ผมขอแปลคำกล่าวของวินสตัน เชอร์ชิลแบบง่าย ๆ แล้วขอยืมมาเป็นหัวข้อของบทความนี้ อันที่จริงเชอร์ชิลกล่าวว่า “เลวน้อยกว่าระบอบการปกครองอื่น ๆ ที่เคยทดลองมาแล้ว” ผมเริ่มเสื่อมศรัทธากับ ส.ว. บางคนที่เล่นบทเหมือนในนิทานหมาป่ากับลูกแกะ เริ่มเล่นบทนี้กับพรรคก้าวไกล และทำท่าว่าจำบทนี้มาใช้อีก โดยจะเป็นจระเข้ขวางคลอง มิให้พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคก้าวไกล เลยขอจำแนกแบบใสซื่อว่า พรรคร่วม 8 พรรคเป็นฝ่ายประชาธิปไตย มีจุดแข็งและจุดด้อยตามแบบประชาธิปไตย พรรคที่เคยร่วมรัฐบาลกับพลเอกประยุทธิ์เป็นฝ่ายกึ่งประชาธิปไตย มีจุดแข็งและจุดด้อยตามแบบประชาธิปไตยที่ผสมกับอนุรักษ์นิยม ส่วนพรรคที่สื่อมวลชนเรียกว่าพรรคของสองลุง เป็นฝ่ายอนุรักษ์และอำนาจนิยม
ประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย เขาเปลี่ยนรัฐบาลตามวาระการเลือกตั้งและให้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาล ประเทศเราเปลี่ยนรัฐบาลโดยการรัฐประหารบ้างโดยการเลือกตั้งบ้าง คราวนี้มาเจอวิกฤตตกค้างจากฝ่ายรัฐประหารที่ต้องการสืบทอดอำนาจ เลยร่างรัฐธรรมนูญให้ ส.ว. แต่งตั้ง เป็นเสมือนพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษ์และอำนาจนิยม เพื่อให้มาช่วยพรรคของสองลุงนั่นแหละ แต่สถานการณ์ไม่เป็นดังที่คาดไว้เสมอไป เพราะในบรรดาพรรคของสองลุง พรรคหนึ่งมีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งหนึ่งเปอร์เซ็นต์ที่เลือก ส่วนอีกพรรคหนึ่งมีผู้เลือกสิบสามเปอร์เซ็นต์ ถ้าจะพึ่งแต่ ส.ว. ดูท่าจะลำบาก
ฝ่ายผู้ที่ชนะการเลือกตั้งคือพรรคร่วม 8 พรรคที่มีความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาล ผมจึงขอเสนออย่างที่เคยเสนอว่า พรรคร่วม 8 พรรคควรจับมือไว้ให้แน่น แล้วปล่อยให้ฝ่ายกึ่งประชาธิปไตยและฝ่ายอนุรักษ์นิยม พยายามอธิบายว่าตนมีความชอบธรรมที่จะจัดตั้งรัฐบาล โดยขอให้พรรคเพื่อไทยทิ้งจุดแข็งของความเป็นฝ่ายประชาธิปไตย มาอยู่กับฝ่ายกึ่งประชาธิปไตย หวังว่าประชาชนส่วนใหญ่จะปฏิเสธความพยายามเช่นนี้
ที่ผ่านมา ส.ว. ประมาณ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ต่อต้านพรรคก้าวไกลที่ได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนประมาณ 14 ล้านเสียง แม้ ส.ว. จะไม่ได้รับมอบหมายจากประชาชน แต่จะอ้างความชอบธรรมจากรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยฝ่ายรัฐประหาร ด้วยจำนวนของ ส.ว. ที่มากกว่าจำนวน ส.ส. ของพรรคการเมืองพรรคหนึ่งพรรคใด อีกทั้งมี “วินัย” ในการออกเสียง ส.ว. หลายคนจึงทำตัวว่ายิ่งใหญ่มาก โดยไม่เกรงว่าประวัติศาสตร์จะเล่าขานความ “ยิ่งใหญ่” นี้ไปอีกนาน
ถ้าพรรคเพื่อไทยอยากแยกตัวออกไปจากพรรคร่วม 8 พรรค คงเป็นเพราะโดนพรรคการเมืองที่เชิญเข้าร่วมรัฐบาล ได้แก่พรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติไทยพัฒนายื่นคำขาด ว่าถ้าจะให้ร่วมรัฐบาลจะต้องกันพรรคก้าวไกลไปเป็นพรรคฝ่ายค้าน แล้วอำนาจต่อรองของแต่ละฝ่ายอยู่ที่ไหน ถ้าพรรคร่วม 8 พรรคยืนยันจะตั้งรัฐบาลร่วมกันอยู่ ส่วนสองพรรคดังกล่าวยืนยันมั่นเหมาะว่า “ถ้ามีพรรคก้าวไกลก็ไม่มีเรา” และจะเจรจาหาทางออกจากความขัดแย้งที่ ส.ว. เป็นตัวแปรนี้ได้อย่างไร แต่ผมยังเชื่อว่าการเจรจาเป็นการหาทางออกที่ดีที่สุดในเวลาเช่นนี้
ขณะที่เขียนบทความ ยังไม่ทราบว่าพรรคการเมืองและ ส.ว. จะมีท่าทีหรือลงคะแนนเสียงอย่างไรในการประชุมรัฐสภาวันที่ 4 สิงหาคม อันที่จริง หลังวันประชุมรัฐสภาแล้วค่อยวิจารณ์น่าจะดี แต่เกรงจะเลยเส้นตายที่จะส่งต้นฉบับบทความเสียก่อน เลยจะขอกล่าวถึงแนวคิดประชาธิปไตยอย่างกว้าง ๆ เป็นการโหมโรงไปพลาง
ผมกำลังแปลหนังสือที่เขียนโดยนักเขียนชาวฝรั่งเศสชื่อ ซีโมน เดอ โบวัวร์ หนังสือนั้นมีชื่อว่า “แด่จริยธรรมแห่งความคลุมเครือ” จริยธรรมที่เสนอไม่มีสูตรสำเร็จ เพราะเป็นจริยธรรมที่มีรากฐานบนเสรีภาพ จริยธรรมแห่งความคลุมเครือเป็นจริยธรรมที่ไม่ยอมรับการปฏิเสธก่อนประสบการณ์ ต่อไปจะขออ้างข้อความบางตอนของหนังสือดังกล่าว เพื่อมาชวนให้คิด
เมื่อบุคคลคนหนึ่งหรือพรรคการเมืองพรรคหนึ่งเลือกที่จะได้ชัยชนะไม่ว่าด้วยราคาใด พวกเขาก็ถือชัยชนะของตนเป็นจุดหมาย แต่โดยข้อเท็จจริง การเมืองเคลื่อนไปตามทางลาดลงแห่งความสะดวก เป็นเรื่องง่ายที่จะหลับไปไม่รู้เห็นความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์ ที่จะถือมันเป็นเรื่องเล็กน้อย เป็นเรื่องง่ายที่จะจับคนร้อยคนซึ่งมีผู้บริสุทธิ์อยู่เก้าสิบเจ็ดคนเข้าคุก ง่ายกว่าที่จะหาผู้ร้ายสามคนซึ่งซ่อนตัวอยู่ในบรรดาคนเหล่านั้น สิ่งที่มักขนานนามว่าความจำเป็นทางการเมืองนั้น ส่วนหนึ่งเป็นความเกียจคร้าน จึงเป็นหน้าที่ของจริยธรรมที่จะป่ายปีนทางลาดลงนี้ขึ้นมา ทางลาดลงที่ไม่ใช่ชะตากรรม หากเป็นการยอมกันไปเอง จริยธรรมจึงต้องทำตัวให้มีประสิทธิผล ต้องทำสิ่งที่เคยทำกันง่าย ๆ ให้กลายเป็นเรื่องยาก
สำหรับการเมืองของเรานั้น ประชาชนบอกว่าต้องการการเปลี่ยนแปลง ต้องการความโปร่งใส ไม่ต้องการ “ดีลลับ” มีอะไรก็มาเจรจากันตรง ๆ แต่ทางลาดลงแห่งความสะดวก และความหอมหวนของอำนาจยังเป็นพลังที่สำคัญ หากพรรคร่วม 8 พรรคยังคงแนวทางประชาธิปไตยไว้ ก็ควรเลิกทำ “สิ่งที่เคยทำกันง่าย ๆ” แม้การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องยาก แต่หากจุดมุ่งหมายคือประชาชนส่วนใหญ่ คือเสรีภาพของเพื่อนมนุษย์ ก็ขอให้มุ่งมั่นต่อไป
ในอดีต ชนชั้นนำในหลายประเทศต่อต้านการขยายสิทธิเลือกตั้งให้ถ้วนหน้า โดยอ้างเหตุผลการขาดสมรรถนะของมวลชน ของผู้หญิง ของชนพื้นเมืองในอาณานิคม แต่การทำเช่นนี้เท่ากับลืมไปว่า มนุษย์ตัดสินใจด้วยตัวเองในท่ามกลางความมืดมนอยู่เสมอ เขาต้องปรารถนาในสิ่งที่ไกลไปกว่าสิ่งที่รู้
แต่อันที่จริง การลงคะแนนเป็นการแสดงออกถึงเจตจำนงรูปธรรม เป็นการเลือกตัวแทนที่สามารถปกป้องผลประโยชน์จำเพาะของผู้ที่เลือกเขา มนุษย์ผู้ขาดความรู้และทรัพย์สมบัติก็ยังมีผลประโยชน์ที่จะต้องปกป้องเช่นกัน เขาคือ “ผู้มีสมรรถนะ” เพียงคนเดียวที่จะตัดสินใจว่าอะไรคือความหวังและใครควรได้รับความไว้วางใจจากเขา เราอ้างเหตุผลผิด ๆ ที่อาศัยจิตไม่ซื่อของความเคร่งคุณค่า ไม่เพียงแต่ในเรื่องการขาดความสามารถอย่างเป็นกิจจะลักษณะที่จะเลือก หากยกเหตุผลเรื่องเนื้อหาของการเลือกมาอ้างด้วย
มีเรื่องเรื่องหนึ่งที่ซีโมนจำได้ดีคือ ความใสซื่อของหญิงสาวผู้เคร่งคุณธรรมคนหนึ่งซึ่งกล่าวว่า “การที่ผู้หญิงมีสิทธิเลือกตั้งนั้น เป็นเรื่องดีมากในเชิงหลักการ เพียงแต่ว่าถ้าเราให้สิทธิเลือกตั้งแก่ผู้หญิง พวกเธอจะออกเสียงให้ฝ่ายซ้าย” ด้วยอหังการในทำนองเดียวกัน เราประกาศอย่างเกือบเป็นเสียงเดียวกันในฝรั่งเศสวันนี้ว่า ถ้าเราปล่อยให้คนพื้นเมืองในสหภาพฝรั่งเศสตัดสินชะตาตนเอง พวกเขาก็จะใช้ชีวิตสบาย ๆ ในหมู่บ้านของพวกเขา ไม่ยอมทำอะไรเลย และหากเป็นเช่นนี้ ก็จะเป็นภัยต่อประโยชน์ที่เหนือกว่าของเศรษฐกิจ
ในประเทศเราวันนี้ ชนชั้นนำจำนวนหนึ่งยังอ้างเหตุผลผิด ๆ ในทำนองเดียวกันว่า เราต้องด้อยค่าเสียงส่วนใหญ่ที่แสดงออกผ่านการลงคะแนน เพราะเป็นเสียงของ “ผู้ไม่รู้” ซึ่งถ้าหากคล้อยตามก็จะเป็นภัยต่อประโยชน์ที่เหนือกว่า
อย่างไรก็ดี ซีโมนกล่าวว่า จริยธรรมของคติที่ถือการดำรงอยู่ (existentialism) นั้นคลุมเครือ หากจริยธรรมเป็นเรื่องที่กำหนดไว้ก่อนประสบการณ์ หากจริยธรรมเป็นเรื่องของกฎเกณฑ์ธรรมชาติ หรือเป็นเรื่องที่บัญญัติไว้โดยพลานุภาพเหนือธรรมชาติ ก็จะไม่มีที่เหลือสำหรับเสรีภาพที่จะตัดสินใจเลือกการกระทำ ซึ่งเราจำเป็นต้องเลือกเสมอ ถึงอ้างว่าไม่เลือกข้างบางทีก็เป็นการสมรู้ร่วมคิดกับข้างหนึ่งข้างใดโดยปริยาย ส.ว. รู้ดีว่าการงดออกเสียงในการเลือกนายกรัฐมนตรี คือการเลือกข้างที่ปฏิเสธผู้ที่ฝ่ายประชาชนเสนอชื่อมา
อย่างไรก็ดี เป็นไปไม่ได้ที่จะรู้ทุกเหตุปัจจัยก่อนที่จะเลือกได้อย่างมั่นใจ เพียงแต่เราต้องรับผิดชอบต่อการเลือก โดยมีเข็มทิศประกอบการเลือกคือการมีเหตุมุ่งหมายให้คนจำนวนมากรวมทั้งตัวเรา มีเสรีภาพที่จะเลือกต่อ ๆ ไป ไม่ว่าจะเลือกการกระทำใด ก็มีข้อโต้แย้งได้เสมอ รวมทั้งมีข้อแย้งที่ต่างก็น่ารับฟัง
ในเรื่องระบอบการปกครอง มนุษย์เราส่วนใหญ่เคยใช้ระบอบราชาธิปไตย เราได้เลือกทางของเรามาโดยตลอด มาบัดนี้ มนุษย์ส่วนใหญ่เลือกชอบระบอบประชาธิปไตย คือถือประโยชน์สุขของพลเมือง และให้พลเมืองเลือกตัวแทนมาโดยหวังให้เขาทำงานเพื่อประโยชน์สุขของพลเมืองเป็นสำคัญ แต่ระบอบนี้ยังมีทางเลือกย่อยหลายทาง ยังมีความเป็นอนุรักษ์นิยมหรืออำนาจนิยมมากบ้างน้อยบ้าง แต่ถ้าคล้อยตามความคิดของซีโมน เราควรเลือกชอบระบอบประชาธิปไตยที่เสรี โดยพลเมืองมีทางเลือกที่เป็นจริง สำหรับประเทศไทย คนส่วนหนึ่งที่เลือกพรรคก้าวไกลก็อาจเป็นด้วยเหตุผลนี้
ส่วนผู้ที่เลือกระบอบประชาธิปไตยที่เจือด้วยอนุรักษ์นิยมหรืออำนาจนิยมนั้น ก็มีข้อแย้งที่น่ารับฟัง คือความต้องการปกป้องคุณค่าที่สำคัญ ปกป้องระบบเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยเสนอคุณค่าหรือระบบนั้นในฐานะต้นแบบจากภายนอก โดยลืมไปว่าคุณค่าควรเป็นสิ่งที่ยอมรับด้วยใจจากภายใน คุณค่าของการกระทำมิได้อยู่ที่การทำตามแบบอย่างของต้นแบบภายนอก หากอยู่ที่ความจริงภายใน การพยายามบังคับคุณค่าจากภายนอก อาจทำให้ผู้ถูกบังคับรู้สึกขัดเคืองว่าเป็นการลิดรอนเสรีภาพของพวกเขา แล้วเราก็มาสู้รบตบมือกัน โดยเชื่อว่าผู้ช่วงชิงและได้มาซึ่งอำนาจคือฝ่ายชนะ แต่ชัยชนะเช่นนี้ย่อมไม่จีรัง ในระบอบประชาธิปไตยเสรี เราควรยอมรับคุณค่าที่หลากหลาย ตราบใดที่ไม่ไปละเมิดสิทธิ์หรือบังคับความเชื่อของใคร การเลือกครั้งใหม่ ๆ ก็เป็นไปโดยเสรี เปิดทางสู่ทางเลือกอื่นที่เป็นไปได้
ผมอยากให้พรรคเพื่อไทยยังคงอยู่กับพรรคร่วม 8 พรรค อยากพยายามชวน ส.ส. และ ส.ว. ให้เห็นด้วยกับหลักการสำคัญของประชาธิปไตยที่เคารพเสรีภาพและการเลือกของประชาชน แต่ขณะที่เขียนบทความนี้ พรรคเพื่อไทยยังไม่นัดประชุมพรรคร่วม ถ้าใจของพรรคเพื่อไทย จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ไม่อยากอยู่กับพรรคร่วม 8 พรรคแล้ว ถ้ากรณีที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น เกิดขึ้นจนได้ ก็ขอให้พรรคเพื่อไทยบอกยกเลิกข้อตกลง 8 พรรคกันตรง ๆ แม้เป็นเรื่องที่แย่มาก และคนจำนวนมากจะผิดหวังว่าพรรคเพื่อไทยไม่อาจผ่านด่านอำนาจเก่าไปได้ จึงทิ้งเพื่อนร่วมทางที่เป็นฝ่ายประชาธิปไตยเสรีไป แต่ผมก็จะทำใจและเคารพการตัดสินใจที่ผมไม่เห็นด้วยนี้
ในบรรดาพรรคร่วม 8 พรรค นอกจากพรรคก้าวไกลที่ไม่เห็นด้วยกับการที่พรรคของตนถูกกีดกันให้เป็นฝ่ายค้านตามเกมของ ส.ว. บางคนแล้ว ยังมีพรรคร่วมอีกสองพรรคที่แสดงจุดยืนว่าอยากให้คง MOU ที่ได้ลงนามร่วมกันไว้ นั่นคือ พรรคไทยสร้างไทยที่เสนอว่า “ยอมรับว่าขณะนี้บ้านเมืองต้องการรัฐบาล และปัญหาของประชาชนรอไม่ได้ แต่ถ้าหากสามารถตั้งรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยได้ตามที่ประชาชนคาดหวังก็จะดีที่สุด ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาบ้าง โดยระหว่างนี้ให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเพื่อพิจารณาและประสานงานกับคณะรัฐบาลรักษาการและหน่วยงานราชการเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชนไปพลางก่อน”
ส่วนพรรคเป็นธรรมเสนอแผนที่เดินทางว่า “คณะทำงานภายใต้คณะกรรมการประสานงานช่วงเปลี่ยนผ่าน ต้องสานงานสร้างนโยบายเฉพาะในแต่ละด้านอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคงต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 2 – 3 เดือน ในการตกผลึกนโยบายที่สำคัญตาม MOU ที่ได้ลงนามกันไว้ เพื่อเตรียมความพร้อมในการแถลงนโยบายรัฐบาล นี่จะเป็นการเมืองใหม่ที่เอาความต้องการเร่งด่วนของพี่น้องประชาชนเป็นตัวตั้ง”
ในบทความที่เขียนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีข้อความหนึ่งที่อยากยกมากล่าวอีกครั้ง ผมเขียนไว้ว่า “มี ส.ส. คนไหนบ้างไหมที่คิดว่าตนเองเป็นฝ่ายประชาธิปไตย และเห็นว่ากติกาการเลือกนายกรัฐมนตรีตามบทเฉพาะกาลมาตรา 272 ที่ให้ ส.ว. ที่แต่งตั้งโดยหัวหน้าคณะรัฐประหารร่วมโหวตเลือกนายกฯนั้น เป็นกติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย มี ส.ส. คนไหนบ้างไหมที่คิดว่าตนเองเป็นฝ่ายประชาธิปไตย และคิดว่าตามกติกาประชาธิปไตย การโหวตเลือกนายกฯควรกระทำในสภาผู้แทนราษฎร และเสียงข้างมากของ ส.ส. ควรเป็นฝ่ายเลือกนายกฯ มี ส.ส. คนไหนบ้างไหมที่คิดว่าตนเองเป็นฝ่ายประชาธิปไตย แล้วเห็นว่าเนื่องจากตัวเองไม่อยู่ในพรรคร่วมที่มีเสียงข้างมาก จึงควรร่วมมือกับ ส.ว. เพื่อบล็อกพรรคร่วมในการจัดตั้งรัฐบาล ด้วยเหตุผลว่า “ตนเป็นว่าที่ฝ่ายค้าน” จึงไม่สามารถสนับสนุนว่าที่ฝ่ายรัฐบาลได้ ประหนึ่งว่าหน้าที่ “ฝ่ายค้าน” สำคัญกว่าหลักการประชาธิปไตย”
เมื่อสัปดาห์ก่อน ข้อความข้างต้นเป็นการขอร้องต่อ ส.ส. ที่เป็นว่าที่ฝ่ายค้านในตอนนั้น หวนมานึกอีกที ถ้าประชาธิปไตยเสรีเคราะห์ร้าย ฝ่าด่านประชาธิปไตยที่ไม่ค่อยเสรีไปไม่ได้ ฝ่าด่านอนุรักษ์นิยมที่ไม่ค่อยเป็นประชาธิปไตยไปไม่ได้ และในวันที่จะต้องเลือกนายกรัฐมนตรี โดยพรรคก้าวไกลถูกกันออกไปเป็นฝ่ายค้าน ว่าที่ฝ่ายค้านในวันนั้นจะคิดอย่างไรกับข้อความในย่อหน้าก่อนนี้ จะแสดงสปิริตประชาธิปไตยหรือไม่เมื่อสถานการณ์บังคับให้ต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง
การแสดงสปิริตประชาธิปไตย หมายถึงการทำตามหลักที่ว่า ถ้ากลุ่มของพรรคใดรวมกันเป็นเสียงข้างมากของ ส.ส. ก็ควรลงคะแนนให้บุคคลที่กลุ่มของพรรคนั้นเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ จะเป็นการเมืองใหม่ที่ก้าวข้ามบทบาทของ ส.ว. อันเป็นอุปสรรคทั้งต่อฝ่ายประชาธิปไตย และฝ่ายกึ่งประชาธิปไตย
ผมอยากจะเขียนว่าขอให้ประชาธิปไตยจงเข้มแข็ง และลงหลักปักฐานอย่างจริงจังในสังคมไทย ผมเชื่อว่าเรื่องนี้จะเป็นจริง ไม่ช้าก็เร็ว
โคทม อารียา

