หน้าแรก บทความ นัยสำคัญของกา...

นัยสำคัญของการประชุมสุดยอดของประชาคมอาเซียนที่อินโดนีเซีย

1.09.23 | 15:06 น.

อาเซียนเป็นองค์กรความร่วมมือของประเทศทั้ง 10 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และได้จัดตั้งเป็นประชาคมอาเซียนเพื่อให้มีความร่วมมือทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมให้มีความเหนียวแน่นยิ่งขึ้นในปี 2015 โดยมีประเทศนอกภูมิภาค เช่นกลุ่มประเทศเอชียตะวันออก จีน อินเดีย รัสเซีย ออสเตรเลีย แคนาดา อังกฤษ สหภาพยุโรป สหรัฐฯได้เข้าร่วมในการเจรจาด้วย ถ้ามองจากภายนอก ประชาคมอาเซียนมีความแข็งแกร่งมาก แต่ถ้ามองจากภายในแล้ว ประชาคมอาเซียนซึ่งมี 3 เสาหลัก แม้จะดำเนินการในเสาหลักเศรษฐกิจในเรื่องการค้าเสรีระหว่างประเทศให้ประสบผลสำเร็จได้ระดับหนึ่ง แต่ในเสาหลักทางสังคม และการเมืองยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ยังไม่สามารถแก้ปัญหา การอพยพข้ามแดน การค้ายาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติและป้องกันภัยภิบัติข้ามชาติต่างๆได้ ทั้งนี้เพราะประชาคมอาเซียนไม่มีองค์กรเหนือชาติ (Supra-national) คอยควบคุมลงโทษประเทศสมาชิกที่ละเมิดกฎหมายได้ เหมือนกับประชาคมยุโรป อีกทั้งไม่สามารถแก้ปัญหาการสู้รบในพม่า และไม่สามารถแก้ปัญหาในทะเลจีนใต้ซึ่งมีประเทศในกลุ่มอาเซียนร่วมอยู่ด้วย แม้ประชาคมอาเซียนจะร่วมกันออกแนวปฏิบัติร่วมกัน (Code of Conduct) ไม่ให้จีนล่วงละเมิดในส่วนที่เป็นของเวียดนาม ใต้หวันและฟิลิปปินส์ หรือแม้แต่ศาลอนุญาโตตุลาการได้ตัดสินแล้วว่า เขตเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ (Philippine Second Thomas Shoal) เป็นเขตที่ถูกต้องของฟิลิปปินส์ซึ่งจีนไม่ควรล่วงละเมิดก็ตาม แต่จีนก็ไม่ปฏิบัติตาม ซึ่งแสดงให้เห็นความอ่อนแอของอาเซียนเอง ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาให้กับประเทศในกลุ่มได้มาจนถึงปัจจุบัน เพราะเรามีกติกาที่เรียกว่า ASEAN WAY ไม่ก้าวก่ายการเมืองภายในของประเทศสมาชิก แต่ถ้ามองจากภายนอก ประชาคมอาเซียนเป็นประเทศที่มีอำนาจต่อลองเพื่อให้กลุ่มประเทศอื่นกลัวเท่านั้นเอง แต่กิจกรรมภายในยังไม่สำเร็จเท่าที่ควร ไม่สมกับคำขวัญ ที่ตั้งไว้ว่า One Vision, One Identity, One Community”

นัยสำคัญ ของการประชุมในเดือนกันยายน ปี 2023 คือ มีการประชุมสุดยอด ประชาคมอาเซียน วันที่ 4-7, ประชุม G20 วันที่ 7-10, และโจ ไบเดน ไปเวียดนาม

ในวันที่ 10 โดยส่ง กมลา แอร์ริส มาประชุมอาเซียน วันที่ 4-7 แทน ส่วน ไบเดนไปประชุม G20 ในวันที่ 7-10 ซึ่งประกอบด้วยประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและที่กำลังพัฒนา

คำถามมีอยู่ว่า ทำไม ไบเดน ส่ง รองประธานาธิบดี กมลา แฮร์ริส มาประชุมสุดยอดประชาคมอาเซียนที่อินโดนีเซีย คำตอบก็คือ

1.อาซียนยังไม่มีความสำคัญเท่ากับ กลุ่ม G20 ซึ่งเชื่อมโยงไปยังภูมิภาค Indo-Pacific ที่มีสมาชิกรวมทั้งที่อยู่ในมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก ซึ่งไบเดนมีเป้าหมายจะเปิดเสรีทางการค้า สร้างความเชื่อมโยงกับภูมิภาคอื่นๆรวมทั้ง กลุ่มอาเซียน และกลุ่ม BRICS (Brazil, Russia, India, China, South Africa) ซึ่งมีสมาชิกอยู่ในกลุ่ม G20 ด้วย คือ บราซิล อินเดีย รัสเซีย และ อเมริกา ทั้งนี้เพื่อ เป็นการคานอำนาจจีน รวมทั้งเจรจาความร่วมมือต่างๆ ทั้ง Hard Power และ Solf Power คือต้องพึ่งพาอาศัยกันทั้งทางด้านความมั่นคง ความช่วยเหลือเศรษฐกิจ และปัญหาทางสังคม โดยอาศัย ทั้งการศึกษาและวัฒนธรรมเป็นสะพานความเชื่อมโยง

Advertisement

2.อาเซียน ถึงแม้จะรวมเป็นประชาคมแล้วก็ตาม ในมุมมองของสหรัฐฯ และประเทศนอกภูมิภาคแล้ว ยังแก้ปัญหาในภูมิภาคไม่ได้เท่าที่ควร  ประธานาธิบดี โจโกวี ของอินโดนีเซียกล่าวว่า อาเซียนไม่มีเอกภาพมุ่งแต่ผลประโยชน์ส่วนตัวของประเทศมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม ส่วนสหรัฐฯก็เล็งเห็นความร่วมมือกับกลุ่มใหญ่ที่มีศักยภาพและมีผลประโยขน์กับสหรัฐฯ มากกว่า และที่สำคัญมากไปกว่านั้น สหรัฐฯต้องการสกัดอำนาจจีนที่กำลังจะทะยานขึ้นสู้กับสหรัฐฯในกลุ่มภูมิภาคใหญ่ๆมากกว่า

3.ทำไมสหรัฐฯจึงไปเวียดนามหลังจากการประชุม G20 เรื่องนี้เกี่ยวกับความมั่นคงทางทหาร ที่เวียดนามต้องอาศัยอาวุธยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีขั้นสูงในการป้องกันการรุกรานของจีนในทะเลจีนใต้ อีกทั้งสหรัฐฯก็ได้สานสัมพันธ์กับเวียดนามเป็นอย่างดีมาตลอดหลังสิ้นสุดสงครามแย็น ทำให้สหรัฐฯเป็นคู่ค้าอันดับสองของเวียดนาม ที่สำคัญสหรัฐฯต้องการสกัดจีนที่จะเข้ามามีบทบาทในน่านน้ำแปซิฟิกด้วย พอๆกับที่สหรัฐฯให้ความสำคัญกับฟิลิปปินส์มากกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน แต่อย่างไรก็ตาม เวียดนามก็ยังต้องพึ่งพาจีนในทางการค้าเช่นกัน เพราะจีนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของเวียดนาม อีกทั้งพรรคคอมมิวนิสทั้งสองประเทศก็มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แต่มิได้หมายความว่าเวียดนามจะไม่ติดต่อกับสหรัฐฯ เนื่องจากสหรัฐฯมีเทคโนโลยีที่สูงกว่าถ้ามีเหตุการณ์ตึงเครียดในทะเลจีนใต้ เวียดนามจะใช้ทั้ง Hard Power ที่เป็นของสหรัฐฯ และ Solf Power ทางการค้าขายกับจีนและการเจรจากับจีนในส่วนการรุกล้ำน่านน้ำของเวียดนาม เช่นเดียวกับฟิลิปปินส์ที่ต้องรักษาความสัมพันธ์ทั้งสองฝ่ายไว้ แต่ฟิลิปปินส์ค่อนข้างเอนเอียงไปกับสหรัฐฯมากกว่าในฐานะพันธมิตรเก่าแก่

อย่างไรก็ตามทุกประเทศในโลกนี้ต้องการความอยู่รอด จึงต้องอาศัยการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ที่จะสร้างความสัมพันธ์ของแต่ละประเทศ หรือแต่ละกลุ่มในระเบียบโลกใหม่หลังยุค C0VID-19