ดุลยภาพดุลยพินิจ : โครงสร้างประชากรเปลี่ยนแปลง
กรณีศึกษาประชากรเด็กเป็นรายอำเภอ
ประชากรไทยมีจำนวนลดลง (คล้ายคลึงกับหลายประเทศในทวีปยุโรป) ส่งผลต่อเศรษฐกิจ-สังคม-และการจัดบริการสาธารณะอย่างมีนัยสำคัญ ขอขยายความ ก) การที่สัดส่วนประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้น รายจ่ายเบี้ยยังชีพของรัฐที่ให้เทศบาล/อบต. ดำเนินการต่อย่อมเพิ่มขึ้น ข) พื้นที่ที่ประชากรในวัยทำงานลดลงหรือไม่สมดุล อาจส่งผลต่อภาคการผลิตและเศรษฐกิจในจังหวัด/อำเภอนั้นๆ ตามหลักทฤษฎีคนวัยทำงานส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจจังหวัดเพราะมีรายได้-จับจ่ายใช้สอย-และจ่ายภาษีให้รัฐ ค) การที่ประชากรวัยเด็กลดลง การจัดการโรงเรียนย่อมกระทบ อย่าลืมว่าโรงเรียนระดับประถมศึกษาจำนวนหนึ่ง–มีผู้เรียนน้อยอยู่แล้ว อาจถูกปิดตัวหรือควบรวม ในโอกาสนี้ขอนำผลวิจัยเล็กๆ ว่าด้วยโครงสร้างประชากรวัยเด็กรายอำเภอ เพื่อสะท้อนความแตกต่างมิติพื้นที่ พร้อมข้อสังเกตต่อการจัดการศึกษา (ประถมศึกษา) และวิจารณ์ตามสมควร
ในฐานะนักวิจัย ขอแสดงความขอบคุณและชื่นชมความก้าวหน้าการประมวลข้อมูลขนาดใหญ่ของกระทรวงมหาดไทย ระบุสถิติประชากรรายตำบล/อำเภอ/จังหวัด เพศ และอายุ (ตั้งแต่ 0-100 ปี) เผยแพร่เป็นข้อมูลสาธารณะ ในโอกาสนี้เราให้ความสำคัญกับประชากรวัยเด็ก (อายุ 0-14 ปี) นำมาคำนวณเป็นสัดส่วนเด็กต่อประชากรรวมของอำเภอ (เรียกย่อว่า chpct) นำมาเปรียบเทียบ พร้อมข้อสังเกตความแตกต่างระหว่างภูมิภาค สัดส่วนเด็กสูงที่สุดคือภาคใต้ 14 จังหวัด 19.24% สัดส่วนเด็กน้อยที่สุดคือกรุงเทพฯและปริมณฑล 6 จังหวัด 12.96% ดังแสดงในรูปภาพที่ 1
สัดส่วนเด็กต่อประชากรระหว่างภาคเหนือและภาคใต้ แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเจน ดังแสดงในรูปภาพที่สอง (child distribution) เส้นประหมายถึงสัดส่วนเด็กต่อประชากรรวมของ 14 จังหวัดภาคใต้

ความแตกต่างมิติพื้นที่ (อำเภอ/เขต หมายเหตุ เขต ใช้กับ กทม.) เป็นประเด็นที่น่าสนใจเพราะว่าประชากรวัยเด็กสะท้อนความต้องการการจัดการศึกษา (ระดับประถมศึกษา) จำนวนทั้งสิ้น 924 อำเภอ เพื่อแสดงถึง “ความแตกต่าง” แสดงรูปภาพที่ 3 ระบุอำเภอที่มีประชากรวัยเด็กสัดส่วนสูง (20 อำเภอ) ข้อสังเกตคือส่วนใหญ่ในจังหวัดภาคใต้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยะลา ปัตตานี นราธิวาส
ในทางตรงกันข้าม อำเภอที่ประชากรเด็กต่อประชากรรวมน้อย (7-10%) พบข้อสังเกต ดังนี้ ก) หลายเขตของกรุงเทพมหานคร สัดส่วนประชากรเด็กต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศมากทีเดียว ข) จังหวัดอื่นๆ ที่มีประชากรเด็กน้อยเช่นเดียวกับ กทม. คือ ลำพูน ลำปาง แพร่ พะเยา เชียงใหม่
เหตุใดสัดส่วนประชากรเด็กจึงแตกต่างกันมากถึงเพียงนี้? มีสำคัญอย่างไร? เป็นคำถามถึงผู้เชี่ยวชาญประชากรศาสตร์ สาเหตุอาจเกี่ยวข้องกับค่านิยม/วัฒนธรรม/หรือมิติเศรษฐกิจเกี่ยวกับการมีบุตรและการคุมกำเนิด ผลลัพธ์ในระยะยาวเป็นอย่างไร? (ขณะนี้เราเพียงทราบสถานการณ์ แต่ไม่สามารถระบุสาเหตุที่แท้จริง) เป็นคำถามต่อสังคมและประชาคมวิจัย ประการแรก ความท้าทายต่อการจัดการศึกษา (ขั้นประถม) ในเมื่อเด็กลดลง ความเสี่ยงการปิดกิจการหรือควบรวมโรงเรียนขนาดจิ๋วเป็นสิ่งที่คาดคิดได้ แต่ความรุนแรงของปัญหาแตกต่างกันระหว่างพื้นที่ และคำถามเชิงการจัดการ เช่น โยกย้ายครูและผู้บริหารไปสังกัดพื้นที่อื่น ประการที่สอง ความไม่สมดุลระหว่างประชากรสามวัย วัยเด็ก ทำงาน และสูงวัย อนาคตเด็กกลายเป็นผู้ใหญ่-ผู้ใหญ่เป็นคนสูงวัย เริ่มเห็นว่าความสมดุลของโครงสร้างประชากรจะเปลี่ยนแปลง–เป็นปัญหาสังคมหรือไม่? ประการที่สาม ทัศนคติต่อการเมือง หรือวิถีการเลือกตั้งทางการเมืองของคนต่างวัยก็อาจเปลี่ยนแปลง ก่อนหน้านี้หนังสือ อนาคตประเทศไทย 2585 ได้ตั้งข้อสังเกตที่แหลมคม ความว่า “ในขณะที่คนรุ่นใหม่เปลี่ยนไปจากเดิม แต่คนรุ่นเก่ายังอยู่ในกรอบคิดแบบเดิม… ผลก็คือจะเกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างรุ่นมากขึ้นและนานขึ้น คนรุ่นเก่าจะมีอายุยืนขึ้น ครอบครองทรัพย์สิน ตำแหน่งและอำนาจนานขึ้นมากขึ้น ในขณะที่คนรุ่นใหม่จะมีโอกาสสอดแทรกตัวขึ้นมาในสังคมช้าลง จนอาจทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่มากขึ้น”

