เรื่องของคนต่างด้าวในอเมริกาใน 2 ตอนที่แล้วเป็นต่างด้าวที่ถูกกฎหมาย วันนี้เป็นเรื่องคนต่างด้าวผิดกฎหมาย หรือผู้หลบหนีเข้าเมือง หรือที่เรียกอย่างสุภาพหน่อย คือ ผู้เข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต (Unauthorized immigrants)
คนต่างด้าวผิดกฎหมายในอเมริกาปัจจุบันมีจำนวน 11.4 ล้านคน (ร้อยละ 23 ของคนต่างด้าวในอเมริกา 51 ล้านคน) ซึ่งเป็นจำนวนที่ค่อนข้างทรงตัวหลังจากเพิ่มขึ้นมากเมื่อช่วง 20 กว่าปีก่อน แต่มีข้อสังเกตว่าจำนวนผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายที่ถูกจับกุมและถูกตำรวจตระเวนชายแดนสหรัฐขับไล่ออกไปเพิ่มขึ้นมากในช่วง 2-3
ปีที่ผ่านมา โดยปี 2565 มีจำนวนถึง 2.2 ล้านคน ชี้ให้เห็นว่าแนวโน้มคนเข้าเมืองผิดกฎหมายอาจเพิ่มขึ้นอีกโดยส่วนใหญ่มาจากลาตินอเมริกาผ่านทางเม็กซิโก
คนต่างด้าวผิดกฎหมายประกอบด้วยกลุ่มใหญ่ๆ 4 กลุ่มคือ ผู้ไม่มีสถานะที่ชอบด้วยกฎหมาย (No lawful status) ร้อยละ 19 ผู้แสวงที่ลี้ภัย (Asylees) ร้อยละ 2 TPS ร้อยละ 1 และ DACA ร้อยละ 1
TPS (Temporary Protected Status) เป็นผู้ลี้ภัยที่ได้รับการผ่อนผันตามกฎหมายเนื่องจากในประเทศต้นทางมีปัญหาการสู้รบ ภัยธรรมชาติ และอื่นๆ โดยผู้ได้ TPS ไม่ต้องถูกบังคับให้ออกจากอเมริกาหรือถูกจับกุม สามารถรับใบอนุญาตทำงานและอาจได้รับอนุญาตเดินทางเป็นกรณีไป แต่การได้รับ TPS ไม่ถือเป็นเงื่อนไขของการขอพำนักอาศัยถาวรหรือสถานะการเข้าเมืองประเภทอื่น TPS จะได้รับความคุ้มครองเป็นระยะเวลา 6-18 เดือน TPS เริ่มในปี 2533 จากเอลซัลวาดอร์และต่อมาเพิ่มเป็น 20 กว่าประเทศ และปี 2564 ได้เพิ่มเมียนมา เวเนซุเอลา เฮติ และฮ่องกง ปี 2565 เพิ่มอัฟกานิสถาน แคเมอรูน เอธิโอเปีย และยูเครน รวมแล้วปี 2565 อเมริกามี TPS 5.4 แสนคน จาก 16 ประเทศที่ได้รับสิทธิล่าสุด
DACA (Deferred Action for Childhood Arrivals) เป็นผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายตั้งแต่เด็กและได้รับการผ่อนผันให้อยู่ต่อตามโครงการคุ้มครองผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายที่เข้ามาอเมริกาตั้งแต่เด็ก โดยต้องเข้าอเมริกาก่อนอายุ 16 ปี และอยู่มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 15 มิถุนายน 2550 ต้องมีอายุระหว่าง 15-31 ปีในปี 2555 ไม่เคยต้องโทษ หรือมีความประพฤติเสียหาย ต้องถูกตรวจสอบประวัติอาชญากรรม และต้องเป็นนักศึกษาอยู่ หรือเรียนจบแล้วเท่านั้น จึงจะสมัครได้ ผู้ผ่านการตรวจสอบจะได้รับการคุ้มครองจากโครงการสองปี และสามารถต่ออายุได้เมื่อครบกำหนดโดยเสียค่าธรรมเนียมครั้งละ 1.8 หมื่นบาท (1 US$= 36 บาท) DACA สามารถเดินทางออกนอกประเทศเฉพาะกรณีการทำงาน แต่ไม่ใช่การพักผ่อน หรือเยี่ยมญาติ การขออนุญาตเดินทางไปต่างประเทศต้องเสียค่าธรรมเนียมครั้งละ 2.1 หมื่นบาท DACA สามารถเปิดเผยตัวตนและขอใบขับขี่รถยนต์ เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยและสามารถทำงานได้อย่างถูกกฎหมายตลอดจนสามารถเสียภาษีอย่างถูกต้อง แต่ไม่ได้สถานะพลเมืองอเมริกัน หรือผู้พำนักถาวร
ผู้แสวงที่ลี้ภัย (Asylees) หมายถึงกลุ่มคนที่เดินทางออกจากประเทศของตนเนื่องจากสงคราม ความรุนแรง การประหัตประหาร หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงอื่นๆ (เช่น เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา หรือความคิดเห็นทางการเมือง) และไม่สามารถกลับไปยังบ้านเกิดได้ เพราะหวาดหวั่นต่อภยันตรายดังกล่าว ในกรณีของอเมริกาผู้แสวงที่ลี้ภัยต่างกับผู้ลี้ภัย (Refugees) ตรงที่การแสดงตัวขณะที่ขอลี้ภัย ถ้าขณะที่ขอลี้ภัย ผู้ขออยู่ในอเมริกา หรือมาถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองแล้วจะถือเป็นผู้แสวงที่ลี้ภัย แต่ถ้าตอนขอลี้ภัยผู้ขอยังไม่ได้เข้าอเมริกาจะนับว่าผู้นั้นเป็นผู้ลี้ภัย
ผู้แสวงที่ลี้ภัยในอเมริกาแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่สมัครใจขอลี้ภัยแต่แรก หรือก่อนถูกจับ (affirmative asylees) และผู้ที่จำใจขอลี้ภัยหลังถูกจับว่าเข้าเมืองผิดกฎหมาย (defensive asylees)
ในปี 2565 มีผู้แสวงที่ลี้ภัยแบบสมัครใจ 2 แสนคน และแบบจำใจ 2.3 แสนคน ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 200 เมื่อเทียบกับปี 2564 และเป็นจำนวนมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2560 โดยผู้แสวงที่ลี้ภัยแบบสมัครใจได้รับอนุมัติร้อยละ 34 และแบบจำใจได้รับอนุมัติร้อยละ 47
ผู้ไม่มีสถานะที่ชอบด้วยกฎหมาย หมายถึง ผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายที่ไม่ได้สิทธิผ่อนผันอย่าง TPS DACA หรือผู้แสวงที่ลี้ภัย กลุ่มนี้มีจำนวน 9.5 ล้านคน (ร้อยละ 83 ของคนต่างด้าวผิดกฎหมาย) กลุ่มนี้จึงยังเป็นปัญหาสำหรับอเมริกา เพราะแม้จะผิดกฎหมายแต่ยังมีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจอเมริกาอยู่พอสมควร โดยเป็นทั้งแรงงานราคาถูกและเป็นผู้เสียภาษีให้แก่รัฐจำนวนไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้ก่อปัญหาสังคมมาก และไม่ได้รับสวัสดิการใดๆ จากรัฐ ขณะที่การจับกุมและลงโทษผู้กระทำผิดก็มีค่าใช้จ่ายสูง (มากกว่าปีละ 2.3 หมื่นล้านบาทในช่วง 2548-2558 รวมทั้งต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรบุคคลในการบริหารจัดการจำนวนมาก)
คนต่างด้าวผิดกฎหมายร้อยละ 67 หรือ 7.4 ล้านคน มาจากเม็กซิโก และอเมริกากลาง ร้อยละ 15 (2 ล้านคน) มาจากเอเชีย ร้อยละ 8 (9 แสนคน) มาจากอเมริกาใต้ ร้อยละ 4 (4.5 แสนคน) มาจากยุโรป แคนาดา และกลุ่มประเทศในมหาสมุทรแปซิฟิก ร้อยละ 3 (3.3 แสนคน) จากแคริบเบียน และร้อยละ 3 (3 แสนคน) จากแอฟริกา
ปี 2562 คนต่างด้าวผิดกฎหมายเกือบครึ่งอยู่ใน 3 รัฐ คือ แคลิฟอร์เนีย (ร้อยละ 25) เท็กซัส (ร้อยละ 16) และนิวยอร์ก (ร้อยละ 8) ส่วนเมืองที่ชอบไปอยู่กัน 5 อันดับแรก คือ ลอสแอนเจลิส แฮริส ดัลลัส คุ้ค และ โอเรนจ์ ซึ่งทั้ง 5 เมืองนี้มีคนต่างด้าวผิดกฎหมายรวมกันร้อยละ 20 ของคนต่างด้าวผิดกฎหมาย
การเข้าเมืองผิดกฎหมายในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มี 2 กรณีสำคัญ คือ วีซ่าหมดอายุกับการลอบเข้าเมือง หรือการเข้าเมืองโดยไม่ผ่านการตรวจสอบ
ปี 2565 มีผู้วีซ่าหมดอายุ 8.5 แสนคน คิดเป็นร้อยละ 3.7 จากผู้ที่ได้รับวีซ่าชั่วคราวจำนวน 23 ล้านคน ซึ่งนับว่าสูงมากกว่าในอดีต ในจำนวนนี้มาจากผู้ที่เข้าเมืองตามโครงการฟรีวีซ่า (Visa Waiver Program) 1 แสนคน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสเปน
สำหรับการลอบเข้าเมืองในปี 2563 มีเพียง 4.8 หมื่นคน จากจำนวนที่เคยมีถึง 9.5 แสนคน ในปี 2543 ซึ่งลดลงเหลือ 2 แสนคน ในปี 2559 การลดลงของการลอบเข้าเมืองอาจเนื่องจาก หนึ่ง การเข้าเมืองผิดกฎหมายรัฐบาลอเมริกันถือเป็นคดีอาญาเป็นอาชญากรรม ซึ่งมีโทษร้ายแรงกว่ากรณีวีซ่าหมดอายุ ซึ่งเป็นคดีแพ่งที่แค่ขึ้นศาลตรวจคนเข้าเมืองและเสียค่าปรับ สอง ในช่วงการระบาดของโควิด-19 รัฐบาลอเมริกันห้ามคนเดินทางเข้าประเทศ สาม ตั้งแต่มีนาคม 2563 รัฐบาลอเมริกันผลักดันขับไล่ผู้ลอบเข้าเมืองออกไปทันทีโดยไม่ส่งดำเนินคดี และสี่ ผู้ที่วีซ่าหมดอายุมักมีการศึกษาและฐานะการเงินดีกว่าผู้ลอบเข้าเมือง ทั้งหมดนี้อาจเป็นสาเหตุให้ตั้งแต่ปี 2551 จำนวนผู้ต้องโทษลอบเข้าเมืองต่ำกว่าผู้ต้องโทษคดีวีซ่าหมดอายุ
ในแง่ของการทำงาน คนต่างด้าวผิดกฎหมายไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานรับจ้าง แต่คนกลุ่มนี้ก็ทำงานอยู่จำนวนมาก (7.8 ล้านคนในปี 2564) โดยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 75) ทำงานประเภท 3 D คือ สกปรก อันตราย หรือยากลำบาก โดยได้รับค่าจ้างต่ำกว่าเส้นความยากจนของรัฐบาลกลาง ร้อยละ 70 ของแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายไม่มีประกันสุขภาพและไม่สามารถเข้าถึงบริการตรวจและรักษาโควิด-19 ในคราวที่มีการระบาด รวมทั้งไม่ได้รับการคุ้มครองแรงงาน เช่น วันหยุด วันลา การประกันสังคม เงินชดเชย ตลอดจนการคุ้มครองทางสังคมอื่นๆ จากรัฐบาลกลาง นอกจากนั้นแล้ว แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายไม่สามารถจะยื่นขอคืนภาษีจากรัฐบาลกลาง ถ้าไม่มีหมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (Social security number: SSN) ยกเว้นกลุ่ม DACA TPS และผู้ขอลี้ภัย
กฎหมายอเมริกากำหนดว่าคนต่างด้าวผิดกฎหมายในอเมริกาที่ทำงานมีรายได้ต้องเสียภาษีและต้องยื่นขอคืนภาษีแต่คนต่างด้าวผิดกฎหมายกลับไม่มีสิทธิได้รับเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (นอกจาก 3 กลุ่มที่ได้รับการยกเว้นดังกล่าวแล้ว)
ทางออกหนึ่ง คือ การขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีรายบุคคลสำหรับคนต่างชาติ (Individual Taxpayer Identification Number : ITIN) ตอนยื่นขอคืนภาษีกับสรรพากร โดยกรอกข้อมูล เช่น ชื่อ นามสกุล วันเกิด ที่อยู่ และหลักฐานคนต่างชาติ (เช่น พาสปอร์ต บัตรประชาชน ซึ่งไม่เกี่ยวกับสถานะการเข้าเมือง) ซึ่งข้อมูลที่กรอกนั้นอเมริกามีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่สรรพากรไม่สามารถส่งให้กระทรวงความมั่นคงฯ หรือสำนักตรวจคนเข้าเมืองได้ ค่าขอ ITIN ครั้งละ 3 หมื่นบาท
อีกวิธีคือ การใช้ SSN ปลอม หรือ SSN ของผู้อื่นหรือ SSN เก่าของตนที่หมดอายุแล้ว ซึ่งตามกฎหมาย นายจ้างจะต้องแจ้งทางการว่าลูกจ้างได้รับอนุญาตให้ทำงานอย่างถูกต้อง โดยลูกจ้างต้องแสดง SSN และใบอนุญาตให้ทำงาน แต่นายจ้างไม่มีหน้าที่ต้องรับรองข้อมูลของลูกจ้างกับทางการ รวมทั้งกฎหมายก็ไม่อนุญาตให้นายจ้างเรียกร้องหลักฐานอื่นมากกว่าที่ลูกจ้างยื่น หากสำนักงานประกันสังคมตรวจพบว่าหลักฐานของลูกจ้างที่ส่งไปไม่ตรงกับประวัติการเสียภาษีของลูกจ้าง สำนักงาน อาจแจ้งให้นายจ้างทราบ แต่ไม่มีอำนาจลงโทษแต่ประการใด ขณะที่สรรพากรมีอำนาจลงโทษ แต่ก็ไม่ค่อยมีการสอบสวนนายจ้างอาจเพราะค่าปรับค่อนข้างต่ำ
คนต่างด้าวผิดกฎหมายไม่มีสิทธิรับสวัสดิการใดๆ จากรัฐบาล อาทิ บำนาญชราภาพ ประกันการว่างงาน ประกันสุขภาพ ความพิการ เงินกู้เพื่อการศึกษา สวัสดิการ ฯลฯ แต่แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายไม่น้อยก็อยากจะเสียภาษีเนื่องจากไม่อยากทำผิดและมีความหวังว่าวันหนึ่งจะได้รับกรีนการ์ดบ้าง เนื่องจากกฎหมายอเมริกันมีการให้สิทธิการเข้าเมืองโดยดูจากความประพฤติ หรือการชำระภาษีด้วย
เรื่องของคนต่างด้าวในอเมริกายังมีอีกมาก แต่เกรงจะมากไปสำหรับท่านผู้อ่าน จึงขออภัยที่ต้องพักไว้เพียงเท่านี้ครับ

