กมธ.วิสามัญพิจารณาผลประโยชน์ การมี กม.ควบคุม กำกับ บุหรี่ไฟฟ้า
ในการอภิปรายของสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2566 เพื่อพิจารณาแต่งตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาผลประโยชน์ของการมีกฎหมายควบคุม กำกับ บุหรี่ไฟฟ้า มีประเด็นที่สำคัญและน่าสนใจหลายประเด็น ประเด็นแรกคือแก้ไขกฎหมายให้มีความเหมาะสมกับบริบทสังคมไทยในปัจจุบัน โดยสามารถนำเข้า ผลิต และครอบครองได้อย่างถูกกฎหมาย
ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้า/บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ เป็นสินค้าห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักรตามประกาศของกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ.2557 ซึ่งมีผู้เรียกร้องให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ถูกกฎหมาย โดยอ้างว่ามีความปลอดภัยกว่าบุหรี่มวน ประเด็นความปลอดภัยของบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าปลอดภัยกว่าบุหรี่มวนจริงหรือไม่ เนื่องจากมีงานวิจัยเกี่ยวกับบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มมากขึ้นที่บ่งชี้ว่ามีสารอันตรายหลายอย่างที่ไม่พบในบุหรี่มวน เช่น แคดเมียม ตะกั่ว เซเลเนียม โครเมียม ฯลฯ ซึ่งเป็นโลหะหนักและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ นอกจากนี้ ยังมีสารฟอร์มาลดีไฮด์ โพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน โพรไพลีน
ไกลคอล ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง และสารอันตรายอื่นๆ อีกมากมายกว่า 100 ชนิด ดังนั้น การอ้างว่าบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยกว่าบุหรี่มวนไม่น่าจะเป็นความจริงจากหลักฐานการวิจัย
การที่อ้างว่าบุหรี่ไฟฟ้า/บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ ปลอดภัยกว่าบุหรี่มวน เริ่มมาจากการที่อุตสาหกรรมยาสูบข้ามชาติอ้างว่าบุหรี่ไฟฟ้า ไม่มีการเผาไหม้จึงมีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวน ซึ่งในระยะแรกที่มีผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าเข้าสู่ตลาดผู้บริโภค ยังไม่มีการวิจัยที่ยืนยันถึงความปลอดภัยเพราะการวิจัยต้องใช้ระยะเวลา รายงานเชิงสืบสวนของสำนักข่าวรอยเตอร์ส (https://www.reuters.com/investigates/special-report/tobacco-iqos-science/) เปิดโปงโครงการวิจัยผู้ผลิตบุหรี่ไฟฟ้าประเภทให้ความร้อน (heat-not-burn) ของอุตสาหกรรมยาสูบข้ามชาติ ซึ่งดำเนินการวิจัยทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น แต่ไม่ประสบความสำเร็จในการพิสูจน์ว่าผลิตภัณฑ์ประเภทให้ความร้อนมีความปลอดภัยกว่าบุหรี่มวน
ในการขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของประเทศสหรัฐอเมริกา บริษัทยาสูบข้ามชาติถูกบังคับ “ไม่ให้หลอกลวงผู้บริโภคว่าผลิตภัณฑ์บุหรี่ประเภทให้ความร้อนมีอันตรายน้อยกว่าผลิตภัณฑ์ยาสูบอื่นๆ” จึงต้องยอมรับต่อ อย.สหรัฐอเมริกา ว่า “ผลิตภัณฑ์ประเภทให้ความร้อนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และยังไม่มีหลักฐานว่าการเปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทให้ความร้อน ลดความเสี่ยงจากโรคที่มีสาเหตุจากการสูบบุหรี่มวนได้”
เนื่องจากอัตราการสูบบุหรี่มวนทั่วโลกลดลงอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ.2551 ก่อนที่บุหรี่ไฟฟ้าจะเข้ามาสู่ตลาดในปี พ.ศ.2555 Euromonitor ซึ่งเป็นองค์กรระดับนานาชาติในการวิเคราะห์การตลาดระดับโลก บ่งชี้ว่า การที่อุตสาหกรรมยาสูบข้ามชาติผลิตบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ ไม่ใช่เพื่อสุขภาพของผู้สูบบุหรี่ แต่เพื่อผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ของธุรกิจยาสูบเท่านั้น ทั้งนี้ อุตสาหกรรมยาสูบข้ามชาติ ยังไม่เลิกผลิตบุหรี่มวนซึ่งเป้นอันตรายต่อสุขภาพเพราะ “ประเทศใดที่มาตรการควบคุมยาสูบอ่อนแอ เราจะส่งบุหรี่มวนไปขาย แต่ประเทศใดที่มีมาตรการควบคุมยาสูบเข้มงวด เราจะส่งบุหรี่ไฟฟ้าไปขาย”
เมื่อฝ่ายที่สนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้ามักจะอ้างว่าต้องการให้ผู้ที่ยังไม่สามารถเลิกบุหรี่มวนได้ มีทางเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยกว่าบุหรี่มวน ดังนั้น แนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศไทยคือ ให้ขายบุหรี่ไฟฟ้าได้ในร้านขายยาเท่านั้น โดยต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของแพทย์ และต้องมีใบสั่งจากแพทย์ในการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อเลิกสูบบุหรี่มวนเท่านั้น แนวทางนี้ ประเทศออสเตรเลียเริ่มนโยบายห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า ยกเว้นเพื่อใช้ในการเลิกสูบบุหรี่มวนเท่านั้น และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของแพทย์ เนื่องจากการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กและเยาวชนซึ่งไม่เคยสูบบุหรี่มวนมาก่อน
สำหรับประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข มีหน้าที่ควบคุม กำกับ ดูแลผลิตภัณฑ์ที่มีนิโคตินทุกชนิด เพื่อช่วยในการเลิกสูบบุหรี่ เช่น หมากฝรั่งนิโคติน แผ่นแปะนิโคติน เป็นต้น ดังนั้น ผลิตภัณฑ์บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิดที่มีสารนิโคติน จะต้องยื่นขอการรับรองจาก อย. ว่าปลอดภัยกว่าบุหรี่มวนหรือไม่ และช่วยเลิกสูบบุหรี่มวนได้หรือไม่ ซึ่งยังไม่มีผู้ผลิตบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์รายใดสามารถพิสูจน์ได้เช่นนั้น
ดังนั้น คำกล่าวอ้างว่าบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยกว่าบุหรี่มวน เป็นการกล่าวอ้างที่เลื่อนลอย ไม่มีหลักฐานการวิจัยรองรับ สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริการะบุว่า บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มความเสี่ยงของโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด 1.8 เท่า บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ร้อยละ 49 และบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหอบหืด ร้อยละ 39 นอกจากนี้ ควันบุหรี่ไฟฟ้า ทั้งมือหนึ่งและมือสอง มีผลต่อพัฒนาการทางสมองของทารกในครรภ์ ทำให้เกิดความผิดปกติของระบบประสาท เป็นโรคสมาธิสั้น น้ำหนักแรกเกิดน้อย และมีผลต่อสมองที่กำลังพัฒนา
ไอระเหยของบุหรี่ไฟฟ้ามีผลกระทบต่อผู้คนที่อยู่รอบข้าง รวมทั้งสารเคมีที่ตกค้างจากไอระเหยของบุหรี่ไฟฟ้า (ผู้สูบมือสาม-thirdhand smoke) มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ทำการศึกษาวิเคราะห์สารปรุงแต่งกลิ่นและรสชาติที่ใช้ในบุหรี่ไฟฟ้า พบว่าส่วนใหญ่เป็นสาร diacetyl ซึ่งเป็นสารที่ก่อความระคายเคืองต่อเยื่อบุในร่างกาย สารปรุงแต่งกลิ่นและรสเนย
สังเคราะห์เป็นสาเหตุที่ทำให้ปอดเกิดการอักเสบเรื้อรัง ทำให้ทางเดินหายใจเป็นแผลและตีบแคบถาวร ส่วนสาร cinnamaldehyde ที่ทำให้เกิดรสสตรอเบอรี่และรสอื่นๆ เป็นสารก่อมะเร็ง การปรุงแต่งกลิ่น และรสชาติของบุหรี่ไฟฟ้า เป็นการเพิ่มสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมากขึ้น ดังนั้น จึงไม่ควรอนุญาตให้นำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าที่มีรสชาติและกลิ่นต่างๆ สู่ตลาดในประเทศไทย
ประเด็นความเป็นไปได้สำหรับประเทศไทยในการผลิตบุหรี่ไฟฟ้านั้น เป็นเทคโนโลยีซึ่งการยาสูบแห่งประเทศไทยไม่มีศักยภาพ และต้องลงทุนสูง ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นที่จะให้การยาสูบฯลงทุนผลิตบุหรี่ไฟฟ้า เนื่องจากชาวไร่ยาสูบจะไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ เพราะบุหรี่ไฟฟ้าใช้นิโคตินสังเคราะห์ ซึ่งมีความเป็นด่างน้อยกว่านิโคตินธรรมชาติในใบยาสูบ และนิโคตินสังเคราะห์ สามารถปรับรส กลิ่น ได้ง่ายกว่านิโคตินธรรมชาติ ดังนั้น หากมีการผลิตบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยจะทำให้มีการเสพติดในกลุ่มเด็ก และเยาวชนเพิ่มขึ้น รัฐจึงไม่ควรอนุญาตให้ขายบุหรี่ไฟฟ้าที่มีรสชาติและกลิ่นที่หลากหลาย ควรอนุญาตให้ขายได้เฉพาะรสชาตินิโคตินเท่านั้น ในการเลิกสูบบุหรี่มวนภายใต้การดูแลรักษาของแพทย์ รัฐบาลไทยต้องไม่อนุญาตให้นำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าที่มีกลิ่น รส ต่างๆ
หากบุหรี่ไฟฟ้าได้รับอนุญาตให้ขายได้เฉพาะในร้านขายยา และผู้ซื้อต้องมีใบสั่งจากแพทย์เพื่อใช้เลิกสูบบุหรี่มวนเท่านั้น การกำหนดอายุขั้นต่ำเป็นแนวทางสำคัญแต่อาจไม่ใช่แนวทางเดียวที่จะป้องกันการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าโดยเด็กและเยาวชน กรณีศึกษาจากต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา ไอร์แลนด์ เยอรมนี ฝรั่งเศส ต่างทบทวนนโยบายและห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าที่ดึงดูดเด็กและเยาวชน เนื่องจากเกิดการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กประถมและมัธยมในประเทศเหล่านั้น ซึ่งอนุญาตให้ขายบุหรี่ไฟฟ้าได้ถูกต้องตามกฎหมายแต่ห้ามขายให้แก่ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี
ดังนั้น การป้องกันการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าใน “ตลาดมืด” จำเป็นต้องมีแนวทางอื่นประกอบ จึงจะมีประสิทธิผล อุตสาหกรรมยาสูบข้ามชาติมีพฤติกรรมองค์กรเป็น “อาชญากรข้ามชาติ” ดังนั้น แนวทางที่ควรจะต้องพิจารณาคือ การเข้าร่วมในพิธีสารเพื่อขจัดการค้าผลิตภัณฑ์ยาสูบผิดกฎหมาย ขององค์การอนามัยโลก ซึ่งประเทศไทยมีคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนแนวทางนี้โดยมีหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต (กระทรวงการคลัง) สำนักอัยการสูงสุด กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ฯลฯ ร่วมอยู่ในคณะทำงาน
การพิจารณาด้านเศรษฐกิจ รายได้จากอุตสาหกรรมการผลิตบุหรี่ไฟฟ้า และค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพสำหรับผู้ที่เสพติดรวมไปถึงการสูญเสียรายได้ของกรมสรรพสามิตและการจัดเก็บภาษีที่ถูกต้องและเป็นธรรม
รัฐจะไม่สามารถได้ภาษีเพิ่มเติมจากที่เป็นอยู่ เนื่องจากบริษัทยาสูบข้ามชาติจะขอให้รัฐเก็บภาษีบุหรี่ไฟฟ้าในอัตราที่ต่ำกว่าภาษีบุหรี่มวน โดยอ้างว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยกว่าบุหรี่มวน (ทั้งๆ ที่ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้) นี่เป็นกลยุทธ์และเล่ห์กลของอุตสาหกรรมยาสูบข้ามชาติ
หากเก็บภาษีบุหรี่ไฟฟ้าในอัตราที่เท่ากับบุหรี่มวน ผู้สูบบุหรี่มวน 1 คน เมื่อเปลี่ยนไปสูบบุหรี่ไฟฟ้า รัฐจะได้ภาษีเท่าเดิม เว้นแต่ว่าผู้สูบบุหรี่มวนเปลี่ยนไปสูบบุหรี่ไฟฟ้าและยังสูบบุหรี่มวนด้วย รัฐจึงจะได้ทั้งภาษีจากยาสูบและภาษีจากบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเพราะผู้สูบ สูบทั้งบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเท่ากับเป็นการพิสูจน์ว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่สามารถช่วยในการเลิกสูบบุหรี่มวนได้
ส่วนภาษีที่คาดว่าจะได้จากลุ่มเด็กและเยาวชน หากบุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมายนั้น ต้องไม่ลืมว่ามีกฎหมายห้ามขายผลิตภัณฑ์ยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้าแก่ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 21 ปี และต้องไม่ลืมว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่สินค้าปกติที่จะมีขายในร้านสะดวกซื้อทั่วไป แต่รัฐจะอนุญาตให้ขายได้เฉพาะในร้านขายยา และอยู่ภายใต้ใบสั่งของแพทย์เพื่อการเลิกสูบบุหรี่เท่านั้น ดังนั้น รัฐจะไม่ได้ภาษีเพิ่มขึ้นจากกลุ่มเด็กและเยาวชน
กรณีศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา งานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย ที่ซานฟรานซิสโก (Tobacco Control 2556) พบว่ารัฐเก็บภาษีบุหรี่ไฟฟ้าได้ปีละ 300 ล้านบาท แต่รัฐต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าอายุ 18 ปีขึ้นไป มากถึงปีละกว่า 5 แสนล้านบาท ซึ่งไม่คุ้มกับภาษีที่ได้ นอกจากนี้ พบว่าผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้ามีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น 7 หมื่นบาทต่อคน ดังนั้น หากอนุญาตให้ขายบุหรี่ไฟฟ้าได้ในประเทศไทย รัฐควรจะต้องดำเนินการจัดตั้งกองทุนเยียวยา โดยให้อุตสาหกรรมยาสูบข้ามชาติเป็นผู้จ่ายเงินเข้ากองทุนแต่ผู้เดียว
สำหรับค่าใช้จ่ายต่อสุขภาพในระยะยาว ซึ่งยังไม่มีใครทราบถึงผลกระทบ จึงต้องพิจารณาจัดตั้งกองทุนเยียวยาสำหรับผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าในระยะยาว โดยให้ผู้ผลิตบุหรี่ไฟฟ้าเป็นผู้จ่ายเงินเข้ากองทุนทั้งหมด 100% โดยใช้หลักการ “ผู้ก่อความเสียหาย ต้องเป็นผู้ชดใช้”
คณะกรรมาธิการวิสามัญฯมีหน้าที่ต้องปกป้องนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพของประชาชนเป็นหลัก ไม่ควรทำตัวเป็น “กระบอกเสียง” ให้อุตสาหกรรมยาสูบข้ามชาติ ในการขับเคลื่อนให้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์เป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกกฎหมาย

