หน้าแรก บทความ พระพุทธเจ้าสั...

พระพุทธเจ้าสั่งลงพรหมทัณฑ์แก่นายฉันนะ

11.10.23 | 12:19 น.
พระพุทธเจ้าสั่งลงพรหมทัณฑ์แก่นายฉันนะ นายฉันนะ นับเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่ง

นายฉันนะ นับเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งในพุทธประวัติเพราะเป็นผู้เตรียมม้ากัณฐกะเพื่อนำเจ้าชายสิทธัตถะออกจากพระราชวังไปยังแม่น้ำอโนมาเพื่อทรงผนวช นายฉันนะได้กระทำภารกิจสำคัญในการพาเจ้าชายสิทธัตถะออกผนวชได้สำเร็จ ภายหลังเมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้แล้ว ได้ทรงกลับไปโปรดพระประยูรญาติที่กรุงกบิลพัสตร์ จนพระประยูรญาติเกิดศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาขอติดตามออกบวชจำนวนมาก รวมทั้งนายฉันนะด้วย

ขณะอยู่ในสมณะเพศ พระฉันนะกลับถือทิฐิวางตัวเหนือผู้อื่น เพราะสำคัญตนว่าเป็นผู้พาเจ้าชายสิทธัตถะออกผนวชจนตรัสรู้ พระฉันนะวางตัวเหนือหมู่สงฆ์ ไม่ทำวัตรปฏิบัติเยี่ยงภิกษุสงฆ์ทั่วไปและไม่ยอมรับฟังคำตักเตือนจากพระเถระ พระฉันนะไม่ปฏิบัติตนตามพระธรรมวินัย เอาแต่เที่ยวเตร็ดเตร่เดินเข้าไปใกล้พระพุทธองค์บ้าง เดินไปเข้าเฝ้าพระพุทธองค์บ้าง โดยไม่ทำวัตรปฏิบัติอื่นใดทั้งสิ้น

แม้พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะและพระอานนท์จะได้ว่ากล่าวตักเตือนแล้วถึง 3 ครั้ง แต่พระฉันนะกลับดื้อดึงไม่ปฏิบัติตามฉันทามติของหมู่คณะ พระพุทธองค์จึงสั่งลงโทษพระฉันนะด้วยการลงพรหมทัณฑ์แก่พระฉันนะ

ที่กล่าวมาข้างต้นคือพุทธประวัติที่เกี่ยวข้องกับพระฉันนะที่เป็นภิกษุองค์หนึ่งในสององค์อันได้แก่ พระเทวทัต ที่ถูกสั่งลงพรหมทัณฑ์ในครั้งพุทธกาล การต้องพรหมทัณฑ์ถือเป็นการลงโทษที่หนักและรุนแรง ด้วยการไม่พูดคุยด้วย ไม่ใส่ใจ ไม่คบค้าสมาคมและไม่ทำสังฆกรรมด้วย จึงเปรียบเสมือนการลงโทษด้วยการจองจำในคุก ต้องอยู่ลำพังคนเดียว ไม่อาจออกไปพบปะผู้คนภายนอกได้ ถึงอย่างไรโทษจำคุกยังมีวันออกมาได้แต่โทษพรหมทัณฑ์นั้นจะคอยติดตามตัวผู้กระทำอยู่ตลอดไป สร้างความกระทบกระเทือนต่อสภาพจิตใจของผู้ถูกลงโทษเป็นอย่างมาก

แม้ในปัจจุบันนี้ การลงโทษด้วยพรหมทัณฑ์ยังมีปรากฏให้เห็น เพราะมีนักการเมืองกลุ่มหนึ่งที่ถูกลงโทษด้วยพรหมทัณฑ์จากประชาชน เช่นเดียวกับพระฉันนะผู้คนในสังคมต่างตำหนิติเตียนนักการเมืองเหล่านั้นที่ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีสัจจะ บิดพลิ้ว มุ่งรับใช้บุคคลเพียงบางกลุ่มและถือผลประโยชน์ของพรรคพวกตนเป็นสำคัญ

Advertisement

พระฉันนะไม่เข้าใจสถานะของตนขณะอยู่ในสมณะเพศ จึงไม่ปฏิบัติตามฉันทามติของหมู่สงฆ์ ฉันใด นักการเมืองเหล่านั้นไม่เข้าใจสถานะและบทบาทของตนในฐานะผู้แทนของปวงชนว่าจักต้องปฏิบัติภารกิจไปตามฉันทามติของผู้คนในสังคม แต่พวกเขาไม่มีศรัทธาต่อมวลชนของประเทศ เหมือนพระฉันนะที่ไม่ศรัทธาการทำวัตรปฏิบัติ แต่กลับใช้การเมืองแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ให้แก่กลุ่มการเมืองบางกลุ่ม ด้วยเหตุนี้พวกเขาต้องถูกพรหมทัณฑ์ลงโทษจากการขัดขืนต่อฉันทามติของสังคม

การต้องโทษด้วยพรหมทัณฑ์นั้น แม้อยู่ในสังคมที่มีผู้คนอาศัยอยู่จำนวนมาก แต่นักการเมืองเหล่านั้นกลับหามิตรภาพและการผูกไมตรีจากผู้คนไม่ได้เลย เพราะผู้คนในสังคมไม่คบค้าสมาคมด้วย ไม่ทำสังฆกรรมด้วยและไม่ยินดีที่จะเลือกพวกเขาให้กลับมาปฏิบัติหน้าที่อีก ชีวิตของพวกเขาจึงเสมือนถูกจำคุกไว้ในสังคมอย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย ไม่กล้าออกไปใช้ชีวิตนอกบ้าน

แม้ถูกห้อมล้อมด้วยกลุ่มชน แต่พวกเขากลับไม่ได้รับการต้อนรับจากผู้คนในสังคม ในที่สุดพวกเขาต้องจมดิ่งอยู่ในกองทุกข์แห่งความหลงผิดและการดื้อดึงของพวกเขา เฉกเช่นพระฉันนะที่หลงผิดสำคัญตนว่าเป็นผู้สนิทชิดเชื้อกับพระพุทธองค์ยิ่งกว่าภิกษุรูปอื่น สำคัญผิดว่าตนอยู่เหนือผู้อื่นและกระทำการไปตามอำเภอใจ โดยไม่สนใจต่อฉันทามติของหมู่สงฆ์และสายตาของผู้คนในสังคมที่จับจ้องมองอยู่

แต่บัดนี้พระฉันนะอยู่ในสมณะเพศแล้ว สถานะของพระฉันนะได้เปลี่ยนไปจากเมื่อครั้งที่ยังเป็นนายฉันนะ ดังนั้นในท่ามกลางหมู่สงฆ์เช่นนั้น พระฉันนะต้องทำวัตรปฏิบัติให้เป็นไปตามพระธรรมวินัยและตามฉันทามติของหมู่สงฆ์ หากพระฉันนะหลงผิด ดื้อดึงและขัดขืนต่อฉันทามติ พระฉันนะต้องถูกพรหมทัณฑ์

เสียงตักเตือนของหมู่สงฆ์ เสียงเพรียกหาของผู้คนในสังคมจึงเปรียบเสมือนฉันทามติที่เป็นหัวจิตหัวใจอันสำคัญยิ่งของระบอบการปกครอง ทั้งนี้ เพื่อการอยู่ร่วมกันด้วยธรรมาธิปไตยของหมู่คณะ เช่นเดียวกับฉันทามติของสังคมที่ได้เปล่งเสียงกึกก้องเรียกหานโยบายบริหารประเทศเพื่อการพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญรุดหน้าเพื่อประโยชน์สุขของผู้ยากไร้และลดทอนความเหลื่อมล้ำ

เมื่อใดก็ตามที่พระฉันนะ หรือนักการเมืองขัดขืนต่อฉันทามติของหมู่สงฆ์และต่อเสียงเรียกร้องที่เกิดจากประชามติของผู้คนทั่วประเทศ พระฉันนะและนักการเมืองเหล่านั้นต้องถูกพรหมทัณฑ์ แม้การลงโทษด้วยพรหมทัณฑ์จะไม่มีปรากฏในกฎหมายบ้านเมือง เพราะเห็นว่าการไม่คบค้าสมาคมด้วย ไม่ใช่โทษทางอาญา แต่พระพุทธองค์กลับทรงเห็นว่าการลงโทษบุคคลด้วยฉันทามติของสังคมนั้นเป็นการลงโทษที่รุนแรงและน่ากลัว ผู้ต้องโทษถูกรุมประณามจากผู้คนทั่วทุกสารทิศ ผู้คนในสังคมต่างรวมจิตรวมใจกีดกันและแปลกแยกบุคคลนั้นออกไปจากสังคม เพื่อให้ผู้นั้นสำนึกผิดและตรอมใจไปจนตลอดชีวิตของพวกเขา

การลงโทษบุคคลด้วยฉันทามติของสังคมด้วยการไม่ยอมรับบุคคลนั้นเข้าอยู่ร่วมด้วย จึงนับเป็นการลงโทษที่สาหัสสากรรจ์ต่อสภาพจิตใจของผู้ถูกลงโทษยิ่งกว่าการลงโทษตามกฎหมาย ที่พระพุทธองค์ทรงลงพรหมทัณฑ์แก่พระฉันนะ เพราะพระฉันนะปฏิบัติฝ่าฝืนต่อฉันทามติของหมู่สงฆ์ พระพุทธองค์ทรงเห็นว่าฉันทามติใดที่เกิดจากผู้คนในสังคม ฉันทามตินั้นย่อมเป็นสิ่งสำคัญยิ่งของสังคม ดังนั้นการลงโทษผู้ฝ่าฝืนฉันทามติจึงต้องลงโทษด้วยโทษที่รุนแรง

ฉันทามติไม่ว่าเกิดจากหมู่สงฆ์ หรือจากผู้คนในสังคมฉันทามตินั้นย่อมถือเป็นสิ่งผูกพันผู้คนในสังคม เป็นฉันทามติที่ทุกคนในสังคมต้องยอมรับและปฏิบัติตาม ความหลงผิดและอาการดื้อดึงของนักการเมืองบางกลุ่มด้วยการเลือกปฏิบัติในทางขัดขืนต่อเสียงประชามติของผู้คนทั่วบ้านทั่วเมืองเช่นนี้ ผู้หลงผิดจึงต้องถูกพรหมทัณฑ์

การหลงผิดของพระฉันนะที่ยังติดยึดอยู่กับฉากทัศน์ที่เคยเป็นอยู่ในครั้งอดีต สมัยที่ตนยังเป็นสารถีให้แก่เจ้าชายสิทธัตถะ แต่โลกของเจ้าชายสิทธัตถะได้เปลี่ยนแปลงไปจนหมดสิ้นแล้ว บัดนี้ไม่มีเจ้าชายสิทธัตถะอีกแล้ว สิ่งที่ปรากฏอยู่มีแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ออกเทศนาสั่งสอนเพื่อประโยชน์สุขแก่สัตว์โลกทั้งปวงให้พ้นจากกองทุกข์

พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนเรื่องสัมมาทิฐิ เพื่อให้ผู้คนรู้จักวางแนวทางการดำเนินชีวิตและการปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องและชอบธรรมเป็นเบื้องต้นเสียก่อน มิฉะนั้นแล้ว หากยังมีความเห็นผิดว่าฉันทามติเป็นเพียงแค่ทางเลือก เช่นนี้แล้ว สิ่งเลวร้ายและความล้มเหลวอันเป็นผลมาจากการฝ่าฝืนฉันทามติจะประจักษ์ชัดและเป็นวิบากกรรมของผู้ปฏิบัติสืบตลอดไปไม่รู้จบสิ้น

การมองข้ามฉันทามติของมวลชนและการยอมรับเอาเสียงข้างน้อยเป็นสำคัญยิ่งกว่าฉันทามติที่มาพร้อมกับเสียงเพรียกหาของมวลชน ผู้กระทำต้องถูกพรหมทัณฑ์ลงโทษอย่างแน่นอน เยี่ยงพระฉันนะและพระเทวทัตที่ต้องพรหมทัณฑ์มาแล้ว

บัดนี้ องค์พระศาสดาได้ตรัสรู้แล้ว เป้าหมายสำคัญของพระพุทธองค์คือ การออกเทศนาโปรดสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ สมณะเพศของพระพุทธองค์ไม่ได้ติดอยู่เพียงแค่กรุงกบิลพัสตร์ แต่ทรงมุ่งออกสู่แว่นแคว้นต่างๆทั่วชมพูทวีปเพื่อประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติ ขณะที่พระฉันนะยังหลงติดอยู่กับบทบาทของนายสารถีที่เฝ้าดูแลเจ้าชายสิทธัตถะที่มีกรอบความคิดอันคับแคบและตื้นเขิน

พระพุทธองค์ทรงตักเตือนพระฉันนะแล้ว เพื่อให้พระฉันนะมุ่งแต่การปฏิบัติธรรมตามฉันทามติของหมู่สงฆ์ แต่พระฉันนะกลับดื้อดึง เมื่อฉันทามติของหมู่คณะคือถ้อยเนื้อใจความเดียวกันและสอดคล้องกันกับผลประโยชน์ของหมู่สงฆ์และของผู้คนส่วนใหญ่ของสังคม เพื่อยังศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั้งหลายให้เกิดแก่พระพุทธศาสนาอย่างมั่นคงสืบต่อไป ทั้งนี้ การจะสำเร็จได้ด้วยองคาพยพทุกองค์กรต้องไม่ดื้อดึงและให้ความสำคัญแก่ฉันทามติ

เมื่อนักการเมืองทำตัวเยี่ยงพระฉันนะ ไม่ให้ความสำคัญแก่ฉันทามติและขัดขืนต่อกระแสเรียกร้องของสังคม วิบากกรรมจากการฝ่าฝืนต่อเสียงเรียกร้องอันอึกทึกกึกก้องของผู้คนในสังคมครั้งนี้จึงหนักหนาสาหัส ไม่แตกต่างจากวิบากกรรมของพระเทวทัตและพระฉันนะ ที่มีอยู่เพียง 2 รูปที่ถูกสั่งพรหมทัณฑ์