หน้าแรก บทความ การป้องกันตนเ...

การป้องกันตนเองที่เกินกว่าเหตุของรัฐบาลอิสราเอล

24.11.23 | 12:04 น.

การป้องกันตนเองที่เกินกว่าเหตุของรัฐบาลอิสราเอล

รัฐบาลสหรัฐและรัฐบาลของหลายประเทศในยุโรป ขานรับคำกล่าวอ้างของอิสราเอลว่า การทิ้งระเบิดและการส่งรถถังและกำลังรบเข้าไปในฉนวนกาซานั้น เป็นการป้องกันตนเอง เพราะอิสราเอลถูกฮามาสโจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 มีผู้เสียชีวิตประมาณ 1,200 คน อีกประมาณ 200 คนถูกจับไปเป็นตัวประกัน การกระทำของฮามาสเป็นการก่อการร้าย เป็นความโหดเหี้ยมที่กระทำต่อพลเรือนที่ไม่มีอาวุธเข้าสู้ และประชาคมโลกต้องประณามการกระทำของฮามาสอย่างเต็มที่

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2566 หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งลงพิมพ์คอลัมน์ที่วิจารณ์กรณีนี้ว่า “อิสราเอลเคืองอิหร่าน” แม้ว่าในทางการทูต อิหร่านพยายามเอาตัวออกจากความขัดแย้ง และระบุว่าตนมิได้ช่วยอำนวยความสะดวกในการบุกโจมตีของฮามาสดังกล่าว แต่อิสราเอลคิดว่าอิหร่านยังสนับสนุนฮามาสและกลุ่มอิสลามิกจิฮัดของปาเลสไตน์อยู่ดี ดังนั้น การที่อิหร่านกล่าวว่ากำลังดำเนินการให้มีการปล่อยตัวประกันที่ไม่ใช่ชาวยิวนั้น อิสราเอลถือว่าเป็นความหน้าซื่อใจคดของอิหร่าน ซึ่งเป็นตัวสร้างปัญหา อิสราเอลจึงไม่อาจยอมรับว่าอิหร่านจะมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา

ต่อมาในวันที่ 16 พฤศจิกายน คอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกัน ให้มุมมองอีกมุมหนึ่งถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มุมมองนั้นมาจากราชาธิบดีอับดุลลอฮ์ที่ 2 ของจอร์แดน พระองค์มีความเห็นว่า เหตุร้ายที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลอิสราเอลปฏิเสธสิทธิอันชอบธรรมของชาวปาเลสไตน์ จะว่าจอร์แดนต่อต้านอิสราเอลอย่างมากก็ไม่ใช่ เพราะในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จอร์แดนเป็นประเทศที่สองที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลในปี ค.ศ.1994 ต่อจากอียิปต์ที่เป็นประเทศอาหรับประเทศแรกที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลในปี ค.ศ.1979

ในการประชุมสันนิบาตอาหรับและองค์กรความร่วมมืออิสลาม 57 ประเทศเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน มีการเสนอให้คว่ำบาตรอิสราเอลรวมทั้งการตัดความสัมพันธ์ทางการทูต แต่มีประเทศ 6 ประเทศ คือ ซาอุดีอาระเบีย ยูเออี อียิปต์ โมร็อกโก มอริเตเนีย และจอร์แดน ที่ไม่เห็นด้วยที่จะตัดความสัมพันธ์ทางการทูต แต่ที่เห็นด้วยกันคือ ไม่ยอมรับการกล่าวอ้างของอิสราเอลว่ากระทำไปเพื่อปกป้องตนเอง เรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติมีมติเพื่อหยุดยั้งการรุกรานของอิสราเอล และเรียกร้องให้ยุติการจำหน่ายอาวุธให้อิสราเอล อันที่จริง อาวุธทันสมัยที่อิสราเอลมี ไม่ใช่ว่าจัดซื้อจัดหามาทั้งหมดโดยตรง ส่วนหนึ่งได้มาจากสหรัฐที่ให้การช่วยเหลือทางการทหารแก่อิสราเอลคิดเป็นมูลค่าปีละ 3,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 135,000 ล้านบาท

Advertisement

พระราชาธิบดีอับดุลลอฮ์ที่ 2 กล่าวว่า ได้เตือนอิสราเอลมานานเรื่องการละเมิดสิทธิของชาวปาเลสไตน์ในเขตเวสต์แบงก์ ทรงย้ำว่าการที่ชาวยิวเข้าไปตั้งถิ่นฐานในเขตเวสต์แบงก์ และเข้าไปโจมตีชาวปาเลสไตน์นั้น เป็นการทำร้ายที่ซ้ำซาก ซึ่งอาจลุกลามในวงกว้าง และอาจฉุดภูมิภาคตะวันออกกลางลงสู่หุบเหวได้ พระองค์มีความเห็นว่า จะต้องไม่ใช้วิธีการทหารเข้าจัดการความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ และฉนวนกาซาจะต้องไม่ถูกอิสราเอลตัดขาดจากดินแดนส่วนอื่นของปาเลสไตน์ มิฉะนั้นตะวันออกกลางจะวุ่นวายไม่รู้จบ

แน่นอนว่าชาวยิวทั้งในอิสราเอลและประเทศต่างๆ มีมุมมองที่ต่างออกไป หนังสือพิมพ์ The Times of Israel รายงานว่า เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ชาวยิวที่มาตั้งถิ่นฐานในสหรัฐอเมริกา ตลอดจนผู้สนับสนุนอิสราเอลในสหรัฐ ต่างหลั่งไหลสู่เมืองหลวงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อจะไปรวมตัวกันสนับสนุนอิสราเอลในวันที่ 14 พฤศจิกายน หนังสือพิมพ์ดังกล่าวคาดการณ์ว่าจะมีผู้มาชุมนุมนับหมื่นคน ได้สัมภาษณ์ผู้จะไปชุมนุมที่เดินทางโดยรถบัสเป็นขบวนรถ 10 คันจากบอสตันสู่วอชิงตัน โดยถามว่าทำไมถึงต้องไปชุมนุม คำตอบที่ได้คือ “นี่เป็นสิ่งเล็กน้อยที่เราทำได้จากที่นี้ เพื่อสนับสนุนประชาชนของเรา ที่กำลังต่อสู้อยู่ในอิสราเอล ซึ่งจริงๆ แล้วคือการปกป้องอารยธรรมตะวันตกทั้งหมดนั่นเอง พร้อมทั้งต่อต้านลัทธิเกลียดชังยิว (antisemitism) ด้วย”

ในขณะที่มีการแสดงออกในสหรัฐ เพื่อหนุนช่วยอิสราเอล ได้เกิดการแสดงออกที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยนักในประเทศตะวันตก มีรายงานจากหนังสือพิมพ์ The New York Times ว่า เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานของรัฐกว่า 40 หน่วยงาน จำนวนกว่า 500 คน ได้ลงนามในหนังสือถึงประธานาธิบดีโจ ไบเดน เพื่อประท้วงนโยบายสนับสนุนอิสราเอลอย่างเต็มที่ของเขา การประท้วงจากวงในได้เกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษเช่นกัน เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคแรงงานที่เป็นฝ่ายค้านจำนวน 56 คน ได้ท้าทายเสียงส่วนใหญ่รวมถึงหัวหน้าพรรค โดยร่วมกันเรียกร้องให้มีการหยุดยิงในฉนวนกาซา มีผลทำให้รัฐมนตรีเงาของพรรคที่ร่วมเรียกร้องดังกล่าว ต้องลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีเงา

เวทีโต้เถียงที่สำคัญคือสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติ แต่มติที่ได้จากเวทีนี้ไม่มีผลผูกพัน เพียงแต่บ่งชี้ความเห็นของประชาคมโลก มติผูกพันจะต้องมาจากคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ ซึ่งมีสมาชิกถาวรที่มีสิทธิยับยั้ง 5 ประเทศ และสมาชิกหมุนเวียนอีก 10 ประเทศ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม สมัชชาใหญ่ได้มีมติเรียกร้อง การยุติการต่อสู้เพื่อมนุษยธรรม (humanitarian truce) ในทันที เพื่อเปิดทางการช่วยเหลือและคุ้มครองชีวิตพลเรือนและเจ้าหน้าที่ด้านมนุษยธรรมในกาซา มติดังกล่าวได้รับคะแนนเสียงสนับสนุน 121 เสียง (รวมทั้งไทย) มีเสียงคัดค้าน 14 เสียง และงดออกเสียง 44 เสียง

หลังการลงมติ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำสหประชาชาติ ปฏิเสธมติดังกล่าวโดยกล่าว “วันนี้เป็นวันแห่งความตกต่ำและน่าอับอาย” พร้อมทั้งยืนยันว่า อิสราเอลจะไม่หยุดปฏิบัติการ จนกว่าจะทำลายความสามารถในการก่อการร้ายของฮามาสให้หมดสิ้นไป และจนกว่าตัวประกันจะได้รับการปลดปล่อย ซึ่งวิธีเดียวที่จะทำลายกลุ่ม
ฮามาสได้ก็คือ ถอนรากถอนโคนพวกเขา โดยการโจมตีทางอากาศ และการส่งกองกำลังเพื่อขับไล่พวกเขาออกจากอุโมงค์ และทำลายเมืองก่อการร้ายใต้ดิน ปฏิบัติการนี้จะดำเนินต่อไปอีกหลายเดือน หลังจากนั้นกาซาจะมีการปกครองใหม่ที่ไม่เป็นภัยคุกคามต่ออิสราเอล โดยที่ฮามาสที่ถูกกำจัดไปจะไม่มีวันกลับมาปกครองดินแดนแห่งนี้อีก อิสราเอลไม่ต้องการกลับไปสู่ยุคมืด จึงต้องเอาชนะฮามาสอย่างเด็ดขาด

อิสราเอลเชื่อว่าต้องเอาชนะเท่านั้น เพราะการพ่ายแพ้แก่ฮามาส จะส่งผลกระทบต่อทุกคน ไม่เฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่จะรวมถึงสหรัฐและยุโรปที่จะเป็นรายต่อไป และจะถูกคุกคามเช่นเดียวกับที่อิสราเอลโดนมาแล้ว การก่อการร้ายจะกระจายไปทั่วภูมิภาคและทั่วโลก ซึ่งจะมีแต่ความขัดแย้ง ดังนั้น ทุกประเทศจึงจำเป็นต้องสนับสนุนอิสราเอลให้ได้รับชัยชนะในการสู้รบครั้งนี้

คราวนี้ลองมาฟังความเห็นของ Volker Turk ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชน องค์การสหประชาชาติดูบ้าง เขาได้ไปเยี่ยมเมืองราฟาห์ ที่เป็นจุดผ่านแดนด้านอียิปต์ระหว่างฉนวนกาซากับอียิปต์เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน เมื่อกลับมาที่เมืองหลวงอัมมานของจอร์แดน เขาได้เล่าประสบการณ์ตรงอันน่าสะเทือนใจที่เขาพบเห็นที่โรงพยาบาลของราฟาห์ ตลอดจนได้ยินการบอกเล่าเรื่องราวอันน่าเศร้าสลดจากเพื่อนร่วมงานของเขาเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมที่ชาวกาซากำลังประสบ โดยเฉพาะเด็กและสตรี สุนทรพจน์ของเขาลงท้ายด้วยข้อเสนอดังนี้

“เราจำเป็นต้องมีการสืบสวนและสอบสวน หาความรับผิดรับชอบที่จริงจัง เพื่อยุติวัฏจักรความรุนแรงและการแก้แค้นที่กระทำต่อชุมชนทั้งชุมชน ในขณะที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ในระดับชาติไม่ปรารถนาหรือไม่สามารถที่จะดำเนินการสืบสวนและสอบสวนดังกล่าวได้ และในขณะที่เรื่องเล่าถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่มีนัยสำคัญโดยเฉพาะนั้น กำลังถูกโต้แย้ง เราจำเป็นต้องมีการสืบสวนและสอบสวนระหว่างประเทศที่เป็นอิสระ

การคงสถานภาพเดิมไว้นั้นไม่อาจทนรับได้ เราต้องทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อบรรเทาความทุกข์ยากของพลเรือน รัฐสมาชิกของสหประชาชาติที่มีอิทธิพลจำเป็นต้องทำงานให้หนักขึ้นกว่าแต่ก่อน เพื่อให้ภาคีความขัดแย้งหยุดยิง โดยไม่ชักช้า

หยุดความรุนแรง ให้หลักประกันความปลอดภัยแก่คนทำงานด้านมนุษยธรรม เปิดทางที่ปลอดภัยเพื่อให้ผู้ต้องการความช่วยเหลือทุกคนได้เข้าถึงการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ต้องมั่นใจว่าทุกคนจะมีอาหารกินเพียงพอ มีน้ำสะอาดดื่ม ได้รับการรักษาพยาบาล และมีที่พักอาศัย ปล่อยตัวประกัน นำผู้กระทำผิดฐานละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

คำตอบต่อสถานการณ์นี้คือการยุติการยึดครอง และการเคารพอย่างเต็มที่ซึ่งสิทธิการกำหนดใจตนเองของชาวปาเลสไตน์ ดังที่ผมเคยกล่าวมาครั้งแล้วครั้งเล่าว่า เพื่อยุติความรุนแรง ต้องยุติการยึดครอง รัฐสมาชิกต้องทุ่มเทความพยายามที่จำเป็นทั้งปวงเพื่อให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืนสำหรับชาวปาเลสไตน์และชาวอิสราเอลทุกคน”

กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศระบุว่า แม้ในยามสงคราม จะต้องไม่มุ่งเป้าเข่นฆ่าพลเรือน และไม่ทำลายเป้าหมายที่ไม่เกี่ยวกับการสู้รบ เช่น โรงพยาบาลและโรงเรียน แต่เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม เกิดเหตุระเบิดที่โรงพยาบาลอัลอาห์ลี ทำให้มีผู้เสียชีวิต ประมาณ 500 คน อิสราเอลและสหรัฐต่างยืนยันว่า เป็นฝีมือของฝ่ายติดอาวุธในกาซาเอง ขณะที่หลายฝ่ายเชื่อว่าเป็นผลจากการทิ้งระเบิดของอิสราเอล ต่อมาอิสราเอลส่งทหารเข้าไปในพื้นที่ตอนเหนือของกาซา หลังประกาศให้ทุกคนอพยพออกจากพื้นที่ดังกล่าว ทหารได้เข้าปิดล้อมกรุงกาซาที่มีพลเมืองหนาแน่น และเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ได้บุกเข้าไปในโรงพยาบาลอัล-ชิฟา ที่มีคนไข้ราว 700 คน เจ้าหน้าที่รักษาพยาบาล 400 คน และคนที่มาอาศัยหลบภัยอีกประมาณ 3,000 คน

อิสราเอลยืนยันว่ามีกองกำลังฮามาสหลบซ่อนตัวอยู่ในโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดของกาซาแห่งนี้ หลังการเข้าไปในโรงพยาบาล ได้ออกคลิปวิดีโอ แสดงให้เห็นว่ามีอาวุธปืนซ่อนอยู่ในห้องใต้ถุนของโรงพยาบาล ทหารบอกว่าได้นำอาหารสำหรับทารกและเวชภัณฑ์เข้าไปให้ หลังจากนั้นได้ออกข่าวว่าถอนกำลังออกไปแล้ว อย่างไรก็ดี ข่าวจากสถานีโทรทัศน์ บีบีซี ยังแสดงให้เห็นว่าจนถึงวันที่ 16 พฤศจิกายน ทหารอิสราเอลยังยึดครองโรงพยาบาลพร้อมทั้งปิดล้อมบริเวณโดยรอบอยู่ ทางฝ่ายฮามาสออกมาปฏิเสธข่าวที่ว่ามีกองกำลังฝ่ายตนภายในโรงพยาบาล ซึ่งถ้ามีก็ถือเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศเช่นกัน

สถิติผู้เสียชีวิตในฉนวนกาซาได้เพิ่มขึ้นกว่า 11,000 คนแล้ว ในจำนวนผู้ตาย มีเด็กเกือบ 5,000 คน นักข่าวกว่า 40 คน และเจ้าหน้าที่องค์การสหประชาชาติ 102 คน เจ้าหน้าที่เหล่านี้ทำงานในโครงการ UNWRA หรือสำนักงานบรรเทาทุกข์และจัดหางานของสหประชาชาติสำหรับผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์ในตะวันออกใกล้ ซึ่งสหประชาชาติมอบอาณัติให้ช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์พลัดถิ่นในฉนวนกาซา อันเป็นผลจากการก่อตั้งรัฐอิสราเอลเมื่อ 75 ปีก่อน ปัจจุบันมีผู้ลี้ภัยหนีการโจมตีของอิสราเอล มาอยู่ที่ศูนย์พักพิง 150 แห่งของ UNRWA นับแสนคน และผู้ลี้ภัยที่ยังอาศัยอยู่ในชุมชนอีกนับแสนคนเช่นกัน ความช่วยเหลือดังกล่าวจะครอบคลุมด้านอาหาร สิ่งของอุปโภคบริโภค ที่พักพิง และการคุ้มครองด้านสังคม แต่ศูนย์พักพิงดังกล่าวยังไม่ปลอดภัยจากการทิ้งระเบิดของอิสราเอล การเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ UNRWA ถือว่าเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของสหประชาชาติ ด้วยเหตุนี้ องค์การสหประชาชาติจึงให้สำนักงานทุกแห่งทั่วโลก ลดธงครึ่งเสาเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน และจัดพิธียืนไว้อาลัยเป็นเวลา 1 นาทีในเวลา 09.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นของสำนักงานแต่ละแห่ง

ในการจัดพิธีไว้อาลัยที่สำนักงานใหญ่กรุงนิวยอร์ก อันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวว่า เราจะไม่ลืมพวกเขา เจ้าหน้าที่ผู้เสียชีวิตมีทั้ง ครู เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุข สูตินารีแพทย์ นักจิตวิทยา วิศวกร และเจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุน เขาเหล่านี้ทำงานเพื่อช่วยเหลือ
ผู้ประสบภัยสงคราม ท่ามกลางความขาดแคลน ไม่มีไฟฟ้า น้ำประปา พลังงาน รวมถึงอาหาร และประสบความยากลำบากพอๆ กับผู้ประสบภัยสงครามคนอื่นๆ

ในส่วนของตัวประกัน ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่า การเจรจาให้ฮามาสปล่อยตัวประกันมีความคืบหน้า และเชื่อว่าการปล่อยตัวกำลังจะเกิดขึ้น ถ้อยแถลงดังกล่าวสอดคล้องกับกระแสข่าวที่ว่า อิสราเอลเสนอให้ฮามาสปล่อยตัวประกันผู้หญิงและเด็ก 100 คน แลกกับการที่อิสราเอลปล่อยตัวชาวปาเลสไตน์ที่ถูกคุมขังในเรือนจำ เป็นเด็ก 200 คน และผู้หญิง 75 คน

การบุกของทหารอิสราเอลกำลังจะขยายออกจากตอนเหนือของกาซาลงไปทางใต้ โดยอิสราเอลประกาศให้ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ 4 แห่งทางตอนใต้ อพยพออกจากพื้นที่ดังกล่าวเพื่อความปลอดภัย

ในที่สุด คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติสามารถมีมติในเรื่องสงครามกาซา หลังจากความพยายามที่ล้มเหลวประมาณ 4 ครั้งอันเป็นผลจากการใช้สิทธิยับยั้ง หรือวีโต้ของประเทศมหาอำนาจ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ประเทศมอลตาได้เสนอญัตติเข้าสู่การประชุม ซึ่งผ่านเป็นมติเมื่อมีรัฐสมาชิกในคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ สนับสนุน 12 ประเทศ มติดังกล่าว “เรียกร้องให้ขยายกรอบเวลาการพักรบเพื่อมนุษยธรรมอย่างเร่งด่วน และขยายแนวกันชนไปทั่วทั้งกาซา ในจำนวนวันเวลาที่เพียงพอสำหรับเปิดทางให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าถึงพลเรือนในดินแดนที่ถูกปิดล้อมแห่งนี้” สามประเทศที่งดออกเสียงครั้งนี้ ได้แก่ สหรัฐ สหราชอาณาจักร และรัสเซีย จะต้องดูต่อไปว่า ทำอย่างไรจึงจะทำให้เกิดการพักรบขึ้นจริงอย่างเร่งด่วนตามมติดังกล่าว

มาถึงประเด็นที่เป็นหัวข้อของบทความนี้ ผมมีความเห็นว่า ข้ออ้างของอิสราเอลที่ประเทศตะวันตกส่วนใหญ่ให้การสนับสนุน ว่าการโจมตีฮามาสแต่มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อพลเรือนนั้น เป็นการ “ป้องกันตนเอง” ข้ออ้างนี้ฟังไม่ขึ้น การกระทำของอิสราเอลนั้นเกินกว่าเหตุไปมาก จริงอยู่ อิสราเอลเป็นผู้เสียหายจากการโจมตีของฮามาส เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม แต่การกระทำอันโหดร้ายแสดงถึงการแก้แค้นมากกว่าการป้องกันตนเอง อันที่จริง ประเทศตะวันตกน่าจะอ้าง “สิทธิในการปกป้องคุ้มครอง” (rights to protect) ที่พึงมีให้แก่ชาวปาเลสไตน์ที่ถูกละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของการมีชีวิต และกำลังตกอยู่ในอันตรายมา 40 วันแล้ว ส่วนการช่วยเหลืออิสราเอลในการปกป้องตนเองอย่างชอบธรรมนั้น ประเทศตะวันตกได้ทำมาโดยตลอด แต่ความช่วยเหลือนี้กำลังถูกใช้อย่างไม่ชอบธรรม

ในประเด็นนี้ ขออ้างถึงคำกล่าวของฟรานเชสกา อัลบานีส ทนายความชาวอิตาลี ปัจจุบันเป็นผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง เธอกล่าวแก่สโมสรนักข่าวแห่งชาติของออสเตรเลียเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายนว่า “อิสราเอลไม่สามารถอ้างสิทธิในการป้องกันตนเองได้ เพราะฉนวนกาซาเป็นดินแดนที่อิสราเอลยึดครองอยู่” และการยึดครองของอิสราเอล ทั้งฉนวนกาซาและเวสต์แบงก์ เป็นการฝ่าฝืนมติของสหประชาชาติอย่างชัดเจน

ขอจบด้วยโน้ตที่เป็นความหวังสักเล็กน้อย บริเวณทางตะวันออกของเมืองโกลกาตาของอินเดีย เคยมีชาวยิวอาศัยในสมัยที่อังกฤษปกครองอยู่สามถึงห้าพันคน และมีสุเหร่ายิว 5 แห่ง แต่ปัจจุบัน ประชากรที่นับถือศาสนายูดาห์มีเพียงยี่สิบคน และสุเหร่ายิวลดลงเหลือ 3 แห่ง สุเหร่ายิวเหล่านี้อยู่ในการดูแลรักษาอย่างดีของชาวมุสลิมในพื้นที่ และการสู้รบในฉนวนกาซา ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ ยิว-มุสลิม แต่อย่างใด มิใช่ว่าพวกเขาไม่รู้ไม่ชี้หรือไม่สะเทือนใจไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เป็นเพราะว่าพวกเขาเชื่อในภราดรภาพยิว-มุสลิมที่ดำรงสืบเนื่องมายาวนานแล้วมากกว่า