ายแพ้ก็ได้แต่ดูสิ่งที่เกิดขึ้น ทบทวนตัวเองในสนามเลือกตั้ง
แต่การเมืองไม่ได้ตั้งอยู่บนเส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ กลับเต็มไปด้วยกับดัก และหลุมพรางมากมาย
กลายเป็นว่าการเมืองไทยกำลังเดินหน้าอยู่กับที่ ไม่ได้ไปข้างหน้า รอยยิ้มเปื้อนใบหน้าเริ่มหุบหาย ปากที่เคยออกเสียงหนุนเริ่มสาดน้ำลายใส่กัน
ที่ผ่านมา พิธาให้สัมภาษณ์ทั้งสื่อไทยและต่างประเทศ แสดงความตั้งใจและมุ่งมั่นพร้อมจะเป็นนายกฯเพื่อบริหารประเทศให้เจริญรุดหน้า แต่วันนี้ไม่สามารถทำอย่างที่กล่าวได้ เส้นทางเดินเพื่อเป็นนายกฯ และนโยบายของพรรคที่ทำให้พิธาและพรรคก้าวไกลไม่สามารถไปต่อได้
ต้องยอมรับและทำใจว่า พรรคก้าวไกลเหมือนเล่นเกมบันไดงู หากทอดเต๋าดีๆ ก้าวที่เดินก็จะพุ่งพรวด แต่พอทอดผิดพลาดก็จะร่วงลงไปหนักกว่าเดิม
ขณะที่ภาคธุรกิจทุกกลุ่มต่างจับตาว่าการเมืองไทยจะเดินหน้าไปต่ออย่างไร เพราะมีผลต่อการวางแผนการลงทุน เม็ดเงินจากทุนต่างประเทศที่เฝ้ามอนิเตอร์อยู่ไม่ห่าง
เมื่อส่องกลุ่มทุนใหญ่ไม่ชอบใจนักถ้าพรรคสีส้มผงาดขึ้นมาบริหารงานด้านเศรษฐกิจของประเทศ เพราะพิมพ์เขียวของก้าวไกลในระหว่างหาเสียงจะทลายทุนผูกขาดทั้งระบบ เพื่อหาที่ยืนให้กลุ่มทุนรายย่อยได้ลืมตาอ้าปาก ขณะที่นโยบายขึ้นภาษีคนรวย และลดภาษีคนรายได้น้อย ส่วนหนึ่งจะถูกใช้เป็นแหล่งงบประมาณจำนวนมหาศาลในการจัดทำนโยบาย “สวัสดิการไทยก้าวหน้า”
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่ายังมีภาคเอกชนมากมายที่มุ่งทำมาค้าขายและเดินหน้าธุรกิจมิให้เกิดการสะดุด อยากให้ประเทศไทยได้รัฐบาลใหม่มาบริหารประเทศเสียที และก็เข้าใจถึงหลักการของประชาธิปไตย จะไม่ใช่พรรคก้าวไกลเป็นตัวนำ หรือจะเป็นพรรคเพื่อไทยนำทีมก็ตาม ภาคเอกชนพร้อมปรับวิธีการและการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสม แม้จะขอใช้เสียงวิจารณ์รัฐบาลอยู่บ้าง
ทุกวันนี้ สถานการณ์ทำให้ประชาชนเริ่มเบื่อหน่าย เงื่อนไขการตั้งรัฐบาลใหม่ไม่เหมือนเดิม รัฐบาลควรมาจากมติของมหาชน แล้วให้ ส.ว.เคารพในเสียงของประชาชนช่วยกันโหวตสนับสนุนสมกับเป็นประเทศที่เจริญแล้ว กลับไม่เป็นเช่นนั้น
ณ วินาทีนี้มีกระแสข่าวการจับขั้วพรรคการเมืองเปลี่ยนไปไกลจากเดิม ตอนแรกๆ จับมือคล้องแขนเข้ามาซอยเดียวกัน แต่วันนี้กำลังเดินแยกกันไปคนละซอย
พิธาชูกำปั้นขวาบอกร่ำลาที่ประชุมรัฐสภาหลังได้หนังสือจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ชั่วคราวว่า “เชื่อว่าประเทศไทยจะเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม และถ้าประชาชนชนะมาได้แล้วครึ่งทาง เหลืออีกครึ่งทาง ถึงแม้ว่าผมจะยังไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ ขอให้เพื่อนสมาชิกทุกคนช่วยกันดูแลประชาชนต่อไป”
คำกล่าวนี้กำลังเป็นจริง กำลังเกิดดีลใหม่จัดตั้งรัฐบาลเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ
ถูกจับตาว่าพรรคที่มีความชอบธรรมตั้งรัฐบาลอาจต้องไปเป็นพรรคฝ่ายค้าน จะด้วยการต่อรองใดๆ ก็แล้วแต่ ทุกอย่างกลับมาคลุมเครือเหมือนการเมืองเก่าๆ ดีลตั้งรัฐบาลที่เปลี่ยนแปลงไปถูกปล่อยเป็นกระแสข่าวให้คาดเดากันไป จะใช่หรือไม่ใช่ พลิกแพลงได้หมด
ไม่เหมือนช่วงฮันนีมูน 14 พฤษภาคม ทุกอย่างพูดคุยกันบนโต๊ะของ 8 พรรคร่วม จะไม่พอใจหรือพอใจ ประชาชนยังรับรู้ได้
วันนี้บริบทการเมืองไทยเดิมๆ ทำให้เห็นอีกครั้งว่าการต่อรอง หรือการจับดีล หาพรรคการเมืองร่วมตั้งรัฐบาล แท้จริงแล้วก็ล้วนเพื่อประโยชน์ส่วนกูโดยทั้งสิ้น ประชาชนออกมาใช้สิทธิเหมือนเป็นเหยื่อ
ต้องหันกลับมาถามนักการเมือง หรือพวกบิ๊กดีลกันบ้างว่า เลือกตั้ง 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา ประชาชนได้อะไร

