ดุลยภาพดุลยพินิจ : โรงเรียนที่มีผู้เรียนน้อยและความเสี่ยงที่จะถูกควบรวม
การปรับตัวในยุค‘ประชากรเด็กลดลง’
ประชากรลดลงเป็นปรากฏการณ์ที่รับทราบทั่วกัน เป็นเวลาหลายปีมาแล้ว การที่ประชากรวัยเด็กลดลงส่งผลกระทบอย่างมากต่อการจัดการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่มีสถานศึกษาในสังกัดเกือบ 3 หมื่นแห่งกระจายในทุกจังหวัด จำนวนผู้เรียนรวมกันประมาณ 6.5 ล้านคนปี 2565 ในจำนวนนี้มีโรงเรียนขนาดจิ๋ว (ผู้เรียนน้อยกว่า 30 คน) ถึง 1852 แห่ง ถือว่ามีความเสี่ยงที่จะถูกยุบหรือควบรวมและท้ายที่สุดเมื่อไม่มีผู้เรียนต้องหยุดดำเนินการโดยปริยาย บทความนี้มาจากงานวิจัยเล็กๆ ที่พยายามสืบค้นว่าโรงเรียนขนาดจิ๋วกระจายอยู่ในจังหวัด/อำเภออะไร ต่อจากนั้นให้ข้อสังเกตหรือวิจารณ์เชิงการบริหารและเตรียมการในสถานการณ์ “นักเรียนลดลง”
สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีโรงเรียนในสังกัด 29,449 แห่ง จำนวนผู้เรียนรวมกัน 6.6 ล้านคน
ข้อสังเกตจากตารางที่ 1 คือ โรงเรียนขนาดจิ๋วกระจายในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเหนือ (สูงถึง 10.55% ของโรงเรียนของ สพฐ รวมในภาคเหนือ 6164 แห่ง) และภาคอีสาน (6.61% จากจำนวน 13,100 แห่ง) ในจำนวนที่รายงานพบว่า 301 แห่งในขณะนี้ไม่มีผู้เรียน (0 คน)
ดังกล่าวในตอนต้นว่านักวิจัยในทีมงานให้ความสนใจ “มิติพื้นที่” คือ อยากทราบว่าโรงเรียนขนาดจิ๋วกระจายในจังหวัดและอำเภออย่างไร? จึงสืบค้นข้อมูลและนำมาสรุปในรูปกร๊าฟ พบอำเภอที่มีโรงเรียนขนาดจิ๋วจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น อำเภอด่านซ้าย จ.เลย จำนวนโรงเรียนขนาดจิ๋วสังกัด สพฐ. ถึง 23 แห่ง ลำดับถัดมา อำเภอ เวียงสา จ.น่าน โรงเรียนขนาดจิ๋วสังกัด สพฐ. 20 แห่ง และอำเภออื่นๆ ที่จำนวนโรงเรียนขนาดจิ๋วลดหลั่นกันไป ข้อสังเกตคือโรงเรียนขนาดจิ๋วกระจายอยู่ในภาคเหนือและอีสานมากที่สุด
การปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในโลกสมัยใหม่เกี่ยวข้องกับทุกหน่วยงานทุกองค์กร จึงเชื่อได้ว่าผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการคงได้เตรียมการและแผนรองรับสถานการณ์ “เด็กนักเรียนลดลง” อยู่แล้ว โดยเฉพาะสำหรับโรงเรียนขนาดจิ๋วเกือบสองพันแห่ง มีหลายทางเลือกด้วยกัน หนึ่ง ไม่ดำเนินการอะไร จำนวนนักเรียนลดลงตามลำดับเมื่อเหลือ 0 คน ต้องปิดกิจการไปโดยปริยาย สอง การย้ายนักเรียนไปสังกัดสถานศึกษาในพื้นที่ใกล้เคียงกัน เข้าใจว่าต้องหารือกับผู้ปกครองนักเรียนว่าเต็มใจหรือยินดีให้เด็กนักเรียนย้ายสถานศึกษาหรือไม่ ค่าใช้จ่ายการเดินทางเพิ่มขึ้นเป็นภาระหนักหนาเพียงใด สาม การควบรวมโรงเรียนในสังกัด สพฐ. 2-3 แห่งเข้าด้วยกัน เรื่องนี้จำเป็นต้องศึกษาสภาพภูมิศาสตร์ คำนวณระยะทางจากบ้านไปโรงเรียนว่าห่างไกลเพียงใด การเดินทาง 5-10 กิโลเมตรอาจจะเป็นอุปสรรค แต่เป็นต้นทุนเพิ่มขึ้นซึ่งผู้เรียนและผู้ปกครองยอมรับได้หรือไม่? สี่ ถ่ายโอนกิจการโรงเรียนให้ท้องถิ่น คือ เทศบาล อบต. หรือ อบจ. ดำเนินการแทน “ความจริงเป็นนโยบายของรัฐบาลและคณะกรรมการกระจายอำนาจฯ อยู่แล้ว แต่การถ่ายโอนในภาคปฏิบัติมีเงื่อนไขและขั้นตอน คือ ความเต็มใจของฝ่ายรับโอนและหน่วยงานที่จะโอน และมีระเบียบขั้นตอน” เท่าที่ตรวจสอบสถิติโรงเรียนสังกัด สพฐ. ที่ย้ายไปสังกัดองค์กรปกครองท้องถิ่นในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมามีจำนวนไม่มาก (น้อยกว่าหนึ่งพันแห่ง — จากจำนวนโรงเรียนของ สพฐ. 3 หมื่นแห่ง) นักวิจัยได้มีโอกาสเยี่ยมชมกิจการโรงเรียนท้องถิ่นหลายแห่งได้สัมภาษณ์ผู้บริหารท้องถิ่น ได้รับคำตอบว่าจำนวนหนึ่งไม่พร้อมรับโอน-เพราะว่าเทศบาล และ อบต. มีโรงเรียนอนุบาลหรือประถมศึกษาในสังกัดอยู่แล้ว บางท้องถิ่นจัดตั้งสถานศึกษาของตนโดยไม่รอรับการถ่ายโอนจาก สพฐ. อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ายังมีเทศบาล และ อบต. หลายร้อยแห่ง ที่พร้อมและเต็มใจรับถ่ายโอนสถานศึกษา (ทั้งขนาดเล็ก-ขนาดกลาง-ขนาดใหญ่) เพราะต้องการลูกหลานได้รับโอกาสการศึกษาที่ดีมีคุณภาพมาตรฐานและใกล้บ้าน
ในโอกาสที่มีรัฐบาลใหม่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหารสำนักงบประมาณคงมีนโยบายและมาตรการรองรับสถานการณ์ “เด็กนักเรียนลดลง” โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียนขนาดจิ๋ว เพื่อให้การจัดสรรทรัพยากรของกระทรวงศึกษามีประสิทธิภาพประสิทธิผล แต่ในขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงความต้องการของผู้เรียนและผู้ปกครองด้วย

