ภาพสะท้อนการเมืองไทยในระบบผิดปกติ ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย พรรคก้าวไกลสามารถชนะเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา ทำให้สมการการเมืองกำลังผิดเพี้ยนไปจากเดิม
เพราะวันนี้ก้าวไกลได้กลายเป็นเป้าหมายอันดับ 1 ที่ออกมาท้าทายกลุ่มชนชั้นนำนับจากวันนั้น
ผมจับก้าวย่างของ ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล เพราะหลายคนยกให้เป็นขงเบ้งที่วางหมากการเมืองจัดตั้งรัฐบาลด้วยแนวคิดการเมืองแบบใหม่ชัดเจนตรงไปตรงมา ในขณะที่การเมืองแบบไทยๆ ยังไม่สามารถสลัดการเมืองแบบเก่าๆ ไปได้
ดังนั้น ชั้นเชิงการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคก้าวไกลต้องคิดหลายตลบ และต่อสู้กับศัตรูรอบด้าน เพราะคุณคือของใหม่ในทางการเมืองที่กำลังมาท้าทายกลุ่มชนชั้นนำที่ครอบงำสังคมมานาน
เมื่อผมย้อนกลับไปในวันที่ “ชัยธวัช” ออกฉายฉากทัศน์ว่ามีเพียงหนึ่งเดียวคือโหวตพิธาเป็นนายกฯ โดยอ้างเจตนารมณ์ของประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้งและขอเสียง ส.ว.ใช้มาตรฐานเดียวกับปี’62 เลือกนายกฯจากพรรคที่รวมเสียงข้างมากได้
การขอเสียงและเรียกร้องกับระบบการเมืองที่อัปลักษณ์เช่นนี้ นับว่าน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง
สุดท้ายระบบการเมืองที่อัปลักษณ์เช่นนี้ ก็ทำให้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกฯพรรคก้าวไกล ต้องตกเก้าอี้ด้วยความมั่นใจเกินไปของ “ชัยธวัช” ที่ประเมินการได้ ส.ส. 151 คน จาก ส.ส. 500 คน ออกมางัดกับกระบวนการที่ไม่ปกติในระบบการเมือง นับว่าหาญกล้าเกินตัวไปจริงๆ
แต่ในทางกลับกันหากพรรคก้าวไกลสามารถชนะเลือกตั้งเหมือนอย่างที่พรรคไทยรักไทยเคยสร้างประวัติศาสตร์การเลือกตั้งปี 2548 กวาด ส.ส. 377 ที่นั่งจาก ส.ส.แบ่งเขต 310 ที่นั่ง และได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 67 ที่นั่ง เป็นพรรคการเมืองที่ได้ ส.ส.มากที่สุดนับแต่มีการเลือกตั้งในประเทศไทย
ผมเชื่อมั่นว่า “ชัยธวัช” จะสามารถฉายฉากทัศน์เดียวคือโหวตพิธาเป็นนายกฯได้อย่างไม่มีเงื่อนไข และประเทศไทยจะ
ไม่เหมือนเดิม
ประสบการณ์การเมืองครั้งนี้ ทำให้พรรคก้าวไกลกำลังถูกดีดไปเป็นฝ่ายค้านเพราะพ่ายแพ้ต่อการเมืองในระบบเก่าอย่างเสียไม่ได้
ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ หากลองไปใช้ข้อมูลของ “นิด้าโพล” ที่เผยผลสำรวจความผิดพลาดของพรรคก้าวไกลต่อการจัดตั้งรัฐบาล
โดยชำแหละ 10 ความผิดพลาดไปไม่ถึงรัฐบาลพบว่า
42.98% ระบุว่า พรรคก้าวไกลไม่ยอมยกเลิกบางนโยบาย
เพื่อให้ได้การสนับสนุนเพิ่มขึ้น
30.46% ระบุว่า พรรคก้าวไกล ไม่มีข้อผิดพลาดใดๆ ทั้งนั้น
27.56% ระบุว่า พรรคก้าวไกลสู้เกมการเมืองในสภาไม่ได้
11.68% ระบุว่า พรรคก้าวไกลทำตัวปิดกั้นตัวเอง ทำให้ไม่ค่อยมีพันธมิตรทางการเมือง
10.23% ระบุว่า พรรคก้าวไกลไม่เข้าใจวัฒนธรรมและความเป็นจริงทางการเมืองแบบไทยๆ
9.54% ระบุว่า พรรคก้าวไกลประมาทในการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่พรรคเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี คือ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล
7.94% ระบุว่า พรรคก้าวไกลสร้างศัตรูทางการเมืองไว้มากในช่วงที่ผ่านมา
7.86% ระบุว่า ปัญหาจากพฤติกรรมของแฟนคลับพรรคก้าวไกลทำให้ไม่ได้รับการสนับสนุนในรัฐสภา
7.56% ระบุว่า พรรคก้าวไกลฟังแฟนคลับของตนเองมากเกินไป
6.11% ระบุว่า พรรคก้าวไกลหลงไปกับตัวเลข 14 ล้านเสียง และ 151 ส.ส. มากเกินไป
5.88% ระบุว่า กุนซือ นักวิชาการของพรรคก้าวไกลที่อยู่นอกพรรค ประเมินสถานการณ์ผิดพลาด
และยิ่งวันนี้ลองกลับไปอ่านบทวิเคราะห์ของ สติธร ธนานิธิโชติ ผอ.สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า ถึงชัยชนะพรรคก้าวไกลนับว่าน่าสนใจยิ่ง โดยระบุว่า การเลือกตั้งรอบนี้ “voter” เปลี่ยนแปลง ก้าวไปสู่การเมืองที่เติบโตด้านวิธีคิดทางการเมืองมากขึ้น คือ เลือกในแนวทางประชาธิปไตย เพียงแต่ว่าอุดมการณ์การเมืองพัฒนาขึ้นจะก้าวต่อไปได้ต้องมีภาคปฏิบัติ มิฉะนั้นการเมืองอาจจะย้อนกลับไปอีกครั้ง นั่นหมายความว่า ถ้าพรรคก้าวไกลไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เราจะได้การเมืองแบบเดิม มีรัฐบาลที่บริหารแบบเดิม แม้จะเป็นพรรคเพื่อไทยก็ตามก็จะมีเรื่องนโยบายประชานิยมไม่แตกต่างจากรัฐบาลลุงตู่ ที่มีกระเป๋าตังค์ แต่จะไม่มีการเปลี่ยนขนานใหญ่อย่างที่คาดหวังในเรื่องโครงสร้าง เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ชัดเจนว่าคนอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน หรือการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างไม่อยากเห็นการเมืองแบบเดิมอีกต่อไป
“การเมืองไทยได้พัฒนาเป็นก้าวที่สอง หากนับก้าวแรกจากพรรคอนาคตใหม่ และพรรคก้าวไกลเป็นก้าวที่สอง ผมคิดว่าน่าจะมีก้าว ต่อไปมากกว่าก้าวถอยหลัง อย่างน้อยถ้าครั้งนี้ไปไม่ถึง ครั้งต่อไปในปี 2570 อาจจะแลนด์สไลด์ หรือคะแนนเตะขึ้นไปถึง 200 ที่นั่งได้ ถึงวันนั้นอะไรก็เป็นไปได้แล้ว”
หลายคนก็คาดหวังอยากเห็นก้าวที่สามในปี 2570 เพราะเชื่อว่าประเทศไทยจะไม่เหมือนเดิม
พันธศักดิ์ รักพงษ์

