ไปทำงานหาเงินในต่างแดนยุคแรกๆ ไปแบบ “ตัวใครตัวมัน”
ยุค พ.ศ.2500 หนุ่ม-สาวไทยไปเรียนหนังสือในอเมริกาเยอะมาก เรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย มีเงินเหลือเฟือสำหรับการเรียน เท่ระเบิด มีเงินพอสำหรับอาหาร ที่พัก แถมยังส่งเงินกลับมาเมืองไทย
สมัยนี้ก็ไม่เปลี่ยนแปลง …ทำงานในร้านอาหาร ในห้างสรรพสินค้า ในโรงแรม เอารถไปจอด ทำงานที่ปั๊มน้ำมัน เปิดร้านอาหาร มีสาวไทยไปขับรถบรรทุกคอนเทนเนอร์ ดอลลาร์ปลิวไสว
เป็นธรรมชาติของมนุษย์ ที่ไหนมีงาน มีเงิน (ดี) ก็ต้องไป
ราว 50 ปีที่แล้ว ฮอตฮิตที่สุด คือ คนไทยไปทำงานในซาอุดีอาระเบีย (ในห้วงเวลาที่ไล่เลี่ยกับไปทำงานในอิสราเอล) ส่งเงินกลับมาบ้าน ชีวิตครอบครัวเปลี่ยนแปลงแบบอึกทึก ปลูกบ้าน ขยายบ้าน ซื้อที่ดิน ซื้อรถปิกอัพ
คนไทย…น่าจะเริ่มเข้าไปทำงานในอิสราเอลเมื่อประมาณปี พ.ศ.2523 ช่วงแรก ไปเป็นพ่อครัว ช่างฝีมือ ช่างเชื่อม ช่างซ่อมรถยนต์
พ.ศ.2527 ขยายขอบเขตไปทำงาน “การเกษตร” ในโมชาฟ (Moshav) และคิบบุตซ์ (Kibbutz) กระจายกันไปในอิสราเอล โดยการติดต่อประสานกันเองระหว่างบริษัท-แรงงาน ซึ่งมีจำนวนไม่มากนัก หากแต่แรงงานไทยฝีมือดี มีคุณภาพ รายได้ดี
ปี พ.ศ.2530 กระทรวงเกษตรอิสราเอลได้อนุมัติให้ประเทศไทยส่งแรงงานไทยไปทำงานในอิสราเอลครั้งแรก “อย่างเป็นระบบ” ในโมชาฟและคิบบุตซ์
คิบบุตซ์ ในภาษาฮีบรูหมายถึง การรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน เป็นลักษณะเฉพาะของชุมชนชาวยิวที่มีพื้นฐานมาจากชุมชนเกษตรกร อาจเทียบเคียงได้กับ “นิคม” รูปแบบหนึ่ง
โมชาฟ มีลักษณะเป็นหมู่บ้านสหกรณ์การเกษตร และปกครองตนเองแบบประชาธิปไตย ซึ่งมีสมาชิกแต่ละแห่งประมาณ 60-100 ครอบครัว สามารถมีฟาร์มของตนเองหรือทำร่วมกันมีบ้านของตนเอง วัสดุอุปกรณ์เพื่อประกอบอาชีพที่มีราคาแพงจะเป็นทรัพย์สินร่วมกัน
ปัจจุบัน (พ.ศ.2566) คิบบุตซ์ มีอยู่ประมาณ 270 แห่งในอิสราเอล โมชาฟ คาดว่าอาจอยู่ที่ 600-700 แห่ง ซึ่งแรงงานไทยจะเข้าไปทำงานในพื้นที่เหล่านี้ บางแห่งมีร้านขายอาหารไทย หรือร้านขายของชำที่ขายสินค้าจากไทย
ในอดีต…ชนชาติยิวที่มีศรัทธา ไปปักหลักสร้างชาติในทะเลทรายที่ร้อนระอุ ด้วยความเชื่อในศาสนา ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคทั้งปวง ยิวคิดค้น หาวิธีการที่ต้องอยู่รอด และชีวิตต้องมีคุณภาพ นักวิทยาศาสตร์ยิวทำงานหนัก คิดหาวิธีการ “ให้มีน้ำ” เพื่อการเกษตร ปลูกพืชผัก ผลไม้ที่มีคุณภาพ ได้อย่างน่าอัศจรรย์
ชาวยิวทุกคน คือ นักสู้ชีวิต สู้ศึกสงครามรอบด้าน แถมยังต้องสู้กับธรรมชาติแบบต้อง “พลิกแผ่นดิน” ให้ทำกินได้ ทุกเวลานาทีมีคุณค่า มีแรงงานจากประเทศต่างๆ เข้าไปทำงานหาเงิน
อิสราเอล ตั้งอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง มีพื้นที่ราว 28,000 ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 9 ล้านคน (พ.ศ.2566) ร้อยละ 82 เป็นชาวยิว ส่วนที่เหลือเป็นชาวอาหรับ ภาษาที่ใช้ ได้แก่ ฮิบรู อารบิค อังกฤษ เมืองหลวงคือ เยรูซาเล็ม และศูนย์กลางทางธุรกิจคือ เทลอาวีฟ
ดินแดนที่ชาวยิวได้รับการจัดสรรโดยอังกฤษและสหประชาชาติ เป็นพื้นที่เก่าแก่หลายพันปี มีข้อโต้แย้ง ขัดแย้ง เรื่องการครอบครอง เรื่องของเชื้อชาติ ศาสนา ที่ไม่ขอกล่าวถึง
ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรป …ฮิตเลอร์ที่เกลียดยิว สั่งทหารนาซีจับชาวยิวเข้าเตาอบแก๊สพิษ…ตายไปราว 6 ล้านคน
อเมริกาและพันธมิตร เห็นใจยิว…ให้จัดตั้งประเทศขึ้น ชาวยิวจากทั่วโลกแห่กันมา “สร้างชาติ” ขึ้นมาใหม่ในดินแดนที่ยากแค้น
สงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงเมื่อ พ.ศ.2488 ไม่ช้า-ไม่นาน ท่ามกลางความลำเค็ญทั้งปวง ประเทศอิสราเอลในทะเลทราย ถีบตัวเองกลายเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ดีประเทศหนึ่งในโลก มีระบบเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง พัฒนาทางด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องและอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ การเกษตร การแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
อุปนิสัยชาวยิว คือ “ชาตินิยม” สร้างกองทัพชาย-หญิงที่แข็งแกร่ง กล้าหาญ มีประสิทธิภาพ พร้อมทำศึกสงครามและต้อง “ชนะ” เท่านั้น…ลูกหลานจึงจะอยู่รอด
อาวุธของอิสราเอล เป็นที่ยอมรับของกองทัพทั่วโลก ขายดี
เกษตรกรชาวยิว ได้รับการส่งเสริมให้มีความก้าวหน้าในด้านการเกษตร เอกชนต้องการใช้ “แรงงานกึ่งฝีมือ” และ “ไร้ฝีมือ” จำนวนมาก อาจกล่าวได้ว่า “แรงงานจากไทย” ไปทำงานต่อเนื่องกันมาหลายสิบปี… เป็นส่วนสำคัญของงานเกษตรกรรมในอิสราเอล
ก่อนปี 2537 อิสราเอลเคยจ้างแรงงานจากปาเลสไตน์เข้ามาทำงานในภาคเศรษฐกิจ เพื่อช่วยให้มีงานทำ มีเงินใช้ หากแต่มีการก่อการร้ายจากกลุ่ม Hamas และ Islamic Jihad ในที่สุดทางการอิสราเอลได้ปิดพรมแดนระหว่าง ปาเลสไตน์-อิสราเอล
อย่างไรก็ตาม แรงงานปาเลสไตน์ยังคงได้รับอนุญาตให้เข้าไปทำงานในอิสราเอลอย่างต่อเนื่องเพียงแต่ “จำนวนลดลง” จากที่เคยสูงสุดถึง 130,000 คน ในปี 2544 เหลือเพียง 2 หมื่นคน
เมื่อมีเหตุร้ายเกิดขึ้นต่อเนื่องในอิสราเอล มาตรการเข้มข้น คือ จะออกใบอนุญาตผ่านแดนให้เฉพาะชาวปาเลสไตน์ที่อายุเกิน 35 ปี มีครอบครัวและไม่มีประวัติเกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อการร้าย
ความต้องการแรงงาน ทำให้ “เอกชน” ผลักดันให้รัฐบาล “นำเข้า” แรงงานต่างชาติจากหลายประเทศเข้าไปทำงาน
แรงงานไทยโดดเด่น เป็นที่ต้องการของผู้ประกอบการในภาคเกษตร คนไทยที่ไปทำงาน “รุ่นบุกเบิก” ยังนำความรู้ เทคนิค การทำงานในอิสราเอลมาเผยแพร่ เช่น ระบบน้ำหยด การพัฒนาพันธุ์พืช-ผัก-ผลไม้
ยิว สร้างชาติแบบก้าวกระโดด ชาวยิวเริ่มผันตัวเองไปเป็นนายจ้าง แรงงานต่างชาติกลายเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญ
ณ ช่วงเวลาหนึ่ง อิสราเอลเคยนำเข้าแรงงานแบบมโหฬาร เช่น คนงานจากโรมาเนีย ประมาณ 65,000 คน จากรัสเซียและประเทศในเครือประมาณ 60,000 คน จากไทยประมาณ 24,000 คน จากฟิลิปปินส์ประมาณ 45,000 คน (ส่วนใหญ่เป็นหญิงดูแลคนชราและคนพิการ เพราะพูดภาษาอังกฤษได้) จากจีนประมาณ 10,000 คน นอกจากนั้นเป็นแรงงานจากอินเดีย ตุรกี บัลแกเรีย รัสเซียที่ล่มสลาย เช่น ยูเครน อุซเบกิสสถาน กานา เคนยา จอร์แดน และเลบานอน
แรงงานจากไทยครองตลาดด้านภาคเกษตร ในเชิงปริมาณและคุณภาพ มีคลิปภาพพร้อมเสียงของพี่น้องคนไทยเวลาทำงานในแปลงเกษตร ส่งมาให้ดูกันตลอด ระบบโทรศัพท์คุยกันเห็นหน้าตัวเป็นๆ อันตรายจากการสู้รบมีบ้างเป็นบางพื้นที่ บางเวลา
รัฐบาลอิสราเอลที่ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามา มีการกำหนดตัวเลขแรงงานต่างชาติมาก-น้อย ผันแปรไปตามสภาวะ แต่พอจะเข้าใจได้ว่ารัฐบาลอิสราเอลจะมีนโยบาย “ลด” จำนวนแรงงานต่างชาติ
ในช่วงรับราชการ ผู้เขียนเดินทางไปราชการเพื่อประสานงานกับปลัดกระทรวงกลาโหมอิสราเอล ยอมรับว่า ส่วนที่เป็น “เมืองชั้นใน” สะอาด เป็นระเบียบ เจริญหูเจริญตา มีต้นไม้เขียวขจี
มองไปตามถนน ในเมือง นักศึกษาหนุ่มหล่อสาวสวยแต่งกายชุดฝึกของทหาร สะพายปืน เดินตามถนน กินอาหาร เดินห้าง เป็นปกติ นั่นคือคุณภาพของคนที่ไว้ใจได้ สามารถรับผิดชอบอาวุธ ใช้อาวุธได้เมื่อเกิดเหตุร้ายในชุมชน นี่เป็นเรื่องที่ “น่าทึ่ง”
เมื่อผู้เขียนเดินทางออกไปนอกเมือง แวะรับประทานอาหารระหว่างทาง เจ้าของร้านชาวยิวมาต้อนรับ เมื่อทราบว่าเป็นคนไทย จึงไปตามพ่อครัวคนไทยออกมาทักทายให้หายเหงา
พ่อครัวเป็นชาวอีสาน มาทำงานที่นี่แล้ว 4 ปีเศษ สุขสบายดี รายได้งาม อาหารเที่ยงมื้อนั้น คณะเลยได้รับประทานอาหารไทยที่ปรุงพิเศษจากกุ๊กคนไทย หากแต่เจ้าของร้านมาปรารภกับผู้เขียนว่า “อยากให้พิจารณาต่ออายุให้พ่อครัวคนไทยทำงานในอิสราเอลได้เกิน 5 ปี 3 เดือน เพราะนิสัยดีมาก ทำอาหารอร่อย แขกตึม ถ้าไม่มีกุ๊กคนไทย ร้านจะต้องปิดลง…”
นี่เป็นประสบการณ์ตรงที่มาจากปากชาวยิว ในความชื่นชมคนไทย และเจ้าของกิจการยิวอีกหลายคนคงอยากกล่าวเช่นนั้น…
สถานการณ์เช้าวันที่ 7 ต.ค.2566 ที่กลุ่มติดอาวุธฮามาสบุกข้ามแดนเข้ามาสังหาร จับกุมชาวยิวและคนอื่นๆ รวมถึงแรงงานไทย คือ จุดเปลี่ยน ที่โลกรุมประณาม โกรธแค้น คนไทยถูกจับไปเป็นตัวประกันจำนวนหนึ่งพร้อมทั้งชนชาติอื่นๆ รวมแล้วกว่าร้อยคน
เมื่อทหารอิสราเอลเข้าไปที่เกิดเหตุ ตลอดแนวชายแดน พบศพชาวยิว ทั้งผู้หญิง เด็ก ที่ถูกสังหารอย่างน่าอนาถ การอพยพของแรงงานไทยจึงเริ่มต้นโดยความสมัครใจ มากขึ้นและมากขึ้น รัฐบาลเร่งเข้าบริหารจัดการทุกวิถีทางเพื่อรักษาชีวิตคนไทย
บทความจาก Nikkei Asia วันที่ 18 ต.ค.66 ระบุว่า “แรงงานไทยเป็นส่วนสำคัญยิ่งในระบบเศรษฐกิจของอิสราเอล… แรงงานไทยมีสัญญาทำงานได้คนละ 5 ปี 3 เดือน …ร้อยละ 84 เป็นชาวอีสาน …มีแรงงานต่างชาติในอิสราเอลราว 119,000 คน”
นี่คือเรื่องที่ “น่าภูมิใจ” ในความเป็น “แรงงานไทย” ที่มีคุณภาพและมีรายได้งาม บางคนเป็นพ่อครัว…เงินเดือน 1 แสนบาท
ชีวิตมีค่ากว่าสิ่งอื่นใด คนไทยเศร้า สะเทือนใจ สำหรับคนงานไทยถูกทำร้ายเสียชีวิต ถูกจับไปจำนวนหนึ่ง และอีกกว่า 8 พันคนสมัครใจกลับบ้าน รัฐบาลของทุกประเทศกำลังติดตาม ช่วยเหลือ ขนย้ายพลเมืองของตนกลับจากอิสราเอลที่กำลังอยู่ในสภาวะสงคราม
ชาวอิสราเอลกำลังผนึกกำลังเพื่อปกป้องมาตุภูมิ
“คู่สงคราม” ของอิสราเอลกำลังรวบรวมสรรพกำลังเพื่อรุมถล่มดินแดนอิสราเอลอย่างดุเดือด รัฐบาลระดมเครื่องบินจากกองทัพอากาศ การบินไทยและบริษัทการบินพาณิชย์ เร่งขนคนไทยกลับบ้าน
แรงงานไทยในพื้นที่ปลอดภัยของประเทศอิสราเอลบางส่วน “ขออยู่ทำงานต่อ”
สถานการณ์การสู้รบจะ “พัฒนาไป” ไม่หยุดนิ่ง หวังว่าจะมี “เงื่อนไขสงบศึก-หยุดยิง” เกิดขึ้นในไม่ช้า …ชีวิตต้องดำเนินต่อไป…
พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก

