รัฐสภาจะประชุมร่วมเพื่อพิจารณาลงมติรับรองนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 272 ในรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 4 สิงหาคม คาดหมายว่าพรรคเพื่อไทยจะเสนอชื่อ นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค เข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา หากที่ประชุมรัฐสภามีมติเห็นชอบด้วยคะแนน 375 เสียงขึ้นไป แคนดิเดตนายกฯจากพรรคเพื่อไทยจะเข้าสู่กระบวนการรับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี และเริ่มดำเนินการจัดตั้งรัฐบาล ให้มีคณะรัฐมนตรีเข้ามาทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน รับช่วงต่อจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งรับหน้าที่มาตั้งแต่ 24 สิงหาคม 2557 ขาดอยู่อีกไม่กี่วันจะครบ 9 ปี
การเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา ผลคะแนนที่ออกมา ชี้ชัดว่าประชาชนต้องการความเปลี่ยนแปลง เพราะถ้าไม่ประสงค์ต่อการเปลี่ยนแปลง พรรครัฐบาลเดิมคงได้คะแนนเสียงมากพอจะกลับมาจัดตั้งรัฐบาลต่อไปแล้ว ปัญหาคือ การทำให้มติของประชาชนมีผลทางปฏิบัติ เพราะกลุ่มอำนาจที่มาจากรัฐประหารได้เขียนกฎกติกาที่เอื้อต่อตนเองและกีดกันผู้อื่น การลงมติของรัฐสภาเมื่อ 13 กรกฎาคม และ 19 กรกฎาคม รวมไปถึงท่าทีของ ส.ว. ทำให้แคนดิเดตของพรรคอันดับ 1 ไม่ผ่านความเห็นชอบ และพรรคก้าวไกลได้ส่งไม้ต่อให้พรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลต่อไป ขณะที่ ส.ว.ยื่นคำขาดไม่เห็นชอบรัฐบาลผสมที่มีพรรคก้าวไกลร่วมอยู่ด้วย
จุดเริ่มต้นของปัญหาที่กำลังเป็นภาระของนายกฯคนใหม่และรัฐบาลใหม่ จะต้องเข้ามาแบกรับ หาทางพลิกฟื้นประเทศ คือรัฐประหารที่เกิดขึ้นถึง 2 ครั้ง จาก 2549 และ 2557 ด้วยเหตุผลว่า รัฐประหารแรก “เสียของ” เพราะพรรคของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ยังกลับมาชนะเลือกตั้งได้ จึงเกิดรัฐประหารเพื่อแก้การ “เสียของ” แล้วอยู่ยาว ด้วยความเชื่อว่าจะปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ วางแนวทางประเทศใหม่ดังปรากฏในยุทธศาสตร์ชาติ แต่ผลที่เกิดขึ้นไม่เป็นไปตามเป้าหมาย และเป็นเรื่องที่สังคมไทยรับทราบและได้ตัดสินผ่านผลการเลือกตั้ง ทั้งเมื่อปี 2562 และ 2566 การลงมติเลือกนายกฯ ในวันที่ 4 สิงหาคม จึงเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของการเมืองไทยอีกครั้ง เพราะหมายถึงโอกาสที่จะแก้ไขรื้อถอนสิ่งต่างๆ อันเป็นกับดักที่เกิดขึ้นจากรัฐประหารทั้งสองครั้งที่สำคัญคือ ฉันทามติของประชาชนในการเลือกตั้ง จะต้องได้รับการปฏิบัติ และมีผลกำหนดทิศทางการเมืองไทย ให้เดินไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างชัดเจน

