หน้าแรก บทความ เดินหน้าชน เกมเสี่ยง‘เพื...

เกมเสี่ยง‘เพื่อไทย’

17.08.23 | 12:30 น.
เกมเสี่ยง‘เพื่อไทย’

เกมเสี่ยง‘เพื่อไทย’

ละครการเมืองกำลังลงตัวเข้าล็อกเป็นจังหวะๆ ที่ละซีน ทีละฉาก นับจากเปิดกล้องพรรคเพื่อไทยรับไม้ต่อจากพรรคก้าวไกลจับขั้วตั้งรัฐบาล โดย “ขั้วใหม่” เริ่มสารตั้งต้นเพื่อไทยบวกกับ “ภูมิใจไทย” 71 เสียง จำนวน 212 เสียง ตามมาด้วยชาติไทยพัฒนา และ ชาติพัฒนากล้า และพรรคเล็กพรรคน้อย

แต่คิวใหญ่คือสองพรรคเครือข่าย 2 ลุง คือ พรรคพลังประชารัฐ 40 เสียง กับพรรครวมไทยสร้างชาติ 36 เสียง

สำหรับพรรคพลังประชารัฐ ได้ทอดสะพานส่งสัญญาณจาก ไผ่ ลิกค์ แกนนำคนสำคัญประกาศขน 40 ส.ส. เทโหวตให้เพื่อไทยพร้อมโชว์สปิริตไม่ได้ต่อรองเพื่อขอเข้าร่วมรัฐบาลเพื่อไทย

เช่นเดียวกับพรรครวมไทยสร้างชาติที่น่าส่งสัญญาณมาในรูปแบบเดียวกัน ร่วมโหวตให้โดยไม่ได้ต่อรองเก้าอี้

Advertisement

สมการผสมพันธุ์ข้ามขั้วทั้ง “เสรีนิยม-อนุรักษนิยม” พร้อมปั้นคำนิยามรัฐบาลพิเศษเพื่อก้าวข้ามความขัดแย้ง

เสียง ส.ว.ที่มาเติมเต็มให้ถึง 376 เสียงกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภาก็คงไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นแต่อย่างใด

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ทุกอย่างต้องลงตัวและเคลียร์ก่อนถึงวันโหวตนายกฯ รอบถัดไปที่ไม่เกินวันที่ 22 ส.ค.นี้

แคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะชื่อ เศรษฐา ทวีสิน หรือ แพทองธาร ชินวัตร พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อคงไว้ซึ่ง “อำนาจ” เพราะเดิมพันครั้งใหญ่ และเป็นครั้งสุดท้ายของ ทักษิณ ชินวัตร คือ “กลับบ้าน”

จึงต้องสร้างโอกาสฐานะแกนนำรัฐบาลอยู่ในมือ ต้องยอมทุกอย่าง ทุกทาง เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจและตั๋วเดินทางกลับประเทศไทยคือโอกาสสุดท้ายของคนในวัย 74 ปี

และคนในพรรคต่างรู้ว่า ณ วันนี้พรรคเพื่อไทยเริ่มเสื่อมถอยศรัทธาจากมวลชน และผลของการกลืนเลือดและหักหลังสัญญาประชาคมครั้งนี้ย่อมมีราคาในตัวมันเอง

หลายคนเคยสงสัยและตั้งแง่คนชื่อ จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำเสื้อแดงคนสำคัญที่วันนี้ถอยห่างจากคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทย มันย่อมมีนัยยะและปมเงื่อนการแตกหักกันในครั้งนั้น แต่ ณ วันนี้ “จตุพร” ออกมาวิเคราะห์การเมืองทิศทางของพรรคเพื่อไทยได้เฉียบคมเหมือนคนอยู่วงในเดินเกมกำหนดทิศทางของพรรคเพื่อไทย

“จตุพร” วิพากษ์วิจารณ์อย่างถึงพริกถึงขิงว่า การเลือกตั้งปี’66 เพื่อไทยได้ปลุกสีเสื้อแดงกลับมาอีกครั้ง ทั้งที่สลายสีเสื้อไปแล้ว แต่เพื่อไทยนำสีแดงมาสวมใส่ปราศรัยเรียกร้องให้กลับบ้านมาลงคะแนนเสียง ซึ่งเป็นการใช้สีแดงอย่างขาดความรับผิดชอบ

เมื่อปลุกสีแดงขึ้นมาให้เกิดความชิงชัง แต่หลังเลือกตั้งปี’66 กลับประกาศสลายขั้ว คิดไปจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมาทางการเมืองมานับเกือบ 20 ปี ไม่เพียงเท่านั้น ยังจะลากสีแดงข้ามไปจับมือกับพรรค 2 ลุงมาร่วมตั้งรัฐบาลอีก

ในเสื้อสีแดงมันมีคนตายและบาดเจ็บ หากจะสลายสีเสื้อต้องทำก่อนเลือกตั้ง’66 แต่เพื่อไทยกลับระดมปลุกความแค้นเคืองกันเต็มเมืองและเรียกร้องให้กลับบ้าน เพื่อมาจับมือกับ ปชป.ใช่หรือไม่ ดังนั้นจึงขอให้คิดดูดีๆ เพราะทั้งหมดนั้น เพื่อไทยทำเองทั้งนั้น ไม่มีใครไปทำอะไรเลย เหมือนสลัดมือก้าวไกลก็ทำเอง แล้วก็ไปง้อ ไปขอขมา ซึ่งคงเป็นการแต่งตัวเพื่อไว้เป็นเหตุผลข้ออ้างไปหาพรรค 2 ลุง ซึ่งไม่แฟร์กับประชาชน

เพื่อไทยอย่ามาอ้างถึงวิกฤตเศรษฐกิจ หรือวิกฤตรัฐธรรมนูญ เมื่อครั้งหาเสียงอ้างต้องปิดสวิตช์ ส.ว.และ 3 ป. แต่พอถึงวันนี้กลับตระบัดสัตย์ แล้วยังจะไปต่ออีกด้วยการอธิบายใหม่ในเรื่องเดิมที่คนเชื่ออีกอย่าง

คนที่จะมาเป็นรัฐบาลต้องเริ่มต้นด้วยความศรัทธา ความชอบธรรม ตรงไปตรงมา

พรรคการเมืองนั้นไม่มีอะไรดีกว่าการซื่อตรงกับประชาชนอีกแล้ว เมื่อประชาชนตัดสินใจมาอย่างไร และตัวเองยังให้คำมั่นสัญญากับประชาชนไว้ เมื่อตัวเองจะตระบัดสัตย์ สิ่งแรกต้องรู้สึกสงสารประชาชนก่อน ยิ่งประชาชนต่อสู้บาดเจ็บล้มตาย เดือดร้อนแสนสาหัส ตัวเองต้องไม่กล้าทำในสิ่งเหล่านี้

เมื่อประชาชนเชื่อและเลือกมาแล้ว เพื่อไทยจะอ้างมาใช้เป็นเหตุต้องตั้งรัฐบาลและได้นายกฯ แล้วในทางปฏิบัติจะไปอย่างไรต่อ แต่ถ้าเป็นรัฐบาลจะอยู่ได้อย่างไร จะมีหน้าไปพบประชาชนได้อย่างไร

ทุกปัญหามีทางออกอยู่แล้ว และต้องไม่อ้างเอาผลประโยชน์ประเทศมาอยู่ภายใต้ผลประโยชน์ส่วนตัว เมื่อแยกส่วนตัวกับประเทศได้ ก็จะมองเห็นทางออก แต่เพื่อไทยกลับอ้างประเทศชาติ อ้างวิกฤตบ้านเมือง โดยความจริงแล้วมันเป็นความต้องการของคุณ ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตรอบใหม่ เมื่อถึงเวลาคุณก็ไม่รับผิดชอบอะไรอีก

เกมนี้ “เพื่อไทย” เทแทบหมดหน้าตัก แต่ถ้าสุดท้าย “ทักษิณ” ก็ยังไม่ได้กลับบ้าน ระวัง “เพื่อไทย” จะไม่เหลืออะไรเลย

พันธศักดิ์ รักพงษ์