ภาพของ จิวยี่ อันปรากฏผ่านยุทธนิยาย “สามก๊ก” ดำเนินไปอย่างที่หลี่ปิงเอี้ยน ซุนจิ้งสรุปผ่านหนังสือ “กลศึกสามก๊ก”
สำนวนแปล บุญศักดิ์ แสงระวี ว่า
แต่ละครั้งที่คนทั้งหลายเล่าเรื่องราวที่ขงเบ้งยั่วโทสะจิวยี่ 3 ครั้งก็ล้วนแล้วแต่รู้สึกเสียดายที่จิวยี่ใจคอคับแคบ
ถามว่าเหตุใด “ล่อกวนตง” จึงเขียนให้จิวยี่เป็นผู้กล้าแต่กลับจิตใจคับแคบเล่า
จากการศึกษาของหลี่ปิงเอี้ยน ซุนปิง อีกเช่นกัน จึงได้นำไปสู่การสรุปและประเมินว่าเจตนาเดิมของ “สามก๊ก” มิใช่ประสงค์จะยั่วให้จิวยี่ตายจริงๆ เพียงเป็นผลที่ขงเบ้งยืนหยัดในการแสวงหาความร่วมมือกันในการต่อสู้
เพื่อความเป็น “พันธมิตร” ระหว่างซุนกวนกับ เล่าปี่
บทสรุปนี้มีความต่างไปจากที่ “หลี่ฉวนจวิน” ตอบในหนังสือ “101 คำถามสามก๊ก” ที่ว่า
“จิวยี่ถูกขงเบ้งทำให้แค้นใจตายจริงหรือ”
สำนวนแปล ถาวร สิกขโกศล
นิยายสามก๊กกล่าวว่า “ขงเบ้งใช้กลอุบายยั่วโทสะจิวยี่ 3 ครั้ง” ทำให้อาการบาดเจ็บของจิวยี่กำเริบจนรำพันว่า
“ฟ้าให้จิวยี่เกิด ไยให้ขงเบ้งเกิดมาด้วยเล่า”
แล้วรากเลือดตาย ด้วยเหตุนี้จึงเกิด “ภาพลักษณ์” ในใจคนว่า จิวยี่มีจิตใจคับแคบ
ความจริงเรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งเติมในนิยายสามก๊ก
ตามประวัติศาสตร์ จิวยี่ตายในวัยหนุ่มจริง แต่เกิดจากสาเหตุอื่น จิวยี่ไม่ใช่คนจิตใจคับแคบจนถูกยั่วโทสะตาย
ตัวจริงเป็นคนใจกว้าง
ไม่ริษยาคนเก่ง กลับเสาะหาและสนับสนุนคนที่เก่งจริง คนมีความรู้ความสามารถทางการเมืองที่จิวยี่เสนอมีมาก
เช่น โลซก กำเหลง เป็นต้น
ในการบัญชาการรบศึกเซ็กเพ็กจิวยี่สมบูรณ์ด้วยจิตใจกว้างขวางและวางแผนลึกซึ้งจนกล่าวได้ว่า “ในชั่วเวลาสนทนารื่นเริง ทัพโจโฉก็กลายเป็นเถ้าธุลี”
ดังนั้น หลังจากจิวยี่ตายซุนกวนชมว่า
“จิวยี่กล้าหาญชาญชัย ใจกว้าง เรืองปัญญากว่าคนทั้งหลาย” นี่มิใช่คำชมเกินจริงเลย
เรื่องขงเบ้ง “ยั่วโทสะจิวยี่ 3 ครั้ง” ไม่มีหลักฐานอ้างอิงใดๆ ทั้งสิ้น
เมื่อ “หลี่ฉวนจวิน” ทุบโต๊ะฟันธงไปในแนวทางนี้แล้วก็เสนอคำถามแย้งว่า “ถ้าเช่นนั้นไยจิวยี่จึงตายตั้งแต่ยังหนุ่มเล่า”
คำตอบจาก “หลี่ฉวนจวิน” หนักแน่นด้วย “หลักฐาน”
เดือน 12 รัชศกเจี้ยนอัน ปีที่ 15 (ค.ศ.210) หลังศึกเซ็กเพ็ก จิวยี่ไปพบซุนกวนที่เกียเค้าเสนอแผนตีเอ็กจิว (เสฉวน)
(เมื่อ) ได้รับอนุมัติจากซุนกวน
แล้วจิวยี่ก็รีบกลับกังเหลงเพื่อเตรียมการตีเอ็กจิว (เสฉวน) แต่พอเดินทางถึงปาชิว (อรรถาธิบายของเผยซงจืนว่า ควรเป็นปาเหล็ง)
(ก็) ป่วยเป็นโรคปัจจุบัน ถึงแก่กรรมด้วยอายุเพียง 35 ปี
พิจารณาดูวัยของจิวยี่ เวลาและการตายอย่างฉับพลัน เราพออนุมานได้ว่าจิวยี่คงจะตายเพราะโรค
และเป็นโรคระบาดที่แพร่หลายในยุคนั้น
ความเป็นจริงอันเป็นฐานข้อมูลรองรับคำยืนยันของหลีหวนจวิน คือ ช่วงรัชศกเจี้ยนอันของพระเจ้าเหี้ยนเต้
เป็นช่วงโรคระบาดสูงสุด
หนังสือ “ซัวอี้ซี่” (เล่าเรื่องโรค) ของโจสิดกล่าวว่า
“รัชศกเจี้ยนอันปีที่ 22 (ค.ศ.217) ทุกบ้านมีคนตาย มีเสียงร่ำไห้ทุกเรือน บ้างตายทั้งครอบครัว บ้างตายทั้งตระกูล”
หนังสือ “ซางหานจ๋าปิ้งลุ่นซีว์” (คำนำพิจารณาโรคซางหาน) ของจางจิ้งจิ่ง แพทย์ผู้มีชื่อเสียงยุคปลายราชวงศ์ฮั่น
กล่าวไว้ว่า
“ตระกูลของข้าพเจ้ามีคนมากกว่า 200 คนตลอดมา ตั้งแต่รัชศกเจี้ยนอันเป็นต้นมา ชั่วเวลาไม่ถึง 10 ปีตายไปเสีย 2 ใน 3 เป็นโรคซางหานเสีย 7 ใน 10”
จากนี้หลีฉวนจวินจึงสรุปอย่างรวบรัดว่า
จิวยี่ตายตั้งแต่ยังหนุ่มคงเป็นเพราะโรคระบาดใหญ่ในช่วงรัชศกเจี้ยนอันแห่งพระเจ้าเหี้ยนเต้
ชื่อของโรคตามคำกล่าวของจางจิ้งจิ่งคือ “ซางหาน”
หาก “ล่อกวนตง” ระบุการตายของจิวยี่ว่า ตายเพราะโรคระบาดก็จะขาดสีสัน การแต่งเติมให้สัมพันธ์กับสัประยุทธ์ต่อกรกับขงเบ้ง
จึงทำให้ยุทธนิยาย “สามก๊ก” มีความเพริศแพร้วพรรณรายยิ่งขึ้น
เนื่องจากเป้าหมายทางการเขียนของล่อกวนตงก็มี “วาระ” ในทาง “การเมือง” ดำรงอยู่อย่างแจ้งชัด
นั่นคือ เชิดชู “เล่าปี่” ยกย่อง “ขงเบ้ง”
ภาพของจิวยี่เมื่ออ่านจากหนังสือ “อ่านสามก๊กถกบริหาร” โดยการเรียบเรียงของ ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์
เป็นภาพอันต่างจากยุทธนิยาย “สามก๊ก”
จิวยี่ตายตอนอายุเพียง 36 ปี ซุนกวนเสียใจมาก สวมชุดไว้ทุกข์และจัดการพิธีไว้ทุกข์ด้วยตนเอง
ที่ปรากฏในยุทธนิยาย “สามก๊ก”
ที่ว่าจิวยี่มีความอิจฉาในตัวขงเบ้งที่มีสติปัญญาเหนือกว่า เป็นการบิดเบือนสร้างภาพของ “ล่อกวนตง” ที่ตั้งใจเชิดชูจกก๊ก ยกย่องขงเบ้ง
จิวยี่จึงต้องกลายเป็น “ผู้ร้าย”
หากศึกษาผ่านคำสั่งเสียของจิวยี่ก่อนตายจากสำนวนแปล วรรณไว พัธโนทัย ก็จะประจักษ์
ต้องอ่าน
ข้าพเจ้าเป็นผู้มีสติปัญญาสามารถอย่างธรรมดาๆ แต่ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจให้รับผิดชอบในตำแหน่งหน้าที่สำคัญของกองทัพใหญ่ ข้าพเจ้าก็ตั้งใจที่จะปฏิบัติงานเพื่อสนองพระเดชพระคุณท่านโดยไม่คิดแก่ชีวิตและความเหนื่อยยาก
แต่เป็นกรรมของข้าพเจ้าที่มีเหตุให้ต้องตายไปจากท่านเสียก่อนที่จะบรรลุความสำเร็จทางใดๆ
แม้ความปรารถนาอันน้อยนิดสังขารร่างกายก็ไม่อำนวยให้ทำจนสำเร็จได้
ความเสียใจของข้าพเจ้านั้นสุดที่จะพรรณนาได้ ข้าพเจ้าตายจากท่านไปในขณะที่โจโฉกำลังคุกคามดินแดนทางเหนือของเรา และเล่าปี่ก็เข้ามาอยู่ในครอบครัว ของท่านเหมือนหนึ่งท่านต้องเลี้ยงเสือไว้ในบ้าน
ไม่มีใครสามารถพยากรณ์ว่าอนาคตของบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร
พวกเราเปรียบเสมือนคนทำงานอันหนักซึ่งต้องไปกินอาหารเย็นเอาในตอนดึก ยามฤดูใบไม้ร่วง เป็นปัญหาที่ท่านต้องขบคิดและแก้ไขอย่างรอบคอบ
ข้าพเจ้าเห็นว่าโลซกนั้นเป็นคนซื่อสัตย์สุจริต จงรักภักดี ทั้งมีจิตใจกล้าหาญไม่สะทกสะท้านต่อภัยอันตรายทั้งปวง จึงเป็นผู้ที่เหมาะสมที่จะให้เข้าดำรงตำแหน่งแทนข้าพเจ้าสืบไป
เมื่อคนจะตายนั้นมักพูดได้ถูกต้องตามทำนองความ ถ้าท่านยังเมตตาข้าพเจ้าอยู่ แม้ข้าพเจ้าตายข้าพเจ้าก็จะไม่สลายหายไปจากท่านเลย
ไม่ว่าการตายของจิวยี่ ไม่ว่าการเสนอให้โลซกเข้ามารับหน้าที่ ไม่ว่าการดำรงอยู่ของโลซกในทางการเมือง
กล่าวสำหรับคนอ่าน “สามก๊ก” ซึ่งเป็นคนไทย อาจมองอย่างหนึ่ง
มองในแบบที่ “ล่อกวนตง” ปรารถนา มองในแบบที่มีอาการบิดเบี้ยวต่างไปจากความเป็นจริงอันจริงแท้
นี่เป็นเรื่องที่ต้องค้นคว้า นี่เป็นเรื่องที่ต้องหาคำอธิบาย

