หน้าแรก บทความ ลมเปลี่ยนทิศฤ...

ลมเปลี่ยนทิศฤดูใบไม้ร่วง

14.10.23 | 13:48 น.

ดูเหมือนว่าฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ นโยบายการทูตสหรัฐที่มีต่อจีนเกิดปรากฏการณ์เปลี่ยนทิศทาง อันเนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงจะไปเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ โดยเริ่มตั้งแต่ ผู้เชี่ยวชาญ “กิจการจีน” นาม Mark Baxter Lambert ตลอดจนสมาชิกวุฒิสภาของสองพรรคใหญ่ กรณีเป็นการสะท้อนใหเห็นว่า นโยบายของวอชิงตันที่มีต่อจีนนั้น มิใช่ “ตายตัว” คงอยู่เช่นเดิม หากเป็นการถวิลหาครรลองใหม่ รังสรรค์วิสัยทัศน์ใหม่ เพื่อให้เกิดความมั่นใจเกี่ยวกับผลประโยชน์ของสหรัฐ อันฤดูใบไม้ร่วงหาใช่ร่วงตามใบไม้ไม่ หากเป็นนโยบายที่มุ่งสู่เส้นทางสันติภาพ เป็นเส้นทางอันเกษม โดยหันหลังให้กับสมรภูมิสู้รบ

หากพินิจจากปฏิบัติการระดับชั้นแห่งยุทธศาสตร์มหัพภาคถึงจุลภาคในไตรมาสที่ 3 นั้น ชัดเจนยิ่งว่า เป็นการตั้งเค้าของโครงสร้างใหม่ จึงเป็นการบ่งบอกว่า การตัดสินใจของวอชิงตัน มิใช่คงความแข็งกระด้างเหมือนเดิม เพราะมีการปรับตัวชนิดยืดหยุ่น เพื่อแสวงหาแนวทางใหม่ คือปฏิบัติการของประธานาธิบดีโจ ไบเดน โดยแต่งตั้ง “Mark Baxter Lambert” ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้า “คณะจีน” (China House)

“มาร์ค แลมเบิร์ต” เคยทำงานที่สถานทูตสหรัฐประจำปักกิ่งเป็นเวลาหลายปี รู้เรื่องราวประเทศจีนอย่างดี เป็นต้นว่า การพัฒนารวดเร็วยิ่งยวดในทุกๆ ด้าน การที่ “ไบเดน” วางคนให้เหมาะกับงาน ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการพินิจพิเคราะห์และตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างในอดีตที่ผันผ่าน เพราะเป็นพฤติการณ์ที่ประเมินจีนในทางไม่ตรงกับความเป็นจริง อุปมาก็เหมือนกับนักมวยประเมินคู่ต่อสู้ผิดพลาด

วงการเมืองสหรัฐมองว่า “แลมเบิร์ต” มิใช่เป็นพวก “โปรจีน” หรือ “ต่อต้านจีน” หากเป็นผู้ที่รู้เรื่องราวกิจการจีน ข่าวสารจีน เข้าใจจีน น่าจะเป็นประโยชน์ในการแก้ไขความบกพร่องในอดีตได้ตามสมควร

อย่างไรก็ตาม การที่ “โจ ไบเดน” แต่งตั้งให้ “แลมเบิร์ต” รับหน้าที่สำคัญในครั้งนี้ ย่อมต้องถือว่าเข้าทำนอง “วัวหายล้อมคอก” อีกประการหนึ่ง การเตรียมตัวเยือนจีนของคณะวุฒิสภาของสองพรรคใหญ่ เพื่อพยายามจะขอพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงนั้น วัตถุประสงค์ก็เพื่อเป็น “ล็อบบี้ยิสต์” ให้กับธุรกิจเทคโนโลยีสมัยใหม่ของสหรัฐ และทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเจรจากับจีน อันเกี่ยวกับสงครามเทคโนโลยีและการค้า เพื่อถวิลหาจุดสมดุลใหม่ หลีกเลี่ยงเหตุการณ์ “กงเกวียนกำเกวียน”

Advertisement

วงการธุรกิจเทคโนโลยีของสหรัฐในจีน ต่างไม่พอใจตลาดอันกว้างใหญ่ไพศาลได้ถูกนักการเมืองสหรัฐทำลายอย่างสาหัส จึงได้รวมตัวกันไปยัง “Capitol Hill” เรียกร้องให้รัฐบาลต้องธำรงไว้ซึ่งผลประโยชน์ทางการค้า โดยชูประโยคทองที่ว่า “ธุรกิจของอเมริกาก็คือการค้า” (The Business of America is Business)

ก็เพราะการเลือกตั้งประธานาธิบดีใกล้เข้ามาทุกขณะ บรรดานายทุนที่อยู่เบื้องหลังของนักการเมืองต่างขมีขมันทำการบ้าน เพื่อสร้างหลักประกันด้านผลประโยชน์ที่จะได้รับจากทางการเมือง ตลอดจนขจัดปัญหาในการทำประโยชน์จากทางการค้า และขยายขอบเขตอันเกี่ยวกับผลประโยชน์ เรียกกันว่า “ผลประโยชน์ทางการเมือง” (Interest Politic) ซึ่งถือกันว่าเป็นวิสัยปกติธรรมดา และก็เป็นเนื้อแท้ทางการเมืองของอเมริกา

เวลาหลายปีที่ผ่านมา การเมืองสหรัฐได้ถูกอุดมการณ์ทางการเมืองสองขั้วครอบงำ เป็นเหตุให้นโยบายที่มีต่อจีนคือ “แพะรับบาป” ไม่ว่าพรรครีพับลิกัน ไม่ว่าพรรคเดโมแครต ล้วนจะทำให้จีนกลายเป็น “อสูร” เจตนาเพื่อรับประโยชน์จากประชานิยม แต่วันนี้นายทุนพรรครีพับลิกันเริ่มตื่นตัว หากนโยบายต่อจีนยังดำรงอยู่ในแนวทางเดิมๆ จะต้องเป็นการทำลายผลประโยชน์ทางธุรกิจสหรัฐอย่างมหาศาล

ในความเป็นจริง พรรครีพับลิกันก็คือผู้แทนกลุ่มทุนสหรัฐนั่นเอง เหตุการณ์คุกรุ่นภายในเป็นเหตุทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยการเปิดเส้นทางใหม่ขึ้นมา กรณีเป็นการสร้างแรงกดดันใหม่ให้แก่ “โจ ไบเดน”

ฉะนั้น การที่ทำเนียบขาวส่ง “แลมเบิร์ต” ไปจีน ก็เพื่อต้องการเสาะหาและวินิจฉัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างจีน-สหรัฐ นอกจากนี้ ความสูญเสียในสงครามยูเครน สถานการณ์สร้างจีนให้เป็นวีรบุรุษ มีบทบาทในเวทีโลกนับวันมากขึ้น มีความสำคัญมากขึ้น พรรครีพับลิกันได้เปิดเผยคัดค้านสหรัฐที่ให้การสนับสนุนยูเครนอย่างต่อเนื่องและไม่มีขอบเขต ไม่พอใจที่วอชิงตันต้องกลายเป็น “ตู้เอทีเอ็ม” ของ “เซเลนสกี” ดังนั้นสองพรรคใหญ่จึงได้ทำการศึกษาว่าจะทำอย่างไรจึงจะยุติสงคราม โดยวิธีรักษาหน้าตาของสหรัฐ งานนี้คงไม่พ้นจีน เพราะทั้งสองพรรคประสงค์ให้จีนทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ย เพื่อช่วยเหลือสหรัฐและยุโรปให้หลุดพ้นจากวิกฤต

อนึ่ง ความคิดริเริ่ม “การรุก” บนเส้นทางการทูตของจีน นำมาซึ่งความกดดันให้แก่สหรัฐ เป็นต้นว่า ปักกิ่งได้จัดการประชุมสุดยอด “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” และเหตุการณ์ประชุมสุดยอด BRICS เมื่อไม่นานมานี้ สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศจีนได้กลายเป็น “พลังอีกหนึ่งระบบ” ในเวทีสากล ซึ่งเป็นการรวมพลังของประเทศจำนวนมากเข้าด้วยกัน ไม่ต้องจมปลักอยู่ในกรอบแห่งวินัยสากลที่ต้องถูกอเมริกันจูงจมูกอยู่ตลอด เป็นองค์กรที่ปฏิเสธ “ลัทธิฝ่ายเดียว” ต้องเคารพซึ่งกัน สงวนจุดต่าง แสวงจุดร่วม เพื่อบรรลุเป้าหมาย “วิน วิน” เป็นการสร้างลัทธิหลายฝ่าย และก็เป็นไปตามที่จีนประกาศสนับสนุนว่า “การใช้ชีวิตร่วมกันในโลก”

หากย้อนคิดอดีต เหตุแห่งความล้มเหลวของสหรัฐที่มีต่อจีนนั้น น่าจะเกิดจากประเมินตนสูง ประเมินจีนต่ำ ประเมินโลกผิด คือสาเหตุแห่งลมเปลี่ยนทิศในสารทฤดู วัวหายล้อมคอก ยังไม่สายเกินไป

ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช