หน้าแรก บทความ ผลและแนวทางกา...

ผลและแนวทางการปฏิบัติ ของเจ้าพนักงานจราจร และพนักงานสอบสวน ตามคำพิพากษาศาลปกครองกลางคดีหมายเลขแดงที่ 1855/2563

19.10.23 | 12:01 น.

ผลและแนวทางการปฏิบัติ
ของเจ้าพนักงานจราจร และพนักงานสอบสวน
ตามคำพิพากษาศาลปกครองกลางคดีหมายเลขแดงที่ 1855/2563

ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาเกี่ยวกับ “แบบใบสั่งฉบับที่ 1 ตามคำสั่ง ตร. ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2563” “แบบใบสั่งฉบับที่ 2 ตามคำสั่ง ตร. ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2564” และ “บัญชีอัตราค่าปรับในคดีจราจรตามคำสั่ง ตร. ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2563” ที่ออกโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ซึ่งมีข้อเท็จจริงและรายละเอียดโดยสรุปกล่าวคือ นาง ส. ฟ้องคดีต่อศาลปกครองขอให้มีคำสั่งเพิกถอน “แบบใบสั่ง” และ “บัญชีอัตราค่าปรับในคดีจราจร” โดยอ้างว่าแบบใบสั่งและบัญชีค่าปรับออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลปกครองมีคำวินิจฉัยซึ่งมีสาระประเด็นสำคัญสรุปได้ดังนี้

สำหรับ “แบบใบสั่ง” (หรือแบบฟอร์มใบสั่ง) ที่ ตร.กำหนดเป็น “กฎ” ที่ มีลักษณะทำให้ผู้รับใบสั่งเข้าใจได้ว่าตนเป็นผู้มีความผิด และมีหน้าที่ต้องชำระค่าปรับตามใบสั่งเท่านั้นโดยไม่อาจโต้แย้งได้ซึ่งไม่มีข้อความการแจ้งให้ทราบถึงสิทธิที่จะโต้แย้งหรือการปฏิเสธข้อกล่าวหาในใบสั่งตามที่ พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 141/1 วรรคหนึ่ง (2) (ง) วรรคสอง ได้บัญญัติรับรองไว้ “แบบใบสั่งฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2” ตามคำสั่ง ตร. จึงเป็นกฎที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ส่วน “บัญชีอัตราค่าปรับ” (หรืออัตราค่าปรับความผิดตามกฎหมายจราจร) ที่ ตร.กำหนด เป็น “กฎ” ที่มีลักษณะเป็นการกำหนดจำนวนค่าปรับไว้ล่วงหน้าเป็นอัตราคงที่แน่นอนตายตัว โดยที่เจ้าพนักงานจราจรไม่อาจใช้ดุลพินิจเปรียบเทียบปรับเป็นจำนวนให้เหมาะสมและเป็นธรรมตามพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละกรณีตามเจตนารมณ์ มาตรา 140 วรรคสี่ แห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ “บัญชีอัตราค่าปรับ” จึงเป็นกฎที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

Advertisement

และศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้เพิกถอน “แบบใบสั่ง” (ตามเอกสารแนบท้ายบทความ 1) และ “บัญชีอัตราค่าปรับ” (ตามเอกสารแนบท้ายบทความ 2) ที่ ตร.กำหนด โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ออกคำสั่งหรือประกาศ ตร.ดังกล่าว (วันที่ 20 กรกฎาคม 2563)

ก.ผลของคำพิพากษาศาลปกครองกลาง

(1) แม้ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้เพิกถอน “แบบใบสั่ง” และ “บัญชีอัตราค่าปรับ” หากแต่คำสั่งศาลปกครองกลางเป็นการใช้อำนาจสั่งให้เพิกถอนกฎ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ พ.ศ.2542 มาตรา 72 (1) การบังคับตามคำพิพากษาศาลปกครองกรณีดังกล่าวต้อง รอการบังคับคดีไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด ตามมาตรา 70 วรรคสอง เว้นแต่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้บังคับตามคำพิพากษาศาลปกครองกลางตามที่เห็นสมควรระหว่างการพิจารณาหรือระหว่างอุทธรณ์

(2) เมื่อคดียังไม่ถึงที่สุดและศาลปกครองสูงสุดไม่ได้มีคำสั่งเป็นอย่างอื่นตามมาตรา 70 วรรคสอง “แบบใบสั่ง” และ “บัญชีอัตราค่าปรับ” จึงยังไม่ถูก “เพิกถอน” ตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง

(3) อย่างไรก็ตาม แม้คำพิพากษาของศาลปกครองกลางจะยังไม่ถึงที่สุดและ “แบบใบสั่ง” และ “บัญชีอัตราค่าปรับ” จึงยังไม่ถูก “เพิกถอน” แต่ศาลปกครองกลางได้โปรดมีคำวินิจฉัยในเบื้องต้นแล้วว่า “แบบใบสั่ง” และ “บัญชีอัตราค่าปรับ” เป็นกฎที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประกอบกับหากคดีไม่มีการอุทธรณ์ หรือหากคดีมีการอุทธรณ์และศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองกลาง ย่อมส่งผลให้ “แบบใบสั่ง” และ “บัญชีอัตราค่าปรับ” ถูกเพิกถอนโดยเด็ดขาด

(4) ฉะนั้นในระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เจ้าพนักงานจราจรและพนักงานสอบสวน จึงไม่พึงนำเอา “แบบใบสั่ง” และ “บัญชีอัตราค่าปรับ” ที่ไม่แน่ชัดว่าถึงที่สุดแล้วจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หรืออาจถูกเพิกถอนโดยเด็ดขาดในชั้นที่สุด “มาบังคับใช้กับประชาชน” อีกต่อไปเพราะเป็นการขัดต่อหลักนิติธรรม และสิทธิของประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ให้การรับรองและคุ้มครอง ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษา (วันที่ 27 กันยายน 2566 เป็นต้นไป)

ข.การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจ เจ้าพนักงานจราจร และพนักงานสอบสวนภายหลัง คำพิพากษาศาลปกครองกลาง “ก่อนคดีถึงที่สุด”

(1) การออกใบสั่ง นับแต่วันที่ 27 กันยายน 2566 เป็นต้นไป

ก.ควรใช้ “ใบสั่ง” ที่เคยออกและใช้ อยู่ก่อน “แบบใบสั่งฉบับที่ 1 ตามคำสั่ง ตร. ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2563” และ “แบบใบสั่งฉบับที่ 2 ตามคำสั่ง ตร. ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2564” ที่มีข้อความครบถ้วนตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 140 วรรคท้าย มาตรา 141/1

หรือ

ข.ใช้ “ใบสั่ง” ตาม “แบบใบสั่งฉบับที่ 1 ตามคำสั่ง ตร. ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2563” และ “แบบใบสั่งฉบับที่ 2 ตามคำสั่ง ตร. ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2564” แต่ให้จัดทำบันทึก “ข้อความ” ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 140 วรรคท้าย มาตรา 141/1 ประกอบแนบท้ายใบสั่งทุกครั้งที่ออกให้แก่ประชาชนดังข้อความต่อไปนี้

“(1) หากผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถซึ่งได้รับใบสั่งไม่ชำระค่าปรับ เจ้าพนักงานจราจรจะมีหนังสือแจ้งการไม่ปฏิบัติตามใบสั่งและจำนวนค่าปรับที่ค้างชำระให้ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถทราบภายใน 15 วันนับแต่วันที่ครบกำหนดชำระค่าปรับตามที่ระบุในใบสั่ง ให้ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถชำระค่าปรับที่ค้างชำระภายใน15 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง

(2) หากผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถเพิกเฉยไม่ชำระค่าปรับภายในกำหนด เจ้าพนักงานจราจรจะแจ้งจำนวนค่าปรับที่ค้างชำระพร้อมหลักฐานไปยังนายทะเบียนรถยนต์เพื่อให้นายทะเบียนแจ้งให้ผู้มาติดต่อชำระภาษีประจำปีสำหรับรถคันที่ต้องใบสั่งทราบให้ชำระค่าปรับที่ค้างชำระภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง

(3) หากผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถยังคงเพิกเฉยไม่ชำระค่าปรับที่ค้างชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนภายในระยะเวลาเวลาที่นายทะเบียนรถยนต์กำหนด เจ้าพนักงานจราจรจะแจ้งนายทะเบียนให้งดการออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปีสำหรับรถคันนั้น และแจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการกับผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถตามหน้าที่และอำนาจต่อไป

(4) หากผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถ เห็นว่า ตนมิได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหาที่ปรากฏตามใบสั่ง มีสิทธิทำหนังสือโต้แย้งข้อกล่าวหาตามใบสั่งส่งไปรษณีย์ตอบรับไปยังนายทะเบียนรถยนต์ได้ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากนายทะเบียนรถยนต์ให้ชำระค่าปรับได้ โดยหากเจ้าพนักงานจราจรยังคงยืนยัน และเห็นสมควรดำเนินคดีต่อผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถ จะส่งเรื่องไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการแจ้งให้ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถเข้าสู่กระบวนการสอบสวนฟ้องร้องต่อไป

(5) อนึ่ง หากผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถชำระค่าปรับครบถ้วนถูกต้องแล้ว คดีจะเป็นอันเลิกกัน”

(2) การเปรียบเทียบหรือกำหนดค่าปรับตามใบสั่ง นับแต่วันที่ 27 กันยายน 2566 เป็นต้นไป

ก.การกำหนดค่าปรับตามใบสั่ง ในกรณีผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถให้การรับสารภาพในข้อกล่าวหาตามใบสั่งและยินยอมให้เปรียบเทียบปรับ เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานสอบสวน ควรใช้ดุลพินิจกำหนดค่าปรับตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 140 วรรคสี่ กล่าวคือ ในการกำหนดค่าปรับแก่เจ้าของรถหรือผู้ขับขี่ พนักงานสอบสวน มีอำนาจกำหนดค่าปรับตามดุลพินิจให้เหมาะสมและเป็นธรรมแก่พฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละกรณีของข้อหาที่ปรากฏตามใบสั่ง โดยไม่ต้องยึดอัตราค่าปรับตาม “บัญชีอัตราค่าปรับ” ที่ ตร.กำหนดเป็นเกณฑ์ในการกำหนดค่าปรับ โดยเมื่อพนักงานสอบสวนกำหนดค่าปรับเป็นจำนวนเท่าใดแล้ว ให้พนักงานสอบสวนแจ้งเหตุผลแก่เจ้าของรถหรือผู้ขับขี่ให้ทราบถึงการใช้ดุลพินิจกำหนดจำนวนค่าปรับด้วยโดยอาจแจ้งด้วยวาจา หรือบันทึกเป็นลายลักษณะอักษรใน ใบสั่ง หรือบันทึกเปรียบเทียบ หรือบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดี ก็ได้

(3) สำหรับใบสั่งที่ออก และค่าปรับที่กำหนด ตามประกาศ ตร.ที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้เพิกถอน “ก่อน” วันที่ 27 กันยายน 2566 เป็นต้นไป

ประเด็นนี้เนื่องจาก คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง “ยังไม่ถึงที่สุด” ผลทางกฎหมายยังถือว่า “แบบใบสั่ง” และ “บัญชีอัตราค่าปรับ” ยังมิได้ถูกเพิกถอนโดยเด็ดขาด เพียงแต่ไม่พึงบังคับใช้กฎทั้งสองฉบับดังกล่าวอีกต่อไปเท่านั้น ดังนี้ ใบสั่งที่ออกและเงินค่าปรับที่กำหนดและปรับไปก่อนวันที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งพิพากษา (วันที่ 27 กันยายน 2566) พนักงานสอบสวน เจ้าพนักงานจราจร หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงไม่ต้องรื้อฟื้นคดีตามใบสั่งเดิมขึ้นมาแก้ไขหรือจำต้องคืนค่าปรับให้แก่ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถ

ค.การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจ เจ้าพนักงานจราจร และพนักงานสอบสวนภายหลัง คำพิพากษาศาลปกครองกลาง “ถึงที่สุด”

ค.1 กรณีศาลปกครองสูงสุด “ยืน” ตามศาลปกครองกลางให้เพิกถอน “แบบใบสั่ง” และ “บัญชีอัตราค่าปรับ”

(1) การออกใบสั่ง นับแต่วันที่คดีถึงที่สุดแล้ว เป็นต้นไป

ก.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ ตร. ต้องกำหนดแบบของใบสั่ง ที่มีข้อความครบถ้วนตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 140 วรรคท้าย มาตรา 141/1
ข.ข้อความอย่างน้อยที่ต้องมีใน ใบสั่ง ที่ ตร.กำหนด เช่น การนำเอา “ใบสั่ง” ตาม “แบบใบสั่ง” ตามคำสั่ง ตร.ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2563 มาปรับปรุงเพิ่มเติม ข้อความ ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 140 วรรคท้าย มาตรา 141/1 ให้ครบถ้วน เช่น

“(1) เจ้าพนักงานจราจรตรวจพบว่าผู้ขับขี่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ หรือตามกฎหมายอื่นอันเกี่ยวกับรถหรือการใช้ทาง ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษปรับสถานเดียว หรือมีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนและมีโทษปรับ จึงออกใบสั่งแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ขับขี่ทราบว่ากระทำผิดข้อหา…พร้อมรายละเอียด ข้อเท็จจริง วันเวลา สถานที่เกิดเหตุ รถที่ใช้ในการฝ่าฝืนกฎหมายจราจร และให้ผู้ขับขี่ชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบ

(2) หากผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถซึ่งได้รับใบสั่งไม่ชำระค่าปรับ เจ้าพนักงานจราจรจะมีหนังสือแจ้งการไม่ปฏิบัติตามใบสั่งและจำนวนค่าปรับที่ค้างชำระให้ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถทราบภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ครบกำหนดชำระค่าปรับตามที่ระบุในใบสั่ง ให้ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถชำระค่าปรับที่ค้างชำระภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง

(3) หากผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถเพิกเฉยไม่ชำระค่าปรับภายในกำหนด เจ้าพนักงานจราจรจะแจ้งจำนวนค่าปรับที่ค้างชำระพร้อมหลักฐานไปยังนายทะเบียนรถยนต์เพื่อให้นายทะเบียนแจ้งให้ผู้มาติดต่อชำระภาษีประจำปีสำหรับรถคันที่ต้องใบสั่งทราบให้ชำระค่าปรับที่ค้างชำระภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง

(4) หากผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถยังคงเพิกเฉยไม่ชำระค่าปรับที่ค้างชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนภายในระยะเวลาเวลาที่นายทะเบียนรถยนต์กำหนด เจ้าพนักงานจราจรจะแจ้งนายทะเบียนให้งดการออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปีสำหรับรถคันนั้น และแจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการกับผู้ขับขี่ หรือเจ้าของรถตามหน้าที่และอำนาจต่อไป

(5) หากผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถ เห็นว่า ตนมิได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหาที่ปรากฏตามใบสั่ง มีสิทธิทำหนังสือโต้แย้งข้อกล่าวหาตามใบสั่งส่งไปรษณีย์ตอบรับไปยังนายทะเบียนรถยนต์ได้ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากนายทะเบียนรถยนต์ให้ชำระค่าปรับได้ โดยหากเจ้าพนักงานจราจรยังคงยืนยัน และเห็นสมควรดำเนินคดีต่อผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถ จะส่งเรื่องไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการแจ้งให้ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถเข้าสู่กระบวนการสอบสวนฟ้องร้องต่อไป

(6) อนึ่ง หากผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถชำระค่าปรับครบถ้วนถูกต้องแล้ว คดีจะเป็นอันเลิกกัน”

(2) การเปรียบเทียบหรือกำหนดค่าปรับใบสั่ง นับแต่วันที่คดีถึงที่สุดแล้ว เป็นต้นไป
ก.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ควรออกประกาศเกี่ยวกับแนวทางการใช้ดุลพินิจในการว่ากล่าวตักเตือน หรือแนวทางในการกำหนดค่าปรับแก่ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถที่ต้องหาว่ากระทำผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ หรือกฎหมายว่าด้วยการใช้รถหรือใช้ทาง ของพนักงานสอบสวน และเจ้าพนักงานจราจร ให้มีความเหมาะสมเป็นธรรมตามพฤติการณ์ข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นในแต่ละกรณีของข้อหาตามใบสั่ง ทั้งนี้แนวทางดังกล่าวต้องไม่มีลักษณะเป็นการกำหนด “อัตราค่าปรับไว้ล่วงหน้า” และมีลักษณะบังคับหรือละเมิดการใช้ดุลพินิจของพนักงานสอบสวนในการกำหนดค่าปรับซึ่งถือเป็น “อำนาจกึ่งตุลาการ” ของพนักงานสอบสวน

ข.ก่อนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะจัดทำประกาศเกี่ยวกับแนวทางการใช้ดุลพินิจในการว่ากล่าวตักเตือนหรือกำหนดค่าปรับข้อหาตามใบสั่งออกมา ในการเปรียบเทียบปรับคดีความผิดตามใบสั่ง พนักงานสอบสวน ต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 140 วรรคสี่ โดยพนักงานสอบสวนต้องใช้ดุลพินิจกำหนดค่าปรับให้เหมาะสมและเป็นธรรมตามพฤติการณ์ฝ่าฝืน พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ หรือกฎหมายเกี่ยวกับการใช้รถหรือใช้ทางแต่ละกรณีของข้อหาตามใบสั่งพร้อมทั้งแจ้งเหตุผลในการใช้ดุลพินิจกำหนดจำนวนค่าปรับให้แก่ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถทราบว่า พนักงานสอบสวนใช้เกณฑ์ความเหมาะสมเป็นธรรมตามพฤติการณ์กำหนดค่าปรับอย่างไร โดยอาจให้เหตุผลด้วยวาจา หรือแจ้งเหตุผลลงในใบสั่ง หรือบันทึกเปรียบเทียบปรับหรือบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดีก็ได้

(3) สำหรับใบสั่งที่ออก และค่าปรับที่กำหนด ตามประกาศ ตร.ที่ศาลปกครองกลางและหรือศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้เพิกถอน “ก่อน” วันที่ 27 กันยายน 2566 เป็นต้นไป ประเด็นนี้เมื่อคำพิพากษาของศาลปกครองกลางหรือศาลปกครองเป็นที่สุดให้เพิกถอน “แบบใบสั่ง” และ “บัญชีอัตราค่าปรับ” ย่อมมีผลเท่ากับ ใบสั่ง และค่าปรับ ที่ออกและเปรียบเทียบนับแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2563 เป็นต้นมาไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 140 และมาตรา 141/1 ดังนี้การออกใบสั่งหรือการแจ้งข้อหาตามใบสั่งและการเปรียบเทียบปรับโดยกำหนดค่าปรับไว้ล่วงหน้าจึงไม่ถูกต้องส่งผลให้การออกใบสั่งและการปรับไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่ชอบด้วยกฎหมายจราจรสิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงยังไม่ระงับสิ้นไปตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 141/1 วรรคสาม ประกอบ ป.วิ.อาญา มาตรา 39 (3) มาตรา 37 เมื่อสิทธินำคดีอาญายังไม่ระงับสิ้นไป จึงส่งผลดังนี้

ก.กรณีผู้ต้องใบสั่งและชำระค่าปรับไปแล้ว ยังคงให้การรับสารภาพและยินยอมให้เปรียบเทียบปรับ ผู้ต้องใบสั่ง มีสิทธิที่ร้องขอให้พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานจราจร “เปรียบเทียบหรือกำหนดค่าปรับตามใบสั่งเสียใหม่” ให้ชอบด้วย พ.ร.บ.จราจรทางทางบกฯมาตรา 140 วรรคท้าย แล้วชำระค่าปรับใหม่ หากค่าปรับที่พนักงานสอบสวนกำหนดใหม่ต่ำกว่า ค่าปรับที่กำหนดตาม “บัญชีอัตราค่าปรับ” ที่ถูกเพิกถอน ผู้ต้องใบสั่งและชำระค่าปรับไปแล้วย่อมมีสิทธิได้รับค่าปรับส่วนเกินคืน

ข.กรณีผู้ต้องใบสั่งและชำระค่าปรับไปแล้ว ให้การปฏิเสธและขอใช้สิทธิโต้แย้งข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 141/1 ผู้ต้องใบสั่งมีสิทธิร้องขอให้พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานจราจร “ออกใบสั่งใบใหม่ให้พร้อมข้อความเกี่ยวกับสิทธิในการโต้แย้งข้อหาตามใบสั่ง” และผู้ต้องใบสั่งมีสิทธิโต้แย้งข้อหาตามใบสั่งได้นับแต่เวลาที่มีการออกใบสั่งฉบับใหม่ และคดีตามใบสั่งจะเข้าสู่กระบวนการตามขั้นตอน พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 141/1 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ และ ป.วิ.อาญา หากผลแห่งคดีปรากฏว่าผู้ต้องใบสั่งไม่มีความผิด ก็ย่อมมีสิทธิได้รับค่าปรับที่ชำระแล้วคืนพร้อมดอกเบี้ย แต่หากผู้ต้องใบสั่งยังคงมีความผิดแต่ค่าปรับที่ผ่านกระบวนการต่อสู้และโต้แย้งและศาลหรือพนักงานสอบสวนกำหนดใหม่ ต่ำกว่า ค่าปรับที่กำหนดตาม “บัญชีอัตราค่าปรับ” ที่ถูกเพิกถอน ผู้ต้องใบสั่งย่อมมีสิทธิได้รับค่าปรับส่วนเกินคืน

ค.2 กรณีศาลปกครองสูงสุด “กลับ” คำพิพากษาศาลปกครองกลางให้คง “แบบใบสั่ง” และ “บัญชีอัตราค่าปรับ” ไว้ดังเดิม

(1) กรณีเช่นนี้ถือว่า “แบบใบสั่ง” และ “บัญชีอัตราค่าปรับ” ตามที่ ตร.กำหนด “ไม่เคยถูก” เพิกถอนเลยมาตั้งแต่วันที่ประกาศ คือวันที่ 20 กรกฎาคม 2563 การ กระทำของเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานสอบสวนในการออกใบสั่งและกำหนดค่าปรับตลอดจนเปรียบเทียบและปรับ ตาม “แบบใบสั่ง” และ “บัญชีอัตราค่าปรับ” ตามที่ ตร.กำหนด จึงชอบด้วยกฎหมายมาแต่ต้น
กล่าวโดยสรุปผลของคำพิพากษาศาลปกครองกลางในคดีหมายเลขแดงที่ 1855/2563

(1) คำพิพากษาศาลปกครองกลาง ที่ให้เพิกถอน “แบบใบสั่ง” และ “บัญชีอัตราค่าปรับ” ที่ ตร.ประกาศกำหนดเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2563 ยังไม่ถึงที่สุด “แบบใบสั่ง” และ “บัญชีอัตราค่าปรับ” ตามที่ ตร.กำหนด จึงยังคงมีผลไม่ถูกเพิกถอน จนกว่าจะพ้นระยะเวลาอุทธรณ์ต่อศาลปกครองและไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ หรือหากมีการอุทธรณ์จนกว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีคำพิพากษา ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ มาตรา 70 วรรคสอง

(2) แม้คำพิพากษาศาลปกครองกลางจะยังไม่ถึงที่สุด แต่พนักงานสอบสวน และหรือเจ้าพนักงานจราจรไม่พึงใช้ “แบบใบสั่ง” และ “บัญชีอัตราค่าปรับ” ที่ ตร.ประกาศกำหนดเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2563 ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลปกครองสูงสุด เพราะหากศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองกลาง จะทำให้เกิดความยุ่งยากภายหลังในการแก้ไขและดำเนินการ

(3) นับแต่วันที่ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาก่อนคดียังไม่ถึงที่สุด

ก.การออกใบสั่ง ควรออกใบสั่งที่มีข้อความตามที่ พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 140 วรรคท้าย มาตรา 141/1 ให้ครบถ้วน

ข.การเปรียบเทียบและการกำหนดค่าปรับ พนักงานสอบสวนต้องใช้ดุลพินิจกำหนดค่าปรับตามที่ พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 140 วรรคท้าย กำหนด กล่าวคือ ในการกำหนดค่าปรับ พนักงานสอบสวนต้องใช้ดุลพินิจกำหนดให้เหมาะสมเป็นธรรมตามพฤติการณ์แต่ละกรณีของข้อหาตามใบสั่ง โดยไม่ต้องยึดอัตราค่าปรับตาม “บัญชีอัตราค่าปรับ” ที่ ตร.กำหนดเป็นเกณฑ์พร้อมแจ้งเหตุผลแก่เจ้าของรถหรือผู้ขับขี่ในการใช้ดุลพินิจเกี่ยวกับจำนวนค่าปรับที่กำหนดด้วย โดยอาจแจ้งด้วยวาจาหรือบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรใน ใบสั่ง หรือบันทึกเปรียบเทียบ หรือบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดี ก็ได้

ค.ใบสั่งที่ออกตาม “แบบใบสั่ง” ที่ ตร.ประกาศกำหนดเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2563 แต่ผู้ต้องใบสั่งยังไม่ชำระค่าปรับให้ เร่ง แจ้งสิทธิการปฏิเสธข้อหาตามใบสั่งและขั้นตอนการโต้แย้งตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 141/1 กำหนดไปยังผู้ต้องใบสั่งหรืออย่างน้อยในวันที่ผู้ต้องใบสั่งมาชำระค่าปรับเพื่อให้ผู้ต้องใบสั่งได้ทราบว่าตนเองมีสิทธิโต้แย้งข้อกล่าวหาตามใบสั่งมิใช่จำต้องจำยอมชำระค่าปรับตามใบสั่งเพียงสถานเดียวเท่านั้น

(4) สำหรับแนวทางการปฏิเสธหรือโต้แย้งข้อหาความาผิดตามใบสั่งของผู้ต้องใบสั่ง และขั้นตอนการดำเนินการของเจ้าพนักงานจราจร และหรือนายทะเบียน ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 141/1 สามารถศึกษาเพิ่มเติมโดยละเอียดในหนังสือ การสอบสวนคดีจราจร (ฉบับสมบูรณ์) เล่ม 1 บทที่ 1 หน้าที่ 158 เป็นต้นไป

(5) ส่วนขั้นตอนและวิธีการสอบสวนคดีความผิดเกี่ยวกับใบสั่ง สำหรับพนักงานสอบสวนสามารถศึกษาเพิ่มเติมโดยละเอียดในหนังสือ การสอบสวนคดีจราจร (ฉบับสมบูรณ์) เล่ม 2 บทที่ 4 ข้อที่ 3.14 หัวข้อ การสอบสวนคดีตามใบสั่ง + กรณีผู้ต้องใบสั่งหรือผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ + ไม่ยอมชำระค่าปรับ