หน้าแรก บทความ ปัญหาการตีควา...

ปัญหาการตีความวันเริ่มต้นบังคับใช้กฎหมาย และแนวทางการแก้ไขปัญหา

20.10.23 | 12:09 น.

ปัญหาการตีความวันเริ่มต้นบังคับใช้กฎหมาย
และแนวทางการแก้ไขปัญหา

บทความนี้เป็นความเห็นทางวิชาการของผู้เขียนในเรื่องการใช้และการตีความกฎหมายเกี่ยวกับวันเริ่มต้นบังคับใช้กฎหมายเฉพาะในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้กฎหมายเริ่มต้นบังคับใช้ภายหลังช่วงระยะเวลาหนึ่งล่วงพ้นไปแล้ว ซึ่งเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนโดยแท้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงอาจมีความเห็นแตกต่างจากผู้เขียนได้ แต่เนื่องจากผู้เขียนเห็นว่าบทความนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการใช้และการตีความกฎหมาย ผู้เขียนจึงเขียนบทความนี้ขึ้นเพื่อประโยชน์ในทางวิชาการ

ท่านที่อ่านกฎหมายคงเคยพบเห็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้กฎหมายเริ่มต้นบังคับใช้ภายหลังช่วงระยะเวลาหนึ่งล่วงพ้นไปแล้ว โดยบทบัญญัติดังกล่าวจะใช้ถ้อยคำว่า “พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด……วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป” ซึ่งการตีความบทบัญญัติดังกล่าวมีความเห็นต่างกันเป็น 2 แนวทาง ดังนี้

1.แนวทางการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกา

ในบทความนี้ ผู้เขียนขอยกความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา 2 เรื่อง ดังนี้

Advertisement

1.1 ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 290/2543 คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 10) มีความเห็นโดยสรุปสาระสำคัญได้ว่า กำหนดเวลาวันเริ่มใช้บังคับกฎหมายจะต้องเป็นไปตามบทบัญญัติที่กำหนดไว้ในกฎหมายนั้นๆ เพราะมิใช่เป็นเรื่องการคำนวณนับระยะเวลาตามบทบัญญัติว่าด้วยระยะเวลาในลักษณะ 5 บรรพ 1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

เมื่อมาตรา 2 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 บัญญัติไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ดังนั้น กำหนดระยะเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวัน จึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัติประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือวันที่ 21 เมษายน 2542 เป็นวันแรกหรือวันที่หนึ่ง และครบหนึ่งร้อยยี่สิบวัน ในวันที่ 18 สิงหาคม 2542 พระราชบัญญัตินี้จึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2542 เป็นต้นไป

1.2 ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 363/2525 คณะกรรมการกฤษฎีกา (กรรมการร่างกฎหมาย คณะที่ 2) มีความเห็นโดยสรุปสาระสำคัญได้ว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 156 ว่า “วิธีการกำหนดนับระยะเวลาทั้งปวง ท่านให้บังคับด้วยบทบัญญัติทั้งหลายแห่งลักษณะนี้ เว้นแต่จะมีกำหนดไว้เป็นประการอื่นโดยกฎหมายหรือกฎข้อบังคับ โดยคำสั่งศาล หรือโดยนิติกรรม”

เมื่อมาตรา 2 แห่งพระราชบัญญัติตั้งจังหวัดมุกดาหาร พ.ศ.2525 ได้กำหนดไว้โดยชัดแจ้งว่า “พระราชบัญญัตินี้ให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป” การเริ่มนับกำหนดระยะเวลาจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือวันที่ 27 สิงหาคม 2525

พระราชบัญญัติฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่เท่าใดนั้น การคำนวณนับระยะเวลาหนึ่งเดือนก็จะต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 159 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ส่วนการคำนวณเวลาสิ้นสุดลงนั้น ตามวรรคสองของมาตรา 159 ได้บัญญัติว่า “ถ้าระยะเวลามิได้กำหนดนับแต่วันต้นแห่งสัปดาห์ก็ดี วันต้นแห่งเดือนหรือปีก็ดี ท่านว่าระยะเวลาย่อมสุดสิ้นลงในวันก่อนหน้าจะถึงวันแห่งสัปดาห์ เดือน หรือปีสุดท้าย อันเป็นวันตรงกับวันเริ่มระยะเวลานั้น ฯลฯ” วันเริ่มนับกำหนดระยะเวลาเริ่มแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2525 ระยะเวลาสุดสิ้นลงคือครบหนึ่งเดือน จึงเป็นวันก่อนหน้าจะถึงวันแห่งเดือนอันเป็นวันตรงกับวันเริ่มระยะเวลาตามที่กล่าวข้างต้นคือวันที่ 26 กันยายน 2525 เพราะฉะนั้น พระราชบัญญัติฉบับนี้จึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2525 เป็นต้นไป

ตามแนวความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา สามารถสรุปได้ว่า คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่า ให้นับวันที่กฎหมายลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นวันแรกแห่งระยะเวลา

2.แนวทางการตีความของศาลฎีกา

ในบทความนี้ ผู้เขียนขอยกคำพิพากษาศาลฎีกา 2 เรื่อง ดังนี้

2.1 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2086/2553 วินิจฉัยว่า ตามมาตรา 2 ของพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 บัญญัติว่า “พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป” เมื่อมีการประกาศใช้วันที่ 4 มีนาคม 2551 การเริ่มต้นนับระยะเวลาจึงต้องเริ่มนับหนึ่งในวันรุ่งขึ้น คือ 5 มีนาคม 2551 เป็นวันที่หนึ่ง ซึ่งจะครบ 90 วัน ในวันที่ 2 มิถุนายน 2551

2.2 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5470/2538 วินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2534 ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 2 ว่าให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าวประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2534 (จึงต้องนับวันที่ 28 สิงหาคม 2534 เป็นวันแรกแห่งระยะเวลา-ผู้เขียน) ดังนั้น จึงมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2534 เป็นต้นไป

ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา สามารถสรุปได้ว่า ศาลฎีกามีความเห็นว่า ให้นับวันถัดจากวันที่กฎหมายลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นวันแรกแห่งระยะเวลา

เมื่อพิจารณาแนวความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกาและแนวคำพิพากษาศาลฎีกา จะเห็นได้ว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาและศาลฎีกาตีความในเรื่องดังกล่าวข้างต้นแตกต่างกัน ซึ่งการตีความกฎหมายที่แตกต่างกันย่อมส่งผลกระทบต่อผู้บังคับใช้กฎหมายและประชาชน ผู้เขียนจึงพยายามคิดหาทางออก เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ผู้เขียนจึงขอเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาไว้ในบทความนี้ เพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้อ่านบทความของผู้เขียน และนำแนวความคิดของผู้เขียนไปวิเคราะห์และหาแนวทางแก้ไขปัญหา ซึ่งแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว ผู้เขียนเห็นว่าสมควรเพิ่มเติมถ้อยคำว่า “การนับระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง มิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลานั้นรวมเข้าในระยะเวลา……วัน” เป็นวรรคสองของบทมาตราที่บัญญัติรายละเอียดเกี่ยวกับวันเริ่มต้นบังคับใช้กฎหมาย ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายหรือบัญญัติกฎหมายตามที่ผู้เขียนเสนอ ผู้เขียนเชื่อว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาและศาลฎีกาจะตีความตรงกัน โดยมีความเห็นว่า ให้นับวันถัดจากวันที่กฎหมายลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นวันแรกแห่งระยะเวลา