Soft Power อำนาจที่ทรงอิทธิพลในศตวรรษที่ 20-21

Soft Power อำนาจที่ทรงอิทธิพลในศตวรรษที่ 20-21

Soft Power
อำนาจที่ทรงอิทธิพลในศตวรรษที่ 20-21

Soft Power มีการพูดกันมากในสังคมไทยในขณะนี้ ในขณะที่ประเทศอื่นๆ เขาได้ทำกันมานานแล้ว เราควรเรียนรู้จากประเทศอื่นด้วยว่าเขาทำกันอย่างไร จึงสามารถนำ Soft Power ของเขาออกไปสู่ประเทศต่างๆ ได้ และทำให้ประเทศนั้นๆ ซาบซึ้งในวัฒนธรรมที่เขาได้รับโดยมิต้องบังคับ

Soft Power เป็นทฤษฎีในสาขารัฐศาสตร์ เจ้าของทฤษฎีคือ Joseph Nye เป็นอดีตในรัฐมนตรีกลาโหมของสหรัฐและอาจารย์ แห่งมหาวิทยาลัย Harvard จากงานเขียนของเขาหลายเล่มและเล่มหนึ่งเกี่ยวกับ Soft Power (2004) โดยเฉพาะ เขาได้ศึกษาและมองประวัติศาสตร์จากอดีตประธานาธิบดีหลังการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา ที่ใช้กำลังทางทหารในการเข้าไปในประเทศอื่นๆ จึงได้เสนอความเห็นต่ออดีตประธานาธิบดีคลินตัน และประธานาธิบดีโอบามา ในปี 1990 เป็นต้นมาว่า สหรัฐควรเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศเสียใหม่ ให้มองการช่วยเหลือประเทศอื่นๆ ด้วยการใช้ Soft Power ไม่ควรใช้แต่กำลังและอำนาจทางทหาร (Hard Power) แต่เพียงอย่างเดียว ผู้เขียนจึงต้องการที่จะกล่าวถึง Soft Power ของสหรัฐในอดีตก่อนตามที่ Joseph Nye ได้เสนอความเห็นว่าสหรัฐในอดีตควรเปลี่ยนนโยบายจากการใช้อาวุธและกำลังทหาร มาใช้การสร้างเครือข่ายให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศที่ประสบภัยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่สหรัฐก็ได้ก่อตั้งโครงการ Marshall Plan ในปี 1948-1951 ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในประเทศทางตะวันตกและเอเชียที่มีกำลังทหารของสหรัฐอยู่ นี่คือการใช้ Hard Power ร่วมกับ Soft Power ในการโน้มน้าวให้ประเทศต่างๆ มองสหรัฐในทางที่ดี และยังส่งเสริมการเมืองเสรี ซึ่งจะทำให้เกิดเศรษฐกิจเสรี

นี่คือการนำสหรัฐไปสร้างเศรษฐกิจในประเทศต่างๆ โดยไม่ได้บังคับ เพราะเป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทน เพื่อดึงดูดประเทศต่างๆ ให้เข้าไปในประเทศนั้นได้อย่างง่ายดาย Soft Power ในอดีตจึงไม่ใช่ของใหม่สำหรับสหรัฐที่เป็นมหาอำนาจ และไม่ใช่ของใหม่ในโลกนี้ นอกจากนี้ยังได้ส่งเสริมให้นักเรียนทั่วโลกไปศึกษาที่สหรัฐเพื่อนำวัฒนธรรมสหรัฐเข้าไปสู่ประเทศนั้นๆ มาจนถึงปัจจุบัน การส่งเสริมให้นักเรียนจากประเทศต่างๆ ไปศึกษาและทำวิจัยในสหรัฐ เป็นการนำไปสู่ (Spill Over) การสร้างแนวคิดประชาธิปไตยและนำไปสู่การสร้างเศรษฐกิจเสรีในประเทศต่างๆ โดยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและใช้สื่อนำพาไป สหรัฐสร้าง Soft Power ตั้งแต่ยังไม่มีคำว่า Soft Power และสิ่งเหล่านี้ก็ยังยั่งยืนมาสู่ในศตวรรษนี้ เป็น Soft Power ร่วมกับ Hard Power ในการเจรจาแก้ไขความขัดแย้ง การให้ความช่วยเหลือ ร่วมกับการใช้กำลังทหารในกรณีที่มีผลประโยชน์ของสหรัฐในประเทศนั้นๆ ซึ่งเป็น Smart Power เช่น ใน ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น และยูเครนในปัจจุบัน เป็นต้น

Advertisement

ในทางเศรษฐกิจ สหรัฐมี Franchise ทั่วโลกตั้งแต่ 1948 เป็นต้นมา เพราะเป็นมหาอำนาจในยุคนั้นที่มองการณ์ไกล แต่สิ่งเหล่านี้ก็ยังยั่งยืนอยู่ในปัจจุบัน กลายเป็น Soft Power ทางอาหาร เช่น KFC, McDonald’s, Swensen’s และ Starbucks เป็นต้น นอกจากนี้ในปัจจุบันในเรื่องเทคโนโลยี เช่น โปรแกรม Zoom, WebEx ที่ใช้ในการเรียนการสอนและการประชุม Google ช่วยในการค้นหา และทำนายการเลือกตั้งในบางประเทศ มีรายได้จากการโฆษณาต่างๆ นับเป็นการค้นหาและใช้งานอื่นๆ อีกมากมาย อาจกล่าวได้ว่า ในทางเทคโนโลยีสหรัฐมาอันดับแรกของโลก อีกทั้งภาพยนตร์ต่างๆ เช่น The Godfather, China Town, Home Alone, The Lord of the Rings, Bad Boy for Life รวมทั้งเพลงต่างๆ ที่ยังเป็นที่นิยมกันในปัจจุบัน เป็นต้น ภาพยนตร์เหล่านี้ก็ยังมีการฉายซ้ำในปัจจุบัน

ทั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยการนำของสื่อตั้งแต่อดีตสู่ปัจจุบัน และทำรายได้ให้กับประเทศจากผู้ซื้อภาพยนตร์เหล่านี้ จากการกล่าวมาทั้งหมด Soft Power ของสหรัฐมีทั้งวัฒนธรรม ประชาธิปไตยซึ่งเป็นค่านิยมทางการเมืองและนำไปสู่การสร้างทางเศรษฐกิจ ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นความยั่งยืนทั่วโลก นอกจากนี้ในทศวรรษที่ 1990 จนถึงปัจจุบันยังได้ระดมให้ทั่วโลกรักษาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโลก รวมทั้งคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศภายใต้องค์กรระดับโลก

และปัจจุบันยังมี Netflix บริษัทข้ามชาติอเมริกา ซึ่งเป็นสื่อตามคำขอทางอินเตอร์เน็ต และมีสำนักงานในหลายประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ บราซิล อินเดีย ญี่ปุ่นและเกาหลี แม้แนวทาง Soft Power ของสหรัฐจะไม่ฮือฮาเท่ากับเกาหลี ญี่ปุ่น และจีนในปัจจุบันก็ตาม แต่มีความยั่งยืนไม่แพ้กัน

เ มื่อมาดู Soft Power เกาหลี ญี่ปุ่น และจีนนั้นเป็นที่นิยมกันมากในปัจจุบัน
สำหรับญี่ปุ่นและเกาหลีแล้วไม่ได้ยุ่งกับค่านิยมทางการเมือง แต่มุ่งสร้างค่านิยมทางวัฒนธรรมภายในให้มีความเป็นญี่ปุ่นและเกาหลี คือความมีระเบียบวินัย ความสะอาด การส่งเสริมการศึกษาของคนในประเทศ ความรักชาติ การให้ทุนความช่วยเหลือ และเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์สู่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก จะเห็นได้จากเริ่มแรก ได้สำรวจค่านิยมของประเทศต่างๆ เพื่อดูว่าประเทศนั้นชอบอะไร ต่อมาก็ส่งเสริมนโยบายกับสถาบันการศึกษาต่างๆ ให้สอนภาษาญี่ปุ่นและเกาหลี โดยใช้ภาษาเป็นเครื่องนำทางของวัฒนธรรมทั้งสองประเทศสู่ทั่วโลก (เช่นเดียวกับสหรัฐที่นำภาษาอังกฤษสู่ทั่วโลก) ค่านิยมของสองประเทศทำให้ประเทศต่างๆ ซาบซึ้ง และนี่เป็น Soft Power ที่นำไปสู่ความนิยมชมชอบทั้งสองประเทศ

ยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เช่น โดเรมอน ซึ่งเขียนและวาดโดย ฟูจิโกะ ฟูจิโอะ เป็นเรื่องราวของหุ่นยนต์แมวที่มาช่วยเหลือโนบิตะ เด็กประถมจอมขี้เกียจด้วยของวิเศษจากอนาคต เป็นหนังสือเริ่มตีพิมพ์ในญี่ปุ่นในปี 1969 และได้รับรางวัลจากนิตยสารไทม์เอเชียให้เป็นการ์ตูนอันดับหนึ่งในทวีปเอเชีย ในปี 2008 และโดเรมอนได้รับเลือกให้เป็นทูตสันถวไมตรี เพื่อประชาสัมพันธ์วัฒนธรรมญี่ปุ่น และไทยก็ได้นำเข้าจากญี่ปุ่นมาออกอากาศทางโทรทัศน์ ช่อง 9 อ.ส.ม.ท. เมื่อปี 1982 เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นวัฒนธรรมญี่ปุ่นในหลายด้าน เช่น วัฒนธรรมความขยัน การบุกเบิกอวกาศ สงครามหุ่นยนต์ เป็นต้น ทำให้เด็กไทยชื่นชอบมากในสมัยนั้น

นอกจากนี้ เรื่องอิคคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญา ที่ออกอากาศในประเทศไทย ช่อง 3 และในประเทศอื่นๆ ก็สอนให้รู้จักใช้ปัญญาในการแก้ปัญหา นอกจากนี้ 30 ซีรีส์ที่น่าดูในปี 2022 แสดงให้เห็นถึงความตรงไปตรงมาของนักข่าวในการเปิดโปงความจริง ซึ่งแสดงให้เห็นวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่รักความซื่อสัตย์และความมีระเบียบวินัย ทั้งหมดนี้คือ Soft Power ของญี่ปุ่นที่กระจายไปทั่วโลกและมีความยั่งยืน อีกทั้งสินค้าญี่ปุ่นที่น่ารักและการบรรจุภัณฑ์ที่เรียบง่ายและสวยงามด้วยราคาที่ไม่แพง ก็ได้นำออกไปสู่ประเทศต่างๆ อย่างถาวร และเป็นแบบอย่างของบรรจุภัณฑ์ให้กับประเทศอื่นๆ ด้วย ความสำเร็จนี้เป็นความสามารถของหน่วยงานของภาครัฐและภาคเอกชนที่มีความเข้มแข็งในการนำออกสิ่งเหล่านี้สู่ประเทศต่างๆ นอกจากนี้ร้านอาหารญี่ปุ่นก็เป็นที่นิยมกันมากในทุกประเทศ

นับว่าญี่ปุ่นได้สร้าง Brand Name ไปทั่วโลกอย่างยั่งยืนเช่นเดียวกับสหรัฐ สิ่งที่จะกล่าวเสียมิได้คือความรักชาติของคนญี่ปุ่น

ถ้ ามาดูเกาหลีบ้าง เกาหลีได้พัฒนาวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ของตนเองด้วยความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ และสภาพทางภูมิศาสตร์ของคาบสมุทร เปิดโอกาสให้เกาหลีส่ง Soft Power ไปทั่วโลก ทั้งความมีระเบียบวินัย การดูแลครอบครัว การใช้สมุนไพรในการปรุงอาหาร อย่างเช่น เรื่องแดจังกึม ละครชุดออกอากาศ และการสร้างเมืองที่สวยงามดึงดูดนักท่องเที่ยวไปทั่วโลก การสร้างมิวสิกวิดีโอของศิลปินเคป๊อปก็ได้ไปทั่วโลก การสร้างซีรีส์ที่เน้นแนวการแพทย์ แนวย้อนยุค แนวกฎหมาย หรือแนวดราม่า โรแมนติก เช่น ชีวิตเพื่อชาติ รักนี้เพื่อเธอ ก็เป็นที่นิยมกันทั่วโลกเช่นกัน เพราะเป็นเรื่องที่ไม่เครียด มีความสนุก เรื่องทุกเรื่องของเกาหลีแสดงให้เห็นความรักประเทศชาติและจรรยาบรรณที่ต้องรับผิดชอบอยู่ในเนื้อเรื่อง

ส่วนจีนก็มีวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน และวัฒนธรรมจีนก็อยู่ในทุกประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยการนำของชุมชนจีนในประเทศนั้น ซึ่งมีทั้งประเพณีวันสำคัญต่างๆ ภาษา ค่านิยมของความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ เทศกาลท่องเที่ยว ซีรีส์จีน และการลงทุนต่างชาติซึ่งมีมากในโครงการ One Belt, One Road

ที่จะละเลยเสียมิได้คือ Soft Power ของอินเดียที่เข้ามาทางวัฒนธรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มานานมากแล้ว โดยใช้ศาสนา พราหมณ์ ฮินดู พุทธ และภาษาบาลี สันสกฤตเป็นการนำทาง เรื่องรามเกียรติ์ และพิธีทางศาสนาต่างๆ ก็ยังยั่งยืนอยู่ในปัจจุบัน ภาพยนตร์อินเดียสมัยใหม่ก็เป็นที่นิยมกันมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่สำคัญอินเดียมีนโยบาย อินเดีย Act East ผ่านพม่ามาสู่ไทยและเอเชียตะวันออกเฉียง โดยผ่านความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมดั้งเดิม

Soft Power ที่ไม่มีใครพูดถึงคือร้านอาหารจานด่วนของฟิลิปปินส์ Jollibee ซึ่งเป็นวัฒนธรรมทางอาหารส่งไปทั่วโลกยกเว้นประเทศไทย สามารถตีตลาด McDonald’s ได้ เพราะอาหารคำนึงถึงสุขภาพของลูกค้าและเป็นแฟรนไชส์ที่ยั่งยืน

กล่าวโดยสรุป Soft Power ที่สำคัญคือความสามารถดึงดูด หรือโน้มน้าวจิตใจคนได้โดยไม่ต้องบังคับ นั่นคือ Propaganda is not Propaganda แล้วประเทศไทยจะส่งออก Soft Power ในรูปแบบไหน อย่างไร จึงจะเป็นความยั่งยืนได้ ที่เห็นได้ชัดคือภาพยนตร์ไทยในอินโดจีนเป็นที่นิยมกันมาก นอกจากนั้นคือการสนับสนุนการท่องเที่ยวที่มุ่งให้ประเทศอื่นมาท่องเที่ยวประเทศไทยมากๆ แล้วสร้างปัญหา แต่ด้วยการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวจากสื่อทำให้ต่างชาติมาสร้างภาพยนตร์ในไทย เช่น เรื่อง The Greatest Beer to Run Ever และเรื่อง The Creator แต่มิใช่ Brand Name ของไทย สิ่งสำคัญนอกจากความชื่นชมและรับรู้สิ่งสวยงามของไทยในต่างประเทศเพื่อให้เขาเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยแล้ว เราต้องสร้างคนในประเทศให้ดีก่อนจึงจะทำให้มีความยั่งยืนและสำเร็จได้ ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกัน และที่สำคัญให้มองถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง และต้องสร้าง Brand Name ออกไปในต่างประเทศให้ได้เหมือนกับประเทศอื่นๆ ดังกล่าวแล้ว

นั่นคือความสามารถของประเทศไทย มิใช่การส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างเดียว

สีดา สอนศรี

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image