หน้าแรก บทความ วิถีแห่งกลยุท...

วิถีแห่งกลยุทธ์ : เส้นทาง แห่งตน เส้นทาง ที่นึก ไม่ถึง อย่าให้ ใคร‘รู้’

26.10.23 | 12:31 น.
วิถีแห่งกลยุทธ์ : เส้นทาง แห่งตน เส้นทาง ที่นึก ไม่ถึง อย่าให้ ใคร‘รู้’

เป็นเรื่องอันเกิดขึ้นในยุคราชวงศ์เหนือ ใต้
เหลียงอู่หลิงอ๋อง พระนามเดิมเซียวจี้ ได้ครอบครองดินแดนเสฉวน สถาปนาตนเองเป็นประมุขที่เมืองเฉิงตู
นำทัพสู่ตะวันออกเตรียมโจมตีฮ่องเต้เหลียงหยวนตี้
ยึดอำนาจการปกครองของเหลียง
สภาพการณ์เช่นนี้ แคว้นเป่ยเห็นว่าเป็นโอกาสเหมาะให้ฉกฉวย อวี่เหวินท่าย ผู้ครองแคว้นเป่ยเว่ยประเมิน
“การกำจัดสู่ให้ราบคาบ ควบคุมเหลียงไว้ อยู่ที่จังหวะนี้”

แต่บรรดาแม่ทัพนายกองมีความเห็นไม่ตรงกัน อวี่เหวินท่ายจึงมอบภารกิจนี้ให้อวี้ฉือจ่งพร้อมกับสอบถามถึง “แผน”
คำตอบอันมาจากอวี้ฉือจ่งคือ
“แคว้นสู่กับส่วนกลางขาดการติดต่อกับเรามาหลายร้อยปี อาศัยภูเขาสูง เหวลึก จึงไม่กลัวว่าเราจะไปราวี
เห็นควรให้ทัพม้าที่เกรียงไกรตะบึงทั้งคืนเผด็จศึกเสียเลย
ถ้าเส้นทางสะดวกดีก็เร่งเป็นสองเท่า ถ้าเส้นทางอันตรายก็ชะลอทัพค่อยๆ ไป ทำให้อีกฝ่ายคาดไม่ถึง
ฝ่ายเราตรงเข้าโจมตีจุดสำคัญ ข้าศึกต้านทานมิได้แน่”
เมื่อผ่านความเห็นชอบจากเหลียงอู่หลิงอ๋อง อวี้ฉือจ่งก็นำทัพเข้าด่านส่านกวน
ล้อมเมืองเฉิงตูอยู่ 50 วัน
แคว้นสู่ก็แตก

ทุกอย่างดำเนินไปตามบทสรุปแห่ง “พิชัยยุทธ์ซุนวู ฉบับหัวซาน” สำนวนแปลและเรียบเรียงของ ชาญ ธนประกอบ ที่ว่า
การเดินทัพพันลี้มิเหน็ดเหนื่อย เพราะเป็นเส้นทางที่ปลอดข้าศึก
นี่ย่อมเป็นความรอบคอบบนฐานแห่งความรอบรู้ของอวี้ฉือจ่งโดยแท้เพราะการเดินทัพระยะยาวไกลเป็นพันลี้โดยมิเหน็ดเหนื่อย
ก็เพราะล้วนเป็นเขตที่ไม่มีทหารข้าศึกเฝ้าอยู่
ทั้งยังยึดกุมหลักการโดยพื้นฐานอันมาจากความจัดเจนของซุนวูที่ว่า จงอย่า “เดินตามเส้นทางตนเอง ปล่อยให้คนอื่นด่าว่าไปเถอะ”
ต้อง “เดินตามเส้นทางตนเอง ให้ใครก็นึกไม่ถึง และจงอย่าให้ใครรู้”

ทุกอย่างมีรากฐานมาจากของเดิมที่ว่า “พึงตีที่ข้าศึกจำต้องหนุนช่วย และรุกโดยข้าศึกคาดไม่ถึง”
ภายใต้ “คำอธิบาย” ของ “หัวซาน”
“พึงโจมตีในจุดที่ข้าศึกต้องหนุนช่วย” หมายความว่า ข้าศึกจะช่วยก็ไม่ทันการณ์แล้ว
มุ่งโจมตีที่ข้าศึกช่วยไม่ทัน
“รุกโดยข้าศึกคาดไม่ถึง” หมายถึงเร่งตีไปในทางที่ข้าศึกนึกไม่ถึง ซึ่งโจโฉอธิบายว่า
“ทำให้ข้าศึกจะไป หรือมาช่วยก็ไม่ทันการณ์”
เรามักกล่าวกันว่า “เดินตามเส้นทางของตนเอง ให้คนอื่นด่าว่าไปเถอะ” ในมุมมองของ “พิชัยยุทธ์ซุนวู” แล้ว
นี่มิใช่วิธีที่เลอเลิศที่สุด
ที่ยอดเยี่ยมที่สุด คือ “เดินตามเส้นทางของตนเอง ให้ใครก็นึกไม่ถึง และจงอย่าให้ใครรู้”
ปมเงื่อนอยู่ที่ให้ใครก็ “นึกไม่ถึง”
ปมเงื่อนที่สำคัญและซับซ้อนมากยิ่งกว่ายังอยู่ที่ “จงอย่าให้ใครรู้”

ความน่าสนใจก็คือใน “พิชัยยุทธ์ซุนวู ฉบับหัวซาน” มิได้มีเพียงตัวอย่างการศึกของอวี้ฉือจ่งในยุคราชวงศ์เหนือใต้เท่านั้น
หากมีอีกตัวอย่างจากพงศาวดาร “สามก๊ก”
นั่นคือ สงครามทำลายจ๊กก๊กของจงโฮย (จงฮุ่ย) กับเตงงาย (เติ้งอ้าย)
เตงงายช่วงชิงโอกาสขณะที่ทัพของเกียงอุย (เจียงเหวย) ถูกจงโฮยสกัดไว้ที่เจี้ยนเอ๋อ
รีบนำทัพจากยินผิงเลียบเส้นทางจิ่งกู่ไปทางตะวันออก
แล้วหักเข้าทางใต้ โผล่ออกมาตอนใต้ห่างจากเจี้ยนเก๋อกว่า 200 ลี้ เตงงายนำทัพปีนป่ายตามทางสายน้อย
เจาะภูเขานำทาง ทำสะพานแขวน
แล้วลำเลียงพลเรียงเดี่ยวมุ่งหน้าไป ข้ามหุบเหวอันตรายร่วม 700 ลี้ ราวเข้าแดนไร้ผู้คน
ระหว่างทางการลำเลียงเสบียงติดขัดมาก
เพราะเส้นทางทุรกันดาร อันตราย พอกองทัพเข้าภูเขาหม่าเก๋อทางขาด เดินหน้าถอยหลังไม่ได้
เตงงายทำตัวเป็นตัวอย่าง ใช้ผ้านวมพันกาย กลิ้งลงจากภูเขา
สุดท้ายจึงนำทัพจนถึงเจียวโหยวโดยข้าศึกไม่คาดคิด บีบให้ม้าเหมี่ยว (หม่าเหมี่ยว) ที่รักษาเจียวโหยวยอมแพ้ ฆ่าตลอดทางจนถึงเมืองเซิงโต๋ (เฉิงตู)
พระเจ้าเล่าเสี้ยนจึงยอมแพ้
การจึงมิได้มีเพียง จงอย่า “เดินตามเส้นทางตนเอง ปล่อยให้คนอื่นด่าว่าไปเถอะ” ต้อง
“เดินตามเส้นทางตนเอง ให้ใครก็นึกไม่ถึง และจงอย่าให้ใครรู้”
หากแต่ขึ้นกับ “พึงตีที่ข้าศึกจำต้องหนุนช่วย”
หากแต่ขึ้นกับ “รุกโดยข้าศึกคาดไม่ถึง”
ปัจจัยอย่างมีนัยสำคัญอันเป็นพื้นฐานนำไปสู่ภาวะคาดไม่ถึงจึงอยู่ที่การเดินทัพพันลี้มิเหน็ดเหนื่อยเพราะเป็นเส้นทางที่ปลอดข้าศึก
แต่เมื่อผ่านจากกรณีอวี้ฉือจ่งไปยังกรณีของเตงงายก็เพิ่มความสลับซับซ้อน
เป็นความสลับซับซ้อนจากยุทธภูมิที่ยากลำบาก จำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ที่ยืนหยุ่นและพลิกแพลง
ยอมรับเถิดว่าเส้นทางเดินทัพของเตงงายเหนือความคาดคิด

Advertisement

บนเส้นทางหลายร้อยลี้นั้นมิได้ราบรื่นเหมือนทัพของอวี้ฉือจ่งที่สามารถทะลวงเข้าไปได้โดยราบรื่น
ตรงกันข้าม เป็นเส้นทางสายน้อย
เจาะภูเขานำทาง ทำสะพานแขวนแล้วลำเลียงพลเรียงเดี่ยวมุ่งหน้าไป ข้ามหุบเหวอันตรายร่วม 700 ลี้
ราวเข้าแดนไร้ผู้คน
ในห้วงแห่งการลำเลียงเสบียงก็ติดขัดเนื่องจากอยู่บนเส้นทางทุรกันดารและอันตราย
เตงงายจำเป็นต้องเลือกโดยเอาตัวเองพันด้วยผ้านวมแล้วกลิ้งลงจากภูเขา
เป็นไปตามอนุศาสน์ “พึงโจมตีในจุดที่ข้าศึกต้องตั้งรับ รุกในที่ที่ข้าศึกตั้งรับมิได้”

ทุกอย่างดำเนินไปอย่างที่ “หลู่ซิ่น” เคยกล่าวนั่นก็คือ ก่อนนี้ไม่มี “ทาง” แต่เมื่อคนย่ำสองเท้าลงไป
“ทาง” ก็ “เกิด”
ไม่ว่า “หนทาง” ในยุคของเหลาจื่อ ไม่ว่า “หนทาง” ในยุคของ “เตงงาย” ไม่ว่า “หนทาง” ในยุคของหลู่ซิ่น
เกิดจากที่ “ไม่มี” กลายเป็น “มี”
การที่อีกฝ่ายคิดว่า “ไม่มี” แต่เมื่อเป็นการคิดว่า “ไม่มี” บนฐานแห่งการ “มี” จึงถือว่ายอดเยี่ยม
ยอดเยี่ยมในการกุม “ความลับ” จนก่อให้ “คาดไม่ถึง”