ท่านผู้อ่านที่จดจ่ออยู่กับช่วงจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในปัจจุบันคงอดรู้สึกไม่ได้ว่าประเทศนี้สมกับสมญานามที่ว่าเป็นอะเมซิ่งไทยแลนด์เสียจริงๆ เพราะคนใหญ่คนโตของประเทศล้วนแต่ตระบัดสัตย์เพื่อชาติกันทั้งนั้น หากเปรียบความซื่อตรงต่อวาจาที่เคยลั่นไว้เป็นดั่งพัสตราภรณ์ที่ใช้คลุมร่างกายแล้ว นักการเมืองของไทยจำนวนหนึ่งในตอนนี้ก็แทบจะเปลือยล่อนจ้อนกันหมด ทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่าความซื่อสัตย์เป็นเรื่องที่ไม่สำคัญในสังคมไทยหรืออย่างไร หรือการตระบัดสัตย์ซึ่งเป็นคู่ตรงข้ามกับความซื่อสัตย์กลับกลายเป็นคุณธรรมที่ทำให้ชาติพ้นวิกฤต ก้าวข้ามความขัดแย้งและเดินหน้าต่อไปได้
นักประวัติศาสตร์มักจะบอกว่า คนไทยมีชื่อเสียงว่าไม่ซื่อสัตย์มาตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว เมื่อย้อนไปดูบันทึกของชาวต่างประเทศ เช่น ลาลูแบร์ซึ่งเป็นทูตจากฝรั่งเศสมาสยามในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็กล่าวว่า “ชาวสยามเป็นคนเจ้าเล่ห์และกลับกลอกอยู่เสมอ” หรือฟรังซัว อังรี ตุรแปง ที่บอกว่าประเทศไทยมีคน “ชำนาญการในการทำให้คดียุ่ง สามารถทำให้เรื่องร้ายที่สุดกลับไปในทางดีได้และเขาจะเรียกร้องค่าตอบแทนอย่างสูงทีเดียว” อาจารย์วินัย พงษ์ศรีเพียร กัลยาณมิตรของผู้เขียนเคยกล่าวไว้ว่า ความไม่ซื่อสัตย์เป็นดีเอ็นเอทางวัฒนธรรมของไทย เนื่องจากข้าราชการชั้นสูงของไทยในสมัยอยุธยาสามารถที่จะแสวงหาค่าตอบแทนจากตำแหน่งได้เพราะไม่มีเงินเดือน
ความซื่อสัตย์เป็นคุณธรรมที่สำคัญและมีผลต่อเนื่องกับคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทย แผนงานคนไทย 4.0 ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ลงทุนในการวิจัยเกี่ยวกับความซื่อสัตย์ของคนไทยโดยวิธีต่างๆ ตั้งแต่การสำรวจโดยการสอบถามแบบตรงๆ การสอบถามโดยใช้ฉากทัศน์ โดยใช้สถานการณ์สมมุติ การเล่นเกมทดลอง เพื่อให้เห็นถึงพฤติกรรมซึ่งส่อถึงความสุจริตหรือทุจริต ตลอดจนการวิจัยเชิงคุณภาพว่าด้วยความซื่อสัตย์ การศึกษาพบว่า ความซื่อสัตย์ของไทยมีนิยามที่กว้างขวางมากรวมไปถึงความจงรักภักดีด้วย สำหรับงานวิจัยที่ถามตรงๆ ว่า ท่านเคยลอกข้อสอบหรือไม่ ของ ศ.ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งไปสัมภาษณ์คนไทยกว่า 2 พันคน ปรากฏว่าคนไทยเกือบครึ่งเคยลอกการบ้านบางครั้ง และอีกเกือบร้อยละ 20 บอกว่าลอกการบ้านเป็นประจำ รวมเป็นเกือบร้อยละ 70 กลุ่มที่ส่วนการลอกข้อสอบนั้นพบว่าเคยลอกเป็นบางครั้งมีถึงร้อยละ 29 และลอกเป็นประจำร้อยละ 10 รวมเป็นร้อยละ 40 หรือคำถามที่ถามว่าถ้าท่านทิ้งกระเป๋าสตางค์ไว้ท่านคาดว่าจะได้คืนหรือไม่ ซึ่งคำถามนี้เป็นคำถามมาจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2561 ที่ใช้ตัวอย่างกว่า 6 หมื่นตัวอย่างทั่วประเทศ ก็มีคนไทยที่เป็นกลุ่มตัวอย่างที่ตอบว่า “ไม่ได้รับคืน” ไม่ถึงเกือบร้อยละ 60 และที่ตอบว่าแน่ใจว่าจะได้คืนก็มีแค่ร้อยละ 12
งานวิจัยล่าสุดของ ผศ.ดร.พีระ ตั้งธรรมรักษ์ จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่ใช้จำนวนตัวอย่างขนาดใหญ่ประมาณ 2 พันตัวอย่าง โดยการสำรวจภายใต้สถานการณ์สมมุติทดสอบความซื่อสัตย์ใน 3 ด้าน คือ 1) การเคารพต่อข้อเท็จจริง ไม่พูดโกหก ไม่ปลอมแปลงหรือให้การเท็จ 2) การเคารพต่อกรรมสิทธิ์ของผู้อื่น การไม่ลักขโมย ไม่คัดลอก ไม่แอบอ้าง และ 3) การซื่อตรงต่อหน้าที่ของตนเอง ไม่คดโกงหรือทุจริตเพื่อให้ตนได้ประโยชน์ พบว่าคนไทยให้คุณค่ากับความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่สูง แต่ความซื่อสัตย์ทางวาจาเป็นคุณธรรมที่คนไทยให้คุณค่าหย่อนกว่าอีกสองประเด็น โดยที่เจเนอเรชั่นแซดและเจเนอเรชั่นเบบี้บูมเมอร์ มีสัดส่วนของคนที่เห็นความสำคัญของประเด็นการซื่อสัตย์ทางวาจาต่ำกว่าเจเนอเรชั่นอื่น ผลการศึกษาทั้งหมดนี้ดูเหมือนจะพอช่วยอธิบายความอะเมซิ่งของประเทศไทยได้ระดับหนึ่ง ดังนั้น ถึงแม้ทุกวันนี้คนไทยจะมีความทันสมัย บ้านเมืองก็โอ่อ่า หรูหรา คนไทยขี่เรือบินและนั่งรถไฟฟ้าแล้ว แต่เรื่องความซื่อสัตย์ของไทยยังคงความดั้งเดิมอยู่มาก
อย่างไรก็ดี ความซื่อสัตย์ไม่ใช่คุณธรรมเดียวที่คนไทยสมาทาน มนุษย์ไม่ว่าชาติใดก็มักจะสมาทานคุณธรรมหลายชุดด้วยกัน สำหรับคนไทยพบว่าความซื่อสัตย์กลายเป็นเรื่องที่มีความสำคัญรองลงไปเมื่อต้องแลกกับการเอาตัวรอด ทั้งนี้ เพราะในสถานการณ์ที่วัฒนธรรมอำนาจนิยมเป็นใหญ่ ความซื่อสัตย์อาจไม่ให้ผลตอบแทนที่ดีสมดังคำพังเพยที่ว่า “พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง” อีกสถานการณ์หนึ่งก็คือ เลือกที่จะต้องโกหกเพื่อรักษาน้ำใจ การศึกษาโดยใช้เกมของ ผศ.ดร.ภูมิสิทธิ์ มหาสุวีระชัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น ก็พบว่าคนไทยวัยรุ่นคิดว่าน่าจะทุจริตได้ถ้าตนไม่ได้รับผลประโยชน์ หรือพูดแบบเข้าใจง่ายๆ ว่าปกติเป็นคนไม่โกงแต่ถ้าโกงเพื่อคนอื่นที่ด้อยกว่าก็อาจจะทำได้ อาจารย์พีระยังพบว่า ความซื่อสัตย์เป็นคุณธรรมที่มาก่อนความกตัญญู นอกจากนี้ งานศึกษาเรื่องเดียวกันยังพบอีกว่า ความซื่อสัตย์ของคนไทยมีลักษณะเป็นสองมาตรฐาน สรุปได้ว่าคนไทยไม่ได้ถือความซื่อสัตย์เป็นบรรทัดฐานอย่างแน่วแน่ แต่มีความซื่อสัตย์แบบอะลุ้มอล่วยคือซื่อสัตย์แล้วแต่สถานการณ์ เวลาและความสัมพันธ์ที่มีต่อผู้ที่พูดด้วยหรือปฏิบัติด้วย การศึกษาเชิงคุณภาพของอรรถจักร สัตยานุรักษ์ พบว่าความซื่อสัตย์สำหรับคนไทยขึ้นกับประสบการณ์ของแต่ละคน แต่ความพร่ามัวของความดีและความไม่ดีทำให้คนไทยบางส่วนไม่เชื่อในเรื่องความซื่อสัตย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มาจากวาทกรรมของชนชั้นนำหรือจากการรณรงค์ของรัฐ
ความไม่ซื่อสัตย์นี้มักจะมีผลสืบเนื่องไปกับการคอร์รัปชั่น ซึ่งก็เกิดขึ้นแทบจะทุกหย่อมหญ้าในประเทศนี้อยู่แล้ว แม้แต่ในวัดและโรงเรียนซึ่งเป็นสถาบันที่พึ่งสุดท้ายของเราเองก็ตาม
สิ่งที่ผู้เขียนวิตกกังวลก็คือผลกระทบที่มีต่อเยาวชนไทย ต่อไปนี้เราจะไปสอนลูกเสือว่า “เสียชีพอย่าเสียสัตย์” ได้อย่างไร งานวิจัยยังพบอีกว่าประสบการณ์ที่เห็นการทุจริตจะทำให้เกิดการเลียนแบบกัน เมื่อเห็นว่าใครๆ ก็ทำกัน ย่อมส่งผลให้เราก็ทำได้โดยไม่รู้สึกผิด การตระบัดสัตย์ต่อหน้าต่อตานี้อาจจะทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกไม่ยินดียินร้ายกับการรักษาสัตย์มากขึ้น ในอนาคตความทุจริตคิดมิชอบก็จะสูงขึ้น ถ้าเรายังปล่อยให้คุณธรรมความซื่อสัตย์กลายเป็นคุณธรรมที่ด้อยค่าและละเว้นได้ ก็ทำให้ไม่อยากคาดการณ์เลยว่าอนาคตประเทศไทยจะเป็นอย่างไร
มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด

