หน้าแรก บทความ ภาพเก่าเล่าตำ...

ภาพเก่าเล่าตำนาน : สตอกโฮล์มซินโดรม โดย พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก

13.11.23 | 13:27 น.

สตอกโฮล์มซินโดรม… ความสัมพันธ์จากความเจ็บปวด

เหตุปล้นธนาคารเมื่อปี พ.ศ.2516 ในกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ก่อให้เกิดคำว่า “สตอกโฮล์มซินโดรม” (Stockholm Symdrome) ซึ่งมักถูกนำมาใช้เรียก เมื่อ “เหยื่อหรือตัวประกัน” ที่ถูกลักพาตัว เกิดความรู้สึก “ผูกพัน” หรือ “ความรัก” หรือ “เห็นอกเห็นใจ” ต่อคนร้าย

แม้ว่าจะดูว่า…เป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้ แต่คำว่าStockholm Syndrome มีอยู่จริง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า อาการชื่นชอบหรือผูกพันกับผู้ที่ทำร้ายเขา อาจเป็นกลไกเพื่อปกป้องจิตใจ อาการนี้อาจค่อยๆ เกิดขึ้นตามระยะเวลาที่ถูกลักพาตัวหรือถูกทำร้าย โดยทั้งเหยื่อและผู้ร้ายอาจเกิดความผูกพันหรือเกิดความเห็นใจซึ่งกันและกันจากระยะเวลาที่ได้อยู่ร่วมกัน

23 สิงหาคม พ.ศ.2516 ณ ธนาคารแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน เป็นห้วงเวลาปลายฤดูร้อน

ชายวัย 32 ปี ที่เพิ่งถูกสั่งพักงานจากเรือนจำ ชื่อ แจน-เอริก โอลส์สัน เดินเข้าไปในธนาคาร ควักปืนออกมาจากเสื้อคลุม ยิงปืนรัวๆ ขึ้นเพดานธนาคาร… ซึ่งนำไปสู่ดราม่าตัวประกันนาน 131 ชั่วโมง(ราว 6 วัน)

Advertisement

เจ้าหน้าที่ธนาคารกดปุ่มแจ้งเหตุร้าย เมื่อตำรวจมาถึงคนร้ายเปิดฉากยิง ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บ คนร้ายจับตัว เอ็นมาร์ก (Enmark) พนักงานสาววัย 23 ปี และเพื่อนร่วมงานหญิงอีก 3 คน รวมเป็น 4 คน ไปขังรวมตัวกันในห้องนิรภัย พนักงานที่เหลือหนีออกมาจากธนาคารได้

คนร้าย.. มีปืนพก 2 กระบอก เสื้อกันกระสุน และหมวกกันน็อก

ตำรวจในสตอกโฮล์ม แห่กันมาตรึงกำลัง ปิดล้อมพื้นที่

คนร้ายเรียกร้องเงิน 3 ล้านโครนัวร์ และขอรถเพื่อหลบหนี

เรื่องที่แปลกประหลาดที่มาพร้อมกับการปล้น คือ คนร้ายที่มีตัวประกันหญิง 4 ชีวิตในควบคุม ตะโกนบอกตำรวจให้ไปนำตัวนายคลาร์ก โอลอฟส์สัน(Clark Olofsson) นักโทษที่ติดคุกอยู่และมีประวัติอาชญากรรมโชกโชนมาที่ธนาคาร ให้นำตัวเข้าไปในธนาคาร

ตำรวจไปนำตัวนายโอลอฟส์สันมาตามคำขู่ นายโอลอฟส์สันเข้าไปอยู่กับคนร้ายในธนาคารด้วยกัน

“เราคิดว่ามันจะเป็นเพียงสถานการณ์การจับตัวประกันที่ค่อนข้างปกติเหมือนกับที่เกิดขึ้นในเวลานั้น เหมือนโจรจี้เครื่องบิน ซึ่งมันจะกินเวลาหนึ่งวันหนึ่งคืนเราไม่เคยคิดว่ามันจะดำเนินต่อไปนานขนาดนี้” เบอร์ทิล อีริคสัน วัย 73 ปี อดีตช่างภาพของสำนักข่าว TT ที่ใหญ่ที่สุดของสวีเดนกล่าวภายหลัง

เหตุปล้นธนาคาร…ถูกถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ในสวีเดน

ตำรวจพยายามเกลี้ยกล่อมคนร้ายให้ยอมมอบตัว แม้แต่นายกรัฐมนตรี Olof Palme ก็เข้ามามีส่วนร่วมในการเจรจา ใช้โทรศัพท์เจรจาต่อรองกันไป-มา

ผ่านไปนานพอสมควร มีอยู่ช่วงหนึ่ง เอ็นมาร์ก (ตัวประกัน) บอกกับ นรม.พาลมี (Palme) ทางโทรศัพท์ว่า… “เธอกลัวตำรวจ ไม่ใช่กลัวอาชญากร 2 คน” เธอพูดโทรศัพท์กับตำรวจเพื่อให้เป็นไปตามข้อเรียกร้องของคนร้าย เอ็นมาร์กกล่าวในภายหลังว่า เธอรู้สึกไว้ใจนายโอลอฟส์สัน ซึ่งเธอมองว่า “เป็นผู้ปกป้อง” เธอ

ผ่านไป เป็นวัน และหลายวัน ที่ตรึงกำลังกันอยู่ ตำรวจไม่กล้าบุ่มบ่ามเพราะมีสตรี 4 คน ที่คนร้ายกุมชะตากรรมไว้ มีการส่งอาหาร น้ำ ให้คนร้ายและตัวประกันแบบตรงไป-ตรงมา

เวลาที่ผ่านไปราว 131 ชั่วโมง ที่คนร้าย 2 ตัวประกัน 4 รวมเป็น 6 คน อยู่ด้วยกัน ช่วงแรกน่าจะมีความตึงเครียด …แต่เวลาผ่านไป…ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างผู้กระทำ-ผู้ถูกกระทำ

ในเหตุการณ์นั้น…คนร้ายอาจไม่ได้กระทำย่ำยีอย่างรุนแรงอย่างใดต่อตัวประกันเหล่านั้น สิ่งที่คาดว่าอาจเกิดขึ้นน่าจะเป็นความเข้าใจด้านบวก

ในห้องนิรภัยที่แคบ อึดอัด คนร้ายยอมปล่อยให้ตัวประกันผลัดกันเดินออกมาจากห้องนิรภัยเพื่อผ่อนคลาย นี่คือ มิตรภาพ ที่มีให้กัน

2 คนร้ายยังอนุญาตให้ตัวประกันทั้ง 4 ใช้โทรศัพท์แจ้งที่บ้าน แถมยังช่วยปลอบใจเหล่าตัวประกันผู้หญิง ให้กำลังใจด้วยคำพูด

การเจรจาต่อรอง ดำเนินต่อไป ข้ามวัน ข้ามคืน

28 สิงหาคม 2516 ตำรวจใช้แก๊สน้ำตา บุกเข้าธนาคาร จับกุมโอลส์สันและโอลอฟส์สัน เจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นายได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืนระหว่างการจู่โจม คนร้ายยอมมอบตัว ปล่อยตัวประกัน
ทุกอย่างผ่านไปอย่างเรียบง่าย

อ้าวเฮ้ย… ตัวประกันทั้ง 4 ที่มีอาการเศร้าสร้อยกลับไปโอบกอดร่ำลากับคนร้าย 2 คนด้วยความอาลัย …นี่มันอะไรกัน

คดีเข้าสู่กระบวนการสอบสวน ตำรวจ อัยการ ศาล ต่างประหลาดใจ…

เมื่อคดีถูกสะสาง ตัวประกันที่ถูกจับวันนั้นกลับ “ปฏิเสธ” ในการเป็นพยาน รวมทั้ง “หาเงิน” เพื่อมาสนับสนุนผู้ก่อเหตุอีกด้วย

นับแต่นั้นมา อาการที่เหยื่อเกิดความเห็นใจหรือรู้สึกทางบวกกับผู้ก่อเหตุจึงถูกเรียกกันว่า สตอกโฮล์มซินโดรม โดยเป็นไปได้ว่าความสัมพันธ์ในรูปแบบนี้อาจมีมานาน แต่ไม่ได้มีนิยามหรือการตั้งชื่อเรียกที่ชัดเจน

แนวคิดพื้นฐานของอาการสตอกโฮล์มซินโดรม คือ “ความรู้สึกดี” ที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ภายใต้การกดขี่หรือถูกทำร้าย

ความรุนแรงและการกดขี่เหล่านี้อาจมาในรูปแบบของคำพูด การทำร้ายร่างกาย การล่วงละเมิดทางเพศ หรือการลิดรอนสิทธิบางอย่างในตัวเหยื่อ

เมื่อผู้ที่กดขี่ “แสดงความเห็นใจ” แม้จะเล็กน้อยก็อาจทำให้เหยื่อรู้สึกถึงความดีและเจตนาที่ดีของผู้กระทำจนทำให้เกิดความผูกพันหรือความรักในที่สุด…

หลังเหตุปล้นธนาคารและการทำคดี คำศัพท์นี้ ก็ได้ถูกนำมาใช้ในการเชื่อมโยงกับการจับตัวประกันทั่วโลก

สิงหาคม พ.ศ.2516 เมื่อมีการสอบสวน นักอาชญาวิทยาและจิตแพทย์ชาวสวีเดน นายแพทย์เบเยโรต์ (Nils Bejerot) ซึ่งให้คำแนะนำตำรวจระหว่างการปล้นธนาคารมาตลอด เข้าใจสถานการณ์

ในระหว่างการสอบสวน ที่ต้องเผชิญหน้ากัน ตัวประกันบางคนดูเหมือนจะ “เข้าข้าง” คนจับตัวประกันและ “ต่อต้านตำรวจ”

ปรากฏการณ์ที่คุณหมอเบเยโรต์เรียกว่า “กลุ่มอาการนอร์มาล์มสตอร์ก” ในระดับสากล เรียกว่า อาการสตอกโฮล์ม

(ซูซาน ลูกสาวของนายแพทย์เบเยโรต์ กล่าวว่า พ่อของเธอ ซึ่งเสียชีวิตในปี พ.ศ.2531 ไม่เคยคิดเลยว่าคำนี้จะได้รับความนิยมไปทั่วโลก “เขาไม่เข้าใจว่ามันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้” เธอกล่าว)

ตัวอย่างอื่นๆ ของกลุ่มอาการสตอกโฮล์ม ก็บังเกิดขึ้นอีก

พ.ศ.2517 แพตตี้ เฮิร์สต์ หลานสาววัย 19 ปีของเจ้าสัวหนังสือพิมพ์ผู้มั่งคั่ง ถูกลักพาตัวในสหรัฐอเมริกาโดยกลุ่ม SLA (Symbionese Liberation Army) ซึ่งเป็นกลุ่มปฏิวัติติดอาวุธที่ไม่มีใครรู้จัก

2 เดือนต่อมา เมื่อถูกปล่อยตัวมา แพตตี้ เฮิร์สต์ประกาศความจงรักภักดีต่อ SLA ประณามครอบครัวของเธอ และโพสต์รูปถ่ายโดยถืออาวุธหน้าธง SLA

พ.ศ.2518 เธอถูกจับกุม ถูกตัดสินจำคุก 7 ปี ประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ ประกาศลดโทษให้

พ.ศ.2522 ต่อมาเธอได้รับการอภัยโทษจากประธานาธิบดีบิล คลินตัน

มีคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเฮิร์สต์กับผู้จับกุมเธอ และแนวคิดเกี่ยวกับสตอกโฮล์มซินโดรม

ในอเมริกา… ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายบางคนกล่าวว่า ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นไม่บ่อยนักและสื่อเผยแพร่มากเกินไป แต่คำนี้ยังคงปรากฏอยู่บ่อยครั้งในวัฒนธรรมสมัยนิยม เช่น หนังสือ ภาพยนตร์ และเพลง และได้เข้าสู่พจนานุกรมภาษาอังกฤษในฐานะคำที่ไม่เป็นทางการสำหรับผู้ที่สร้างสายสัมพันธ์ที่ไม่คาดคิดกับผู้อื่นที่ปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างเลวร้าย

เรื่องของสตอกโฮล์มซินโดรม เป็นแรงบันดาลใจให้ไปสร้างภาพยนตร์ เช่น ภาพยนตร์ระทึกขวัญเรื่อง “Labor Day” ในปี พ.ศ.2556 และภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง

แพทย์บอกว่า…ไม่ใช่อาการป่วยทางจิต แต่เป็นการสะท้อนภาวะทางอารมณ์ของผู้ถูกกระทำที่มีต่อผู้ที่กระทำ

อาจจะเพราะเชื่อว่า “ผู้ร้ายไม่ได้ร้ายจริง ผู้ร้ายไม่ได้ต้องการที่จะทำร้ายคนบริสุทธิ์ ซึ่งอาจไม่ใช่ผู้ร้ายโดยสันดาน แต่มีเหตุบีบคั้นบางอย่างขึ้นมา ลึกๆ แล้วไม่อยากทำร้ายคนบริสุทธิ์”

การจับคนเป็นตัวประกัน เชลยศึก การปฏิบัติต่อเชลยศึกที่ “ไม่โหดร้ายนัก” มีให้กิน มีที่ให้นอน พูดจาให้เห็นอกเห็นใจกัน…เชลยศึกเหล่านั้น เมื่อถูกปล่อยออกมา จะกลายเป็น “มหามิตร” ที่พลิกเกมการต่อสู้ได้ โดยเฉพาะการพูดกับสังคมโลก

แถมท้ายเป็นข้อมูลครับ… 4 องค์ประกอบสำคัญที่แสดงคุณลักษณะของกลุ่มอาการสตอกโฮล์ม คือ 1.ตัวประกันมีความรู้สึกที่ดีต่อผู้จับตัว 2.ไม่มีความสัมพันธ์ก่อนหน้านี้ระหว่างตัวประกันและ
ผู้จับตัว 3.ตัวประกันไม่ให้ความช่วยเหลือต่อตำรวจและเจ้าหน้าที่รัฐบาล (เว้นแต่ผู้จับตัวจะถูกตำรวจบังคับ) 4.ตัวประกันเห็นถึงมนุษยธรรมในผู้จับตัว เพราะพวกเขาไม่ได้ถูกคุกคาม เพียงอยู่ในฐานะเป็นผู้บุกรุก

แจน-เอริก โอลส์สัน ถูกตัดสินจำคุกในคดีปล้นธนาคารที่ล้มเหลว ขณะติดคุกมีจดหมายจากสาวๆ ส่งมาถึงเขามากมาย และออกมาแต่งงานกับหญิงสาวที่ส่งจดหมายมาบอกรักเขาในคุกด้วย

ทีเด็ดที่สุด คือ ในปี พ.ศ.2539 เดินทางมาอยู่ภาคอีสาน ประเทศไทย กับภรรยาชาวไทยซึ่งมีลูกติด ก่อนจะกลับไปสวีเดนแล้วเขียนหนังสือเล่าเหตุการณ์ในวันนั้น พร้อมกับกล่าวขอโทษเหล่า
ตัวประกันทั้ง 4