เดินหน้าชน : ป้องผู้ขายสุดชีวิต

28.09.23 | 12:37 น.
ดินหน้าชน : ป้องผู้ขายสุดชีวิต โครงการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือ

โครงการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือเป็นอีกหนึ่งตรรกะของราชการในยุคนี้ ที่สะท้อนการใช้เงินงบประมาณ ซึ่งก็คือภาษีประชาชน

มันเป็นตรรกะที่ประเมินเรื่องความคุ้มค่าเพื่อประชาชน หรือมันคุ้มค่าเพื่อใคร หรือคนกลุ่มใดเท่านั้น

วันนี้ทางกองทัพเรือได้ข้อสรุปจากคณะกรรมการบริหารโครงการเรือดำน้ำ S26T เสนอเรื่องขึ้นมาและอยู่ระหว่างการพิจารณาเกี่ยวกับข้อเสนอจะใส่เครื่องยนต์ CHD 620 ของจีนมาแทนเครื่องยนต์ MTU369 จากเยอรมนี

เครื่องยนต์นี้เป็นเครื่องยนต์ที่จีนใช้กับเรือผิวน้ำของตัวเองมานานแล้ว และขอย้ำว่า “ไม่เคยนำมาใช้กับเรือดำน้ำมาก่อน”

พล.ร.อ.เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผบ.ทร. อ้างว่า ปีที่ผ่านมาได้มีการตรวจสอบข้อมูลที่จีนนำเสนอและส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบข้อมูล ล่าสุดกองทัพเรือจีนได้เสนอมาที่กองทัพเรือไทยควบคู่กับแนวทางพิจารณาแก้ไขข้อตกลงระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล เพื่อที่จะขยายระยะเวลาในการสร้างเรือดำน้ำออกไปอีกเรียบร้อยแล้ว

Advertisement

การตรวจสอบเครื่องยนต์ของจีนที่เป็นเครื่องกำเนิดเครื่องไฟฟ้าของเรือดำน้ำ สามารถใช้ทดแทนและเทียบเคียงเครื่องยนต์ของเยอรมนีได้ โดยไม่ทำให้เกิดผลเสียในเรื่องของความปลอดภัย และไม่ทำให้เสียคุณค่าทางยุทธการ ส่วนเรื่องการรับประกันจากเดิมตามข้อตกลงเดิมเป็นการรับประกันชิ้นส่วนของเรือดำน้ำภายหลังส่งมอบเป็นระยะเวลา 2 ปี จะสนับสนุนในการรับประกันเครื่องยนต์ดังกล่าวเป็นระยะเวลา 8 ปีพร้อมอะไหล่พร้อมเจ้าหน้าที่มาดูแลเครื่องยนต์ที่ประเทศไทย รวมถึงการซ่อมบำรุงในช่วงของ 8 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาในการอัพเกรดเรือดำน้ำตามช่วงระยะเวลา

ความจริงกองทัพเรือเคยเจรจากับทางการเยอรมนี ซึ่งได้รับการยืนยันว่าไม่สามารถขายเครื่องยนต์ตามกฎของการห้ามการส่งออกในกรณีที่สามารถนำไปใช้เป็นอาวุธสงครามให้กับทางการจีนได้

ผบ.ทร.ส่งคำถามปลายเปิดให้รัฐบาลว่า จะเดินหน้าต่อโครงการเรือดำน้ำของจีน หรือจะเปลี่ยนเป็นโครงการอื่น ซึ่งก็ต้องไปเริ่มพิจารณารายละเอียดกันใหม่

พร้อมกับตั้งเงื่อนไขผูกมัดว่า การเริ่มต้นโครงการใหม่ ปัญหาคืองบประมาณ เพราะว่าการจัดหาเรือดำน้ำเป็นลักษณะจัดหาแบบแพคเกจ ต้องใช้งบประมาณค่อนข้างสูง อย่าลืมว่าการตั้งโครงการเรือดำน้ำเมื่อ 6 ปีที่แล้วจำนวน 2 ลำมูลค่าโครงการ 36,000 ล้านบาท ปัจจุบันราคาน่าจะสูงขึ้นกว่าในอดีต น่าจะใช้งบมากกว่า 36,000 ล้านบาท

ผมจึงขอใช้ข้อสังเกตของ จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ที่ระบุว่า สิ่งที่ ผบ.ทร.เตรียมเสนอเรื่องครั้งนี้ เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนตัวเองเกษียณราชการ คำถามคือถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ เนื่องจากเครื่องยนต์เรือดำน้ำเป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องความเป็นความตายของลูกเรือทำให้เกิดคำถามขึ้นว่าการที่ ผบ.ทร.ยื้อปัญหานี้เพื่อจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบหรือไม่

เรื่องเครื่องยนต์ของจีนที่บอกว่าส่งเจ้าหน้าที่ไปทดสอบประสิทธิภาพตั้งแต่กลางปี 2565 แต่เหตุใดเพิ่งจะได้ข้อสรุปออกมา 18 เดือนหลังไทยทราบว่าจีนมีปัญหาไม่สามารถส่งมอบเรือดำน้ำให้ไทยได้ตามสัญญา

กองทัพเรือเคยบอกว่าเป็นปัญหาจากทางฝั่งจีน เป็นปัญหาที่ทางจีนต้องดำเนินการแก้ไข แต่วันนี้รัฐบาลกำลังจะไปขอพบนายกฯเยอรมนี เพื่อเจรจาขอให้ขายเครื่องยนต์ให้จีน

นั่นแปลว่ารัฐบาลไทยกำลังจะไปเจรจากับรัฐบาลเยอรมนีให้กับจีน ซึ่งฟังดูผิดฝาผิดตัว และถ้าช่วยเหลือจีนถึงขนาดนี้ ไทยจะมีอำนาจในการต่อรองเรียกค่าชดเชยหรือเรียกเงิน 7,000 กว่าล้านบาทที่จ่ายไปแล้วจากจีนได้อย่างไร

ไทยซื้อเรือดำน้ำจากจีนตามข้อเสนอแรกคือใช้เครื่องยนต์เยอรมนี แต่เมื่อหาเครื่องยนต์ไม่ได้ ถ้าต้องเปลี่ยนก็ควรต้องมีการชดเชยที่ดีกว่านี้ ให้คุ้มกับความเสี่ยงที่ไทยจะต้องยอมรับ เพราะไทยจะต้องใช้เครื่องยนต์รุ่นนี้ก่อนจีนด้วยซ้ำ

ไทยควรยกเลิกสัญญาและเจรจาค่าเสียหายชดเชยให้ได้มากที่สุด และกลับไปเริ่มนับหนึ่งใหม่หากเรือดำน้ำสำคัญกับยุทธศาสตร์

การดำเนินการจัดหาใหม่จะทำให้เราได้ข้อเสนอจากผู้ขายที่ดีกว่านี้มาก อ้างอิงข้อเสนอจากหลายประเทศที่เสนอเข้ามาแข่งก่อนกองทัพเรือจะยกงานนี้ให้จีน ทั้งเรื่องผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และเรือดำน้ำที่มีสมรรถนะและประสิทธิภาพสูงกว่าในราคาที่ดีกว่าสัญญาเดิมที่กองทัพเรือไทยพยายามปกป้องผู้ขายสุดชีวิตแบบนี้

ตรรกะที่ปกป้องผู้ขายสุดชีวิตแบบนี้มันมีอะไรในกอไผ่งั้นหรือ…

พันธศักดิ์ รักพงษ์