เมื่อ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา รถไฟความเร็วสูงของจีนสร้างปรากฏการณ์ใหม่ขึ้นอีกแล้ว ด้วยการทำลายสถิติ “เร็วที่สุดในโลก” แต่เดิมลงอย่างสบายๆ ในระหว่างการทดสอบการเดินรถ
การทดสอบดังกล่าวดำเนินการโดย สถาบันวิทยาศาสตร์การรถไฟแห่งจีน (Chinese Academy of Railway Sciences) โดยใช้ส่วนหนึ่งของเครือข่ายระบบรางสำหรับรถไฟความเร็วสูงที่มีอยู่แล้ว ในส่วนที่อยู่ระหว่างเมืองฝูชิง กับเมืองเฉวียนโจว ในมณฑลฝูเจี้ยน ทางตะวันออกของประเทศ
ระบบรางที่ใช้ในการทดสอบเป็นสะพานรถไฟข้ามทะเลบริเวณอ่าวเหมยโจว ซึ่งเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของระบบรางสำหรับรถไฟความเร็วสูง ฝูโจว-เซียะเหมิน ที่มีระยะทางรวม 277 กิโลเมตร
ผลการทดสอบปรากฏเป็นที่น่าพอใจ รถไฟความเร็วสูงทั้งขบวนไปถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างราบรื่น แต่ที่สำคัญก็คือ สามารถทำความเร็วได้ถึง 453 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งถือเป็นความเร็วของขบวนรถไฟทั้งขบวนที่สูงที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา
เทคโนโลยีที่ใช้ขับเคลื่อนขบวนรถไฟที่ทำสถิติความเร็วเป็นที่สุดของโลก ล่าสุดนี้ ก็คือเทคโนโลยี รถไฟระบบพื้นผิวแม่เหล็ก (magnetically levitating) หรือเรียกง่ายๆ กันโดยทั่วไปว่า เทคโนโลยี แม็กเลฟ (maglev) อันเป็นเทคโนโลยีเดียวกันที่ใช้อยู่ในขบวนรถไฟที่เป็นเจ้าของสถิติ “เร็วที่สุดในโลก” แต่เดิมอีกด้วย
“แม็กเลฟ” เป็นชื่อเรียกโดยรวมของทั้งตัวขบวนรถและระบบรางที่ต้องออกแบบมาเป็นพิเศษควบคู่ไปด้วยกัน เทคโนโลยีนี้อาศัยธรรมชาติของการเกิดแรงดูดและแรงผลักของแม่เหล็กไฟฟ้า มาใช้ในการ “ยก” ขบวนรถทั้งขบวนให้ลอยอยู่เหนือราง พร้อมๆ กับอาศัยแรงเดียวกันนั่นเองผลักให้ขบวนรถเคลื่อนไปข้างหน้า
รถไฟที่ใช้เทคโนโลยีนี้จึงสามารถทำความเร็วได้สูงมาก เนื่องจากไม่ต้องเสียดสีกับราง สามารถลดแรงเสียดทานและแรงหน่วงลงได้มาก เหมือนรถไฟทั้งขบวนร่อนอยู่ในอากาศมากกว่าแล่นอยู่บนราง
ข้อดีอีกอย่างของเทคโนโลยีนี้ ก็คือ ไม่ว่าขบวนรถจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงเพียงใด ก็ไม่ก่อให้เกิดเสียงดังในระดับที่เป็น “มลภาวะทางเสียง” เกิดขึ้น ซึ่งแน่นอนย่อมเปิดทางให้สามารถพัฒนาความเร็วได้สูงมากๆ ได้
รถไฟความเร็วสูงที่นำมาทดสอบในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพิเศษของทางการจีน เรียกว่า โครงการนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อรถไฟจีน 450 (The CR450 science and technology innovation project) เรียกกันสั้นๆ ว่า “โครงการ ซีอาร์450” ซึ่งมีบรรจุไว้ในแผนพัฒนาระยะ 5 ปี ฉบับที่ 14 (ระหว่างปี 2021-2025)
ว่ากันว่า กว่าจะประสบความสำเร็จทำสถิติเร็วที่สุดในโลกขึ้นมาใหม่ได้ มีการทดลอง วิจัยและทดสอบรถไฟความเร็วสูงนี้มาแล้วมากกว่า 57 ครั้ง ทั้งที่เป็นไปเพื่อความเร็วและเพื่อความปลอดภัยสำหรับเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาใหม่นี้
จีนไม่ได้เป็นผู้คิดค้นเทคโนโลยี แม็กเลฟ ขึ้นมาเอง แต่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้มาจากเยอรมนี ระบบรถไฟความเร็วสูงเส้นทางแรก (และเส้นทางเดียวจนถึงขณะนี้) ของจีน คือ เซี่ยงไฮ้ แม็กเลฟ หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า เซี่ยงไฮ้ ทรานส์แรปิด (Shanghai Maglev หรือ Shanghai Transrapid) เป็นระบบรถไฟแม็กเลฟที่พัฒนาโดยบริษัทจากเยอรมนี สำหรับเชื่อมต่อท่าอากาศยานฝูตง กับสถานีบนถนนหลงหยางในนครเซี่ยงไฮ้ ระยะทาง 31 กิโลเมตร
ที่ระยะทางดังกล่าว เซี่ยงไฮ้แม็กเลฟ ใช้เวลาเดินทางราวๆ 7 นาทีเท่านั้นเอง
เทคโนโลยีแม็กเลฟ มีนัยสำคัญต่อโครงการซีอาร์450 เป็นอย่างมาก เพราะเป็นเทคโนโลยีที่จีนเลือกใช้เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายตามโปรเจ็กต์ดังกล่าว
จีน ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีระบบรางเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกันใหญ่ที่สุดในโลก ทางการจีนตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะพัฒนาระบบรางทั้งหมดให้เป็นระบบรางสำหรับรถไฟความเร็วสูง เพื่อลดเวลาการเดินทางระหว่างเมืองใหญ่ๆ ของประเทศกับพื้นที่ชนบททั้งหลาย พร้อมกันนั้นก็ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางลงด้วย
ประเด็นที่น่าสนใจมากก็คือ จีนไม่ได้หยุดพัฒนาเทคโนโลยีแม็กเลฟเอาไว้เพียงแค่นี้ แต่ตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะทำให้รถไฟระบบแม็กเลฟของจีนสามารถทำความเร็วได้ถึง 1,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ซึ่งถือว่าเร็วกว่านั่งเครื่องบิน เพราะสายการบินพาณิชย์ทุกวันนี้บินอยู่ที่ความเร็วเฉลี่ยระหว่าง 878-924 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น
รถไฟความเร็วสูงแบบ “ซุปเปอร์ฟาสต์” หรือที่เรียกกันเป็นทางการว่า “อัลตรา ไฮ-สปีด เทรน” นี้ คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ในช่วงระหว่าง 3-10 ปีข้างหน้านี้นี่เอง
สำหรับให้ชาวจีนได้ใช้เป็นทางเลือกในการเดินทางทดแทนการใช้เครื่องบินครับ

