สังคมกำลังวิพากษ์วิกฤตมนุษยธรรมอันเกิดจากยุทธการบุกกาซาของอิสราเอล เพราะทางราชการอิสราเอลได้ประกาศอย่างมุทะลุจะทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อันเป็นพฤติกรรมที่ละเมิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศและขัดต่อมนุษยธรรม สำหรับการเริ่มโจมตีกาซาภาคพื้นดินของทหารอิสราเอล เป็นการทดสอบกำลังของทหารอิสราเอล และเป็นการทดสอบการเมืองการทูตของสหรัฐผู้ซึ่งอยู่เบื้องหลังอีกด้วย
กรณีเป็นประจักษ์ว่า ยุทธการของฮามาสได้บรรลุผลสำเร็จในเบื้องต้น เป็นอีกวาระหนึ่งที่เรียกร้องให้สังคมโลกให้ความสนใจต่อแก่นของปัญหาตะวันออกกลางคือ ชะตากรรมของชาวปาเลสไตน์
หลังจากกลุ่มฮามาสได้บุกรุกโจมตีอิสราเอลอย่างกะทันหันและไม่ทันตั้งตัวเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ทั้งประเทศตั้งแต่บนถึงล่างมีความโกรธแค้น และหวังแก้แค้น ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮู ได้ประกาศว่า “สมาชิกกลุ่มฮามาสล้วนเป็นคนตาย” ในขณะที่รัฐมนตรีกลาโหมออกคำสั่งเริ่มปฏิบัติการ “งดเสบียงอาหาร ตัดน้ำ ตัดแก๊ส ตัดไฟ” อีกทั้งออกคำสั่งให้กองทัพปลดปล่อยบรรดาข้อห้ามและการควบคุม โดยให้ทำการบุกอย่างครอบคลุม
อันยุทธการบุกรุกโจมตีกาซาทางอากาศ เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งความรุนแรงและขนาด โดยปราศจากสัญญาณเตือนล่วงหน้า แม้เจ้าหน้าที่ระดับสูงสมัชชาใหญ่สหประชาชาติได้ตักเตือนว่า เหตุการณ์โจมตีกาซาเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายระหว่างประเทศ แต่รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานอิสราเอลตอบโต้ว่า ขณะนี้ “ไม่ควรมีผู้ใดมาคุยเรื่องคุณธรรมกับเรา” ณ วันที่ 14 ตุลาคม การโจมตีกาซาชนิดป่าเถื่อนของอิสราเอล จึงเป็นเหตุให้คนตายและบาดเจ็บ รวมทั้งหญิงมีครรภ์ เป็นจำนวนนับหมื่น
การล้างแค้นของอิสราเอลครั้งนี้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการโจมตีของฮามาส ความเห็นอกเห็นใจที่มีต่ออิสราเอลก็หมดไปโดยสิ้นเชิง สมัชชาใหญ่ตำหนิ และร้องขอให้อิสราเอลยกเลิกคำสั่งอพยพพลเมืองนับล้านจากเหนือไปใต้ บรรดาประเทศมุสลิมก็มีท่าทีแข็งกร้าว ทั้งนี้ ได้มีพันธมิตรอาหรับ 20 กว่าประเทศเปิดประชุมฉุกเฉิน วิพากษ์พฤติการณ์ของอิสราเอลขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศและฝ่าฝืนต่อลัทธิมนุษยธรรมสากลอีกด้วย
ในเวลาเดียวกัน บรรดาเอกอัครราชทูต 20 กว่าประเทศที่ประจำในประเทศจีนได้เข้าพบกับทูตพิเศษของรัฐบาลจีนผู้ซึ่งดูแลปัญหาตะวันออกกลางโดยตรง โดยขอให้จีนช่วยเหลือยุติการสู้รบครั้งนี้
ส่วนเหตุการณ์ปะทะกันรอบใหม่ระหว่างฮามาสกับอิสราเอล แท้จริงก็คือการแก้แค้นซึ่งกันมาแล้ว 70 กว่าปีที่หมุนเวียนผลัดเปลี่ยน เป็นวงจรอุบาทว์ ละม้ายกับหนังม้วนเก่ากลับมาฉายซ้ำนั่นเอง
ห ากย้อนมองประวัติศาสตร์ ก็จะประจักษ์ถึงแก่นแท้ของประเด็นปัญหาตะวันออกกลาง น่าจะเกิดจากการสถาปนาประเทศของปาเลสไตน์ยังไม่ประสบความสำเร็จ อิสราเอลมีสิทธิในการสถาปนาประเทศ ปาเลสไตน์ก็ย่อมต้องมีสิทธิในการสถาปนาประเทศเช่นกัน ความอยู่รอดของคนอิสราเอลได้รับการคุ้มครอง ความอยู่รอดของชาวปาเลสไตน์หามีผู้สนใจไม่ ชนชาติยิวไม่ต้องเร่ร่อนในโลกนี้ แต่ชาวปาเลสไตน์เมื่อใดจึงจะได้กลับถิ่นฐานบ้านช่อง กรณีเป็นที่ประจักษ์ว่า ชาวปาเลสไตน์มิได้รับความเป็นธรรมเกินกว่าครึ่งศตวรรต
แต่ Jake Sullivan ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงทำเนียบขาวกลับกล่าวในเชิงเสียดสีเหน็บแนมว่า “หลายปีที่ผ่านมา สถานการณ์ตะวันออกกลางสงบดี” หากพินิจถึงนัยของคำว่า “สงบดี” ของ Sullivan ก็ไม่น่าจะผิด เพราะว่าปัญหาปาเลสไตน์ถูกปัดไปอยู่ชายขอบ จึงเงียบหายไปเหมือนภาษาอีสานบ้านเราที่ว่า “มิดอิ่มซิ่ม”
ดังนั้น การบุกอิสราเอลของฮามาส จึงเสมือนการปลุกให้ชาวโลกตื่นขึ้นมาเพื่อให้ความสนใจพวกเขาบ้าง
ทว่า กล่าวกับชาวปาเลสไตน์ หากดินแดนแลกกับสันติภาพ ต้องสิ้นไปซึ่งดินแดน สันติภาพจะเกิดขึ้นได้อย่างไร นี่คือสาเหตุที่ชาวฮามาสผู้ยึดมั่นในหลักการได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนที่กาซาในปี 2006
ถ้าจะให้ชาวปาเลสไตน์ไปรวมกับอิสราเอลเป็น “หนึ่งประเทศ” ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะอิสราเอลไม่ยอมรับผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์ อีกประการหนึ่ง นโยบายอาณานิคมของอิสราเอล ต้องการดินแดน ไม่ต้องการคน ซึ่งเป็นข้อกำหนดของกฎหมายชาวยิว
บัดนี้ ทหารหลายแสนนายล้อมรอบกำแพงกาซา และเป็นสถานที่ทำการค้าของฮามาสมาหลายปี ซ้ำยังมีงานใต้ดินซับซ้อนถ้าทหารอิสราเอลบุกรุกโจมตีจะต้องประสบพบพานกับการล้มหายตายเจ็บเป็นจำนวนมาก แต่นายกฯเนทันยาฮูก็ได้ประกาศไปแล้วว่าจะ “เปลี่ยนแปลงตะวันออกกลาง” หากไม่เข้ากาซาก็จะเป็นการทำลายหน้าตา ลำบากทั้งขึ้นและล่อง ส่วนกองทัพอิสราเอลล้อมรอบกาซา ความจริงก็คือการกักตัวชาวปาเลสไตน์ 2 ล้านคนเพื่อเป็นการข่มขวัญชาวฮามาสนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม หากการสู้รบได้ยืดเยื้อยาวนานออกไปวิกฤตมนุษยธรรมก็ใกล้เข้ามาทุกขณะ และเชื่อว่าทั้งอิสราเอลและผู้บงการอยู่เบื้องหลังคือรัฐบาลสหรัฐ จะต้องแบกรับต้นทุนทางการเมืองอันสูงยิ่ง

