สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในต้นปี 2566 ส่งสัญญาณบวก ประจักษ์ได้จากปริมาณการขนส่ง-การเดินทาง-การท่องเที่ยวและการจราจรหนาแน่น แต่นั่นเป็นเพียงข้อสังเกตส่วนบุคคล ยังเชื่อถือได้ระดับหนึ่งเท่านั้น ถ้าจะให้ดีควรอ้างอิงตัวชี้วัดที่เป็นทางการ จากหน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงานวิชาการอิสระที่น่าเชื่อถือ ในโอกาสนี้ขอนำดัชนีภาคอุตสาหกรรมมาเผยแพร่พร้อมกับข้อวิพากษ์ ก่อนอื่นขออภิปรายว่า ดัชนีภาคอุตสาหกรรมสำคัญอย่างไร? หนึ่ง มูลค่าเพิ่มจากภาคอุตสาหกรรมคิดเป็นสัดส่วนถึง 1 ใน 3 ของ GDP สอง ผู้ใช้แรงงาน 4 ล้านคนทำงานกับโรงงานอุตสาหกรรมหลายหมื่นโรง ความจริงยังมีคนทำงานทางอ้อมอีกหลายล้านคน สาม โรงงานอุตสาหกรรมรับซื้อวัตถุดิบจากภาคการเกษตรนำมาแปรรูปเพื่อการส่งออก ถ้าหากธุรกิจอุตสาหกรรมดีย่อมส่งผลบวกต่อภาคเกษตรและการบริการตามไปด้วย
สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เป็นหน่วยงานในกระทรวงอุตสาหกรรมที่ทำงานวิชาการอย่างเข้มแข็ง รวบรวมข้อมูลจากโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก ต่อเนื่องเป็นข้อมูลรายเดือน-รายปี และจัดทำการสำรวจกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ในฐานะนักวิจัยที่นำข้อมูลมาใช้ขอแสดงความขอบคุณหน่วยงานที่ได้พัฒนาฐานข้อมูลได้อย่างน่าชื่นชม และเผยแพร่ต่อสาธารณะ (ดาวน์โหลดได้) ดัชนีที่สร้างขึ้นมาจำนวน 8 ตัว แต่ในที่นี้อ้างอิง 4 ตัวชี้วัด โดยแสดงด้วยรูปกราฟและข้อวิจารณ์ประกอบ

รูปภาพที่ 1 เรียกว่าดัชนีการผลิตวัดด้วยมูลค่าเพิ่ม (value added) เราเห็นแนวโน้มลดลงชัดเจน และบางช่วงที่กราฟดิ่งลงอย่างมาก (ในช่วงโควิด-19 ระบาด) สถานการณ์ปี 2565 ถือว่าดีขึ้นแต่ต่ำกว่าปี 2559-2562

รูปภาพที่ 2 เรียกว่าดัชนีสินค้าสำเร็จรูปคงคลัง (inventory of finished products) ยิ่งค่าสูงแปลว่าสินค้าขายไม่ออก เราเห็นแนวโน้มเพิ่มขึ้นชัดเจน ความจริงช่วงปี 2563-2564 รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายรูปแบบ แต่สินค้าคงคลังและการผลิตยังไม่กระเตื้อง

ผู้ใช้แรงงานคือประชากรกลุ่มใหญ่ที่เป็น “มนุษย์เงินเดือน” หมายถึงทำงานในสถานประกอบการรับค่าจ้างเป็นรายวัน หรือรายเดือน รูปกราฟที่ 3 บ่งชี้อะไร? กราฟที่ดิ่งลงแสดงว่าตลาดแรงงานอยู่ในภาวะซบเซา แม้จะมีสัญญาณบวกในปลายปี 2565 เพิ่มขึ้นบ้าง แต่เล็กน้อยเกินไปเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนหน้า รูปกราฟ 4 เรียกว่าผลิตภาพแรงงาน (labor productivity) วัดความสามารถของกำลังแรงงาน คือผลผลิตหารด้วยปัจจัยนำเข้า (แรงงาน) พบลักษณะขาลง “ช็อก” ในระยะสั้นๆ อาจจะเป็นเพราะโรงงานหยุดประกอบกิจการโดยสมัครใจ หรือตามนโยบายของรัฐบาล หรือของจังหวัด (รัฐบาลมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจสั่งการตามที่เห็นเหมาะสม แต่หลังจากนั้นผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้น และสูงกว่าก่อนสถานการณ์โควิด ผลิตภาพแรงงานเป็นดัชนีที่สำคัญ เช่น ใช้ประกอบในการกำหนด “ค่าจ้างขั้นต่ำ” การที่ผลิตภาพแรงงานดีขึ้นอาจจะเกิดจากหลายปัจจัย เช่น นายจ้างให้การส่งเสริมอบรมผู้ใช้แรงงานให้มีความรู้ทักษะ หรือการเพิ่มตัวช่วยคืออุปกรณ์-เครื่องมือ-ทำให้แรงงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลผลิตเพิ่มขึ้น เป็นสัญญาณที่ดี

เราจั่วหัวบทความด้วยคำถามว่า ดัชนีอุตสาหกรรมใช้ประเมินผลงานของรัฐบาลได้หรือไม่? ในมุมมองของนักวิจัยดัชนีอุตสาหกรรมสะท้อนผลงานของรัฐบาลได้ถูกต้อง (แต่จะถูกใจหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)
หนึ่ง ดัชนีข้างต้นบ่งชี้ว่าการสร้างผลผลิตยังอยู่ในสถานการณ์ซบเซา ยังไม่ฟื้นตัว ซ้ำเติมด้วยดัชนีสินค้าคงคลังที่เพิ่มขึ้นชัดเจนมาก เมื่อสินค้าขายไม่ออกปริมาณ “สินค้าคงคลัง” เพิ่มขึ้น เป็นต้นทุนและภาระเจ้าของกิจการ เมื่อขายไม่ออก สต๊อกสินค้าสำเร็จรูปสูง การชะลอการผลิตเป็นเรื่องธรรมดา สอง ตลาดแรงงานก็ตกสภาพคล้ายกัน “ยังไม่ฟื้น” จะด้วยสาเหตุอะไรนั้นยังต้องสืบค้นกันต่อไป
เศรษฐกิจกับการเมืองและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อผู้บริหารประเทศเกี่ยวข้องกันอย่างแน่นอน เศรษฐกิจไม่ดีขาลงพ่อค้าประชาชนมักตำหนิติติงรัฐบาลเป็นเรื่องธรรมดา (ทุกประเทศ) ความจริง ระบบการผลิตไทยนั้นขึ้นอยู่กับภาคเอกชนเป็นสำคัญ ภาครัฐไม่ได้ทำมาค้าขายเป็นหลัก (ยกเว้นในบางสาขาการผลิตที่ภาครัฐต้องแทรกแซง) แต่หน้าที่ทำให้ทุกคนเชื่อมั่น–ถือเป็นหน้าที่รัฐบาล ในประเทศพัฒนาแล้วที่มีฐานวิจัยสูงการจัดทำดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจควบคู่กับผลสำรวจคะแนนนิยมของรัฐบาล ยามเศรษฐกิจดี คะแนนนิยมสูง เป็นเรื่องธรรมดา ในโอกาสที่จะมี “รัฐบาลใหม่” ภายหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา พรรคการเมืองได้เสนอความคิดดีๆ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ สองประเด็นที่มีน้ำหนักความสำคัญสูงคือ หนึ่ง มาตรการเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำให้เป็น 450 บาทต่อวัน เมื่อคำนวณเป็นเงินเดือนของผู้ใช้แรงงานเท่ากับรายได้ 10,800 บาทต่อเดือน (450 x 24 วัน) ผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่ (2 ใน 3 ได้รับค่าจ้างหรือเงินเดือนสูงกว่า 450 บาท แต่ 1 ใน 3 ได้รับค่าจ้างต่ำกว่านั้น (หมายเหตุข้อสรุปนี้ได้จากการวิเคราะห์ผลสำรวจผู้ใช้แรงงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ Labor Force Survey 2565)
สอง นโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล เพื่อเพิ่มอำนาจซื้อของประชาชน ทีมวิชาการของพรรคการเมืองคงจะได้ไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้วว่าทำได้และเป็นผลดีต่อส่วนรวม จึงกล้านำเสนอต่อประชาชน จึงควรเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองที่ได้ฉันทานุมัติจากประชาชนมาทำงานแทน “ทีมเก่า” ที่สำคัญคือเสนอว่าเราควรใช้ดัชนีอุตสาหกรรมมาเป็นส่วนหนึ่งของตัวชี้วัดการทำงานของรัฐบาล ดัชนีอุตสาหกรรมนั้นเชื่อถือได้ มีหลักวิชาการและเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในสากล
ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์
ภาวิณี สตาร์เจล
เมรดี อินอ่อน

