บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ ประเด็นร้อนสำหรับรัฐบาลอังกฤษและรัฐบาลไทย

บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ ประเด็นร้อนสำหรับรัฐบาลอังกฤษและรัฐบาลไทย

บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์
ประเด็นร้อนสำหรับรัฐบาลอังกฤษและรัฐบาลไทย

ประเด็นร้อนในสื่อ นสพ.ของอังกฤษ เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2566 คือรัฐบาลอังกฤษจะห้ามบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ชนิดใช้แล้วทิ้ง เพื่อแก้ปัญหาการแพร่ระบาดในกลุ่มเด็กและเยาวชนอังกฤษ ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีรัฐมนตรีหลายคนเรียกร้องให้รัฐบาลอังกฤษห้ามขายบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ประเภทที่มีสีสันสดใส และมีรสชาติสำหรับเด็กๆ เช่น รสหมากฝรั่ง ถึงแม้อังกฤษจะมีกฎหมายห้ามจำหน่ายบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ให้แก่เยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี แต่เยาวชนอังกฤษร้อยละ 11.6 ที่มีอายุระหว่าง 11-17 ปี ต่างเคยทดลองใช้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์แล้ว

นโยบายห้ามจำหน่ายบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์อาจจะประกาศเพื่อบังคับใช้โดยรัฐบาลอังกฤษในเร็วๆ นี้ ซึ่งประเทศฝรั่งเศสและนิวซีแลนด์ ต่างดำเนินการบังคับใช้นโยบายดังกล่าวแล้ว ข่าวจากผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขของอังกฤษเน้นย้ำว่า บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ประเภทใช้แล้วทิ้ง มีเป้าหมายมุ่งไปยังเด็กและเยาวชน รัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า การแพร่ระบาดในกลุ่มเด็กและเยาวชนเป็นสิ่งที่น่ากังวลเป็นอย่างมาก เพราะเด็กเหล่านี้ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อน ซึ่งบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์เป็นอันตรายอย่างมากต่อสุขภาพของเยาวชน ดังนั้น รัฐบาลอังกฤษจะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน

หลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการแพร่ระบาดของบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ในกลุ่มเด็กและเยาวชนมีเพิ่มมากขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายนปีนี้ ซึ่งโฆษกของกรมอนามัยและสังคมสงเคราะห์ กล่าวว่า รัฐบาลอังกฤษมีความกังวลเป็นอย่างมากของการแพร่ระบาดในกลุ่มเด็กและเยาวชน

Advertisement

ประเทศต่างๆ เริ่มบังคับใช้
นโยบายห้ามจำหน่ายบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์

สัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลฝรั่งเศสประกาศบังคับใช้นโยบายห้ามจำหน่ายบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ประเภทใช้และทิ้ง เนื่องจากพบว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมุ่งเป้าไปยังกลุ่มเด็กและเยาวชน ประเทศเยอรมนีและไอร์แลนด์ ต่างเตรียมประกาศบังคับใช้นโยบายห้ามจำหน่ายบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ประเภทใช้แล้วทิ้ง ในขณะที่ประเทศออสเตรเลียห้ามนำเข้าบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด ยกเว้นผู้ที่อยู่ภายใต้การรักษาของแพทย์เพื่อเลิกสูบบุหรี่ ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขของอังกฤษได้เรียกร้องมาก่อนแล้วเพื่อให้รัฐบาลห้ามจำหน่ายบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากผู้ผลิตทำการตลาดมุ่งเป้าล่าเหยื่อในกลุ่มเด็กและเยาวชน

สำนักงานสถิติแห่งชาติ
และสถาบันบริการสุขภาพแห่งชาติ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานสถิติแห่งชาติของอังกฤษ เปิดเผยตัวเลขที่น่ากังวลว่า เพศหญิงอายุ 16-24 ปี มีจำนวนผู้ใช้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น 3.5 เท่า ร้อยละ 15.5 ของกลุ่มนี้ ใช้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์เป็นประจำ หรือเป็นครั้งคราว เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 11.1 ในปี 2564 มีชาวอังกฤษจำนวน 4.5 ล้านคน ที่ใช้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์เป็นประจำหรือเป็นครั้งคราว ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 5 แสนคน ในระยะเวลา 12 เดือนที่ผ่านมา

สถาบันบริการสุขภาพแห่งชาติของอังกฤษ (NHS) เปิดเผยตัวเลขว่า มีจำนวนเด็กที่ถูกนำส่งโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นจากการใช้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ ถึงแม้จะมีการกล่าวอ้างว่าบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ปลอดภัยกว่าบุหรี่มวน แต่หลักฐานเชิงประจักษ์จากงานวิจัยพบว่าบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์มีสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อร่างกายหลายชนิด ซึ่งไม่พบในบุหรี่มวน นอกจากนี้ ยังมีโลหะหนักหลายชนิด เช่น นิกเกิล โครเมียม แคดเมียม ดีบุก ตะกั่ว ฯลฯ เมื่อต้นปีนี้ กุมารแพทย์ของอังกฤษเรียกร้องให้รัฐบาลเฝ้าระวังการแพร่ระบาดในกลุ่มเด็กและเยาวชนเนื่องจากมีเด็กและเยาวชนถูกนำส่งโรงพยาบาลด้วยสาเหตุจากการใช้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ของอังกฤษ ได้เตือนรัฐบาลถึงอันตรายของบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ และให้ปกป้องสุขภาพของเด็กและเยาวชนโดยเฉพาะระบบหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งยังไม่มีใครทราบถึงผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพจากบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์

องค์กรที่สาม
เครือข่ายบริวารของอุตสาหกรรมยาสูบ

สถาบันทางด้านเศรษฐศาสตร์ (Institute of Economic Affairs-IEA) ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองแห่งหนึ่งในอังกฤษ ออกมาโต้แย้งว่า การทบทวนนโยบายเกี่ยวกับบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ อาจจะทำให้ชาวอังกฤษเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น หัวหน้าส่วนของเศรษฐศาสตร์ ลีลาชีวิต (Lifestyle Economics) อ้างว่า “การห้ามนำเข้าบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ชนิดใช้แล้วทิ้ง” เป็นการจำกัดทางเลือกของผู้สูบบุหรี่ที่จะได้รับประโยชน์ ซึ่งการกล่าวอ้างเช่นนี้ ไร้เหตุผลสิ้นดี เนื่องจากผู้ใช้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ประเภทใช้แล้วทิ้งต่างเป็นเด็กและเยาวชน ซึ่งไม่เคยสูบบุหรี่มวนมาก่อน

รายงานเชิงสืบสวนโดย บริทิช เมดิคัล เจอร์นัล พบว่า สถาบัน IEA ได้รับเงินสนับสนุนจากอุตสาหกรรมยาสูบข้ามชาติ และสถาบันนี้มีอิทธิพลต่อแนวคิดของอดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษซึ่งคล้อยตามแนวคิดของ IEA เกี่ยวกับหลักการของตลาดเสรี ซึ่งในแนวคิดของ IEA มีความเป็นปฏิปักษ์ต่อแนวทางของนโยบายสาธารณสุข โดยเฉพาะการควบคุมยาสูบ (Gornall J. Big tobacco, the new politics, and the threat to public health. BMJ 2019; 365: l2164)

ถึงแม้สถาบัน IEA จะพยายามปกปิดเรื่องแหล่งที่มาของงบประมาณ แต่มีข้อมูลต่างๆ ทยอยออกมาว่าอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ไม่ดีต่อสาธารณสุข ให้เงินสนับสนุนสถาบันแห่งนี้ ในปี 2013 อุตสาหกรรมยาสูบข้ามชาติหลายแห่ง ต่างยอมรับว่าได้ให้เงินสนับสนุนสถาบัน IEA ซึ่งรณรงค์ต่อต้านซองบุหรี่แบบเรียบและปราศจากสีสัน หลักฐานเหล่านี้มีอยู่ในบันทึกของเอกสาร Truth Tobacco Industry Documents ซึ่งรวบรวมอยู่ในคลังข้อมูลของมหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย ที่ซานฟรานซิสโก

ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย ของสถาบันอดัม สมิธ (Adam Smith Institute) ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองอีกแห่งหนึ่งในอังกฤษ ออกมาโต้แย้งว่า หากรัฐบาลอังกฤษจะห้ามจำหน่ายบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ประเภทใช้แล้วทิ้ง “คงไม่สามารถบรรลุเป้าประสงค์ของอังกฤษปลอดยาสูบ 2030” ข้ออ้างดังกล่าวไม่มีความเป็นเหตุและผลใดๆ

สถาบันอดัม สมิธ แต่งตั้งตนเองเป็นผู้ปกป้องอุตสาหกรรมจากการที่รัฐบาล “จะกำหนดนโยบายต่างๆ เพื่อควบคุมอุตสาหกรรม และแทรกแซงทางเลือกในลีลาชีวิตของประชาชน” และสถาบันแห่งนี้มีประวัติอันยาวนานที่จะต่อต้าน กฎ มาตรการ ในฐานะตัวแทนของอุตสาหกรรมยาสูบ (Gornall J. Under the influence: 2. BMJ 2014; 348: f7531 doi: 10.1136/bmj.f7531)

สถาบันอดัม สมิธ มีจุดยืนทางเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี (Free Market Economics) ซึ่งก็คือ เข้าข้างอุตสาหกรรมข้ามชาติทั้งหลาย โดยไม่ให้รัฐบาลกำหนดนโยบายควบคุมใดๆ โดยอ้างการแข่งขันทางการตลาดแบบเสรี จุดยืนนี้ ทั้งอุตสาหกรรมยาสูบและอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ต่างเรียกร้องเมื่อเผชิญกับความกดดันจากนโยบายการควบคุมผลิตภัณฑ์ที่ทำลายสุขภาพ

มาตรการควบคุมยาสูบเป็นอีกนโยบายหนึ่งที่คุกคามสิทธิส่วนบุคคล และทางสถาบันเปิดเผยว่าได้รับงบประมาณสนับสนุนจากอุตสาหกรรมยาสูบ

นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ

ข่าวจากอังกฤษที่เพิ่งเผยแพร่นี้ มาในเวลาที่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่มีการเสนอญัตติเพื่อแต่งตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาผลประโยชน์ของการมีกฎหมายควบคุม กำกับ บุหรี่ไฟฟ้า เพื่อให้เหมาะสมกับบริบทความเป็นจริงในประเทศไทย และมีการเสวนาวิชาการเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2566 เรื่องผลการสำรวจความคิดเห็นผู้ปกครองและครู ต่อนโยบายบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งมีข้อมูลจากงานวิจัย โดย รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช และคณะ ที่บ่งชี้ว่าเด็กไทยที่เริ่มใช้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ มีแนวโน้มที่จะสูบบุหรี่ธรรมดาเพิ่มขึ้น 5 เท่า และงานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับโลก Tobacco Control Journal

ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา ได้แถลงจุดยืนของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ซึ่งสนับสนุนการคงไว้นโยบายห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า สอดคล้องกับผลสำรวจความคิดเห็นต่อนโยบายการห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า โดย ดร.สุริยัน บุญแท้ รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อพัฒนาสังคมและธุรกิจ (SAB) ดร.นพ.สุขสันต์ กิตติศุภกร รองปลัดกรุงเทพมหานคร แถลงจุดยืนในนามของผู้บริหารกรุงเทพมหานคร เพื่อการปกป้องเด็กและเยาวชนจากอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า

ในขณะที่ประเทศต่างๆ มีการทบทวนนโยบายเกี่ยวกับบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ และมีจำนวนประเทศที่ห้ามนำเข้าบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าผู้ผลิตบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ “ทำการตลาดล่าเหยื่อ” เพื่อให้เด็กและเยาวชนซึ่งไม่เคยสูบบุหรี่มวนมาก่อน ให้มาเสพติดนิโคตินจากบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ บ่งชี้ถึงพฤติกรรมองค์กรที่ไร้จรรยาบรรณ ทำให้อุตสาหกรรมยาสูบข้ามชาติและเครือข่ายบริวาร ไม่มีความน่าเชื่อถือใดๆ

นายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ได้ประกาศเป้าหมายลดปัญหายาเสพติดให้ได้เมื่อวันก่อน ในการเดินทางไปดูพิธีเผายาเสพติดของกลางที่จังหวัดสมุทรปราการ ร่วมกับคณะรัฐมนตรีหลายท่าน ทั้งนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวตอนหนึ่งว่า “…รวมถึงป้องกันที่ต้นน้ำไม่ให้ไปเสพ…” ดังนั้น สารนิโคตินซึ่งเป็นสารเสพติดที่มีความร้ายแรง และนำไปสู่การเสพติดสารเสพติดอื่นๆ เนื่องจากนิโคตินมีผลต่อสมองในการทำให้ตอบสนองต่อการเสพติดสารอื่นๆ ได้ง่ายขึ้น (brain priming effects) รัฐบาลไทยจึงควรดำเนินการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเร่งด่วน เพราะหลักฐานเชิงประจักษ์คือ การตลาดล่าเหยื่อ ที่มุ่งเป้าไปยังเด็กและเยาวชนไทย

สังคมไทยคงต้องจับตามองดูว่าการคงไว้นโยบายการห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าจะถูกอิทธิพลของอุตสาหกรรมยาสูบข้ามชาติและเครือข่ายบริวารแทรกแซงและเปลี่ยนแปลง ด้วยการเฉไฉและเบี่ยงเบนไปจากหลักฐานเชิงประจักษ์หรือไม่

ศ.ดร.นิทัศน์ ศิริโชติรัตน์
สถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย
มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image