หน้าแรก บทความ วิถีแห่งกลยุท...

วิถีแห่งกลยุทธ์ : ลิดกิ่ง เกลาหนาม สร้าง ‘ฐาน’ แห่ง อำนาจ เพื่อ การสืบทอด

24.08.23 | 12:21 น.
วิถีแห่งกลยุทธ์ : ลิดกิ่ง เกลาหนาม สร้าง ‘ฐาน’ แห่ง อำนาจ เพื่อ การสืบทอด

จูหยวนจาง ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์หมิง ทรงมีพระประสงค์จะเพิ่มความเข้มแข็งในการรวมศูนย์อำนาจรัฐ
เพื่อการปกครองประเทศอย่างมีเสถียรภาพ
จึงวางมาตรการต่อเนื่องในการตัดทอนอำนาจของ “องค์กร” และ “รัฐบาลท้องถิ่น”
พยายามเปลี่ยนแปลงรูปแบบของ “การกระจายอำนาจ”
แก้ไขความสับสนวุ่นวายอันเกิดจากการปกครองที่ต่างฝ่ายต่างแยกตัวเป็นอิสระ
“จังซิงแซ” บรรยายใน “อุบายเฉียบ” ว่า

ทรงดำเนินการจัดตั้งกรมการปกครอง กรมบัญชาการ กรมตรวจสอบและลงโทษ แยกการบริหารราชการแผ่นดิน ด้านการปกครอง ด้านการทหาร และด้านตุลาการ
ให้ทั้ง 3 องค์กรต่างเป็นอิสระต่อกัน
ขณะเดียวกัน ต่างก็ถ่วงดุลกัน
โดยทั้ง 3 องค์กรจะฟังคำสั่งจาก “ราชสำนัก” โดยตรง เป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งในการควบคุม
จาก “ส่วนกลาง”
แน่นอน ความหมายของ “ส่วนกลาง” ก็คือ “ราชสำนัก” ก็คือ “จักรพรรดิ” หรือ “ฮ่องเต้”
เป็นสมบูรณาแห่ง “ฮ่องเต้”

ในระดับสูงทรงเห็นว่า “อัครเสนาบดี” มีอำนาจมากเกินไป อาจก่อให้เกิดความย่ามใจและรวบอำนาจไว้แต่เพียงผู้เดียวได้ง่าย
เป็นภัยต่อ “ราชบัลลังก์”
ประจวบกับเวลานั้นมีคนร้องเรียนถึงพฤติกรรมอันมิชอบของ “หูเหวยยง” ผู้เป็นอัครเสนาบดี
จึงอ้างความผิดในการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ
รับสั่งให้ยึดทรัพย์ และประหารชีวิตทุกคนในครอบครัวหูเหวยยง เท่ากับเป็นการเชือดไก่ให้ลิงเห็น
แล้วยกเลิกตำแหน่ง “อัครเสนาบดี”
ขณะเดียวกัน ก็ส่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับกรมกองทั้ง 6 กรม ได้แก่ อารักษ์ มหาดไทย พิธีการ กลาโหม ตุลาการ แรงงาน
ให้ 6 กรมกองร่วมกันบริหาร
โดยขึ้นตรงต่อ “ฮ่องเต้” เพียงพระองค์เดียว อำนาจหน้าที่จึงเป็นของ “ฮ่องเต้” อย่างเบ็ดเสร็จ
ในด้านการทหาร แต่งตั้งผู้บัญชาการมณฑลเป็น 5 ทัพ
นั่นก็คือ 1 ทัพหน้า 1 ทัพหลัง 1 ทัพหลวง 1 ทัพซ้าย 1 ทัพขวา รวบอำนาจในการบัญชาการทหารที่เคยมีเพียงหนึ่งเดียวออกเป็น 5 ส่วน
ปลดทหารที่เคยปกครองหัวเมือง แต่งตั้งพลเรือนไปคุมแทน

เปลี่ยนแปลงหน่วยควบคุมตรวจตราซึ่งมีอยู่แต่เดิมเป็น “สำนักงานตรวจตรา ประจำเมืองหลวง”
ทำหน้าที่ตรวจตรา ควบคุม ขุนนางของราชสำนัก
วินิจฉัยความผิด ป้องกันมิให้ขุนนางผู้ใหญ่ที่คดในข้องอในกระดูกซ่องสุมสมัครพรรคพวก แสวงหาผลประโยชน์ คอยรายงานการกระทำผิดของขุนนางที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
เห็นแก่อามิสสินจ้าง หรือญาติมิตร ทุจริตฉ้อฉล
สำนักงานตรวจตราประจำเมืองหลวงได้จัดตั้งผู้ตรวจราชการออกเป็น 13 สาย มีหน้าที่ออกไปตรวจราชการ
ต่างพระเนตรพระกรรณฮ่องเต้
เมื่อพบปัญหาถ้าเป็นเรื่องเล็ก ก็รีบจัดการแก้ไข ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ก็กราบบังคมทูลรายงานให้ฮ่องเต้ทรงทราบโดยตรง
เพื่อทรงวินิจฉัย

จูหยวนจางทรงจัดตั้งกองทหารตรวจการและองครักษ์เสื้อแพร เพื่อดูแลอาณาประชาราษฎร์ มีหน้าที่ตรวจตรา สืบสวนผู้ต้องสงสัย
จับโจรผู้ร้ายตามเส้นทางที่สำคัญ เมือง อำเภอต่างๆ
ส่วนองครักษ์เสื้อแพร เป็นหน่วยงานที่รับภารกิจพิเศษขึ้นตรงต่อฮ่องเต้ มีหน้าที่คอยเฝ้าควบคุมดูแลขุนนางในราชสำนักอย่างใกล้ชิด
ด้วยมาตรการต่อเนื่องเช่นนี้
ทำให้สามารถควบคุมอำนาจทาง “การเมือง” และอำนาจทาง “การทหาร” ไว้ได้อย่างมั่นคง

Advertisement

เมื่อเรียบเรียงหนังสือ “จากสามัญชนสู่จักรพรรดิ” สุขสันต์ วิเวกเมธากร กล่าวถึงผลงานและความสำเร็จของจูหยวนจางอย่างมีชีวิตชีวา
จูฮ่องเต้เหมือนพญาช้างสารตกมันที่ไม่มีควาญช้างคอยกำกับ
พระองค์เข่นฆ่าทั้งขุนศึกและข้าราชการพลเรือนที่เคยร่วมฝ่าฟันอุปสรรคมาด้วยกัน
คนแล้วคนเล่าอย่างไร้ปรานี
บรรดาบุตรบุญธรรมทั้งหลาย ตลอดจนหลานในไส้แท้ๆ พระองค์ก็มิได้ทรงละเว้น
จูเปียว รัชทายาททรงเห็นว่าฮ่องเต้พระทัยโหดร้ายเหลือเกินจึงทูลให้พระสติ
“เสด็จพ่อเข่นฆ่าผู้คนมากมายเช่นนี้สวรรค์คงไม่ทรงโปรด ขอพระองค์โปรดได้ทำบุญละเว้นปาณาติบาตบ้างเถิด”
จูหยวนจางกริ้วยิ่งนักตวาดกลับว่า
“ไอ้ลูกโง่ เอ็งไม่รู้ประสีประสาอะไร ที่ข้าทำเช่นนี้เพราะเห็นว่าเอ็งมันใจอ่อนเกินไป ข้ารู้ว่าถ้ามอบกิ่งไม้ที่มีหนามให้เอ็งถือ หนามทั้งหลายก็จะตำมือเอ็ง ข้าจึงช่วยลิดหนามบนกิ่งไม้ออกเพื่อให้เอ็งถือได้โดยไม่เป็นอันตราย
“แต่เอ็งกลับหาว่าข้าเหี้ยมโหด”

หนังสือ “ประวัติศาสตร์จีนฉบับย่อ” อัน เขมณัฎฐ์ ทรัพย์เกษมชัย แปลจากต้นฉบับภาษาจีนของ “หลี่เฉวียน”
จากคดีหลี่วางแผนกบฏที่สอบสวนและรายงานโดย “องครักษ์เสื้อแพร”
ผู้มีส่วนพัวพันต่างถูกยึดทรัพย์และฆ่าตัดคอ นับรวมแล้วมีผู้ที่ถูกฆ่าตายเป็นจำนวน 15,000 คน
จูเปียวแนะนำบิดาว่าอย่าฆ่าคนมากมายขนาดนี้เลย
จูหยวนจางเอาแต่นิ่งเงียบ วันต่อมา พระองค์จงใจทำกระบองหนามตกแล้วให้จูเปียวเก็บ
จูเปียวไม่กล้าหยิบ จูหยวนจางจึงตรัส
“เจ้ากลัวหนาม จึงไม่กล้าหยิบ ตอนนี้ข้าช่วยเอาหนามทั้งหมดออกให้เจ้าก่อนแล้ว นี่ไม่ดีหรอกหรือ”
หลี่เฉวียนสรุปอย่างรวบรัดว่า
กล่าวได้ว่านี่เป็นการพูดที่สามารถเข้าถึงแก่นของเรื่องราวด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียวจริงๆ เพราะรักลูกผู้เป็นบิดาจึงจัดการให้
แต่ผู้เป็นลูกหาได้สำนึกไม่

ไม่ว่าในกรณีวิธีวิทยาในเชิง “บริหาร” แบบรวบและกุมอำนาจเอาไว้ที่ราชสำนักเอาไว้ที่ศูนย์กลาง
ไม่ว่ารายละเอียดในการลงมือปฏิบัติ
“จังซิงแซ” เห็นว่า เพื่อไม่ให้สารอาหารที่ใช้บำรุงต้นไม้ต้องถูกแบ่งสรรปันส่วนออกไป
การลิดกิ่งที่ไม่มีประโยชน์ เป็นเรื่องสมควรทำ
เพื่อที่ลำต้นจะได้รับการบำรุง เติบใหญ่ได้อย่างเต็มที่ตามความปรารถนา