เดินหน้าชน : กังขา‘ระบบเตือนภัย’

23.10.23 | 13:34 น.

เหตุการณ์มือปืนไล่ยิงแฟนบอลชาวสวีเดนเสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บอีก 1 ราย ใจกลางกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา ส่งผลต่อเกมเตะฟุตบอลยูโร 2004 รอบคัดเลือก เบลเยียมกับสวีเดน ที่เตะห่างจุดยิงแค่ 5 กิโลเมตร ต้องยุติทันที เพื่อให้แฟนบอลประมาณ 35,000 คน เร่งออกจากสนามให้เร็วที่สุด

ทั้งแฟนบอลและประชาชนที่อยู่ในประเทศเบลเยียมต่างได้ข้อความแจ้งเตือนถึงภัยคุกคามเสี่ยงอันตรายพร้อมกันทั้งหมด ศูนย์ต่อต้านก่อการร้ายของเบลเยียมได้ส่งเข้ามือถือทุกเบอร์พร้อมๆ กัน ใครอยู่ในบรัสเซลส์จะถูกแจ้งเตือนความเสี่ยงภัยที่ระดับ 4 หรือเสี่ยงต่อภัยคุกคามมากที่สุด ส่วนที่อยู่ห่างออกไปจะได้รับการแจ้งเตือนความเสี่ยงรองลงไป ทั้งระดับ 3 และ 2

ข้อความแจ้งเตือนทุกระดับความเสี่ยง สามารถช่วยเซฟชีวิตผู้คนได้มากมายมหาศาล การทำงานของเจ้าหน้าที่ในการเข้าควบคุมหรือป้องกันเหตุก็ง่ายมากขึ้น

พอได้ติดตามรับฟังข่าวนี้เลยนึกถึงเหตุการณ์มือปืนยิงดะในห้างสยามพารากอน ใจกลางกรุงเทพฯ บ้านเรา ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 3 ราย และบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา ระยะวันเกิดเหตุห่างจากที่บรัสเซลส์เพียง 13 วัน

จากเหตุการณ์ที่กรุงเทพฯ ได้ถูกเปิดประเด็นถึงระบบแจ้งเตือนภัย จะเซตกันยังไงให้ประชาชนรับรู้เหตุร้ายทำนองนี้ได้เร็วที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์อันเลวร้าย และยังย้อนไปถึงเหตุการณ์จ่าทหารคลั่ง กราดยิงที่โคราช เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563 มีผู้เสียชีวิตรวม 30 ราย และบาดเจ็บ 58 ราย เป็นเหตุการณ์กราดยิงที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย

Advertisement

ครั้งนั้น ต่างก็พูดถึงระบบเตือนภัยแบบ Emergency Alert System (EAS) จนถึงเทคโนโลยี Cell Broadcast ด้วยการป้อนข้อความเหตุร้าย เหตุด่วน ไม่ว่าจะเรื่องภัยธรรมชาติ ไปยังมือถือหลายล้านเลขหมายพร้อมกันในเวลาอันรวดเร็ว

ประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ขณะเป็นฝ่ายค้าน รู้สึกเจ็บปวดต่อเหตุการณ์เหมือนคนไทยทั้งประเทศ จึงมีกระทู้ถามสดแบบด่วนๆ ในสภา ไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 จำนวนวันห่างจากเหตุที่โคราชเพียง 4 วัน

เนื้อหาในกระทู้ร่ายยาวถึงเหตุกราดยิงที่โคราชกินเวลายาวนาน 17 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ก็ยังล่าช้าในการระงับเหตุ ทำไมไม่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อควบคุมสถานการณ์ พร้อมกล่าวถึง พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางไปหลังเหตุการณ์สงบ ทั้งที่ควรไปบัญชาการด้วยตนเองในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ยังตั้งคำถามด้วยว่า เหตุใดภาคราชการไม่มีการแจ้งเตือน กลับเป็นประชาชนต้องอาศัยช่องข่าวเฟซบุ๊กเพื่อทราบถึงเหตุการณ์ อีกทั้งครอบครัวผู้เสียหายไม่รู้จะแจ้งเหตุที่ใด หากแก้ไขโดยเร็วประชาชนจะไม่ล้มตายเป็นจำนวนมาก

จากกระทู้วันนั้นมาจนถึงวันนี้ ระบบการแจ้งเตือนภัยก็ยังไม่มีการดำเนินการแต่อย่างใด

แต่เมื่อพรรคเพื่อไทยได้มาเป็นรัฐบาลบ้าง ประเสริฐ จันทรรวงทอง เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ ก็ได้รับคำสั่งจากนายกฯเศรษฐา ทวีสิน ในการจัดการระบบเตือนภัย ไม่ใช่แค่เตือนภัยทางเอสเอ็มเอสอย่างเดียว แต่เป็นระบบเตือนภัยทั้งหมด และให้มีการกระจายข่าวเพื่อให้ทราบว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น

ต่อมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ ก็ได้เปิดแถลงเมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา หลังเหตุยิงสนั่นกรุงเพียง 2 วันว่า ภาพรวมของระบบเตือนภัยเวลานี้ เครือข่ายมือถือของเอไอเอสมีระบบ LBS (Location-Based Service) ส่วนทรู-ดีแทค ได้ทดสอบระบบเช่นเดียวกัน คาดว่าจะใช้เวลาพัฒนาเร็วที่สุด 6 เดือน และนานที่สุด 1 ปี ยืนยันว่าไม่ช้าเกินไป เพราะต้องติดตั้งระบบหลายอย่าง ส่วนระบบเตือนภัยฉุกเฉินทุกรูปแบบ (Cell Broadcast) ต้องใช้เวลา และได้ประสานงานกับ กสทช.และเครือข่ายโทรศัพท์มือถือทุกค่ายแล้ว

นั่นหมายความว่า ในช่วงระหว่างนี้อีกหลายเดือน ประเทศไทยให้รอไปก่อน ระบบเตือนภัยเพิ่งจะเริ่มตั้งไข่ ส่วนจะทำระบบให้ออกมาเร็วขึ้น ไม่ต้องไปคาดเดา รอชี้แจงแถลงไขกันต่อไป ในเมื่อประชาชนยังอยู่ห่างกับระบบเตือนภัยเป็นคู่ขนาน ดีที่สุดเวลานี้ ต้องอาศัยช่องข่าวเฟซบุ๊กไปพลางๆ ก่อนเช่นกัน

เสกสรรค์ กิตติทวีสิน