ภาพเก่า..เล่าตำนาน : เมื่อจีนต้องปราบจีน

ภาพเก่า..เล่าตำนาน : เมื่อจีนต้องปราบจีน

บทร้อยแก้วในย่อหน้าแรกของต้นฉบับ “สามก๊ก” ภาษาจีน ความว่า “ธรรมดาของสรรพสิ่งในใต้หล้า เมื่อแยกกันนานย่อมรวม… เมื่อรวมกันนานย่อมแยก….”

สงครามใหญ่ในพม่าเวลานี้ ส่วนหนึ่ง คือ จีนปราบจีน

ตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2566 กองกำลังชนกลุ่มน้อย3 กลุ่ม ที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับกองทัพพม่า จับมือกันร่วมถล่ม รุมกินโต๊ะ ทหาร ตำรวจพม่า แบบ “สงครามกลางเมือง” โดยเฉพาะในรัฐฉาน ที่อยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พรมแดนเชื่อมต่อกับจีนโน่น

ยุทธการ 1027 คือ รหัสนัดแนะการสู้รบแบบวิธีรุกถ้าจะบอกว่า “พี่จีน” สนับสนุน ก็ไม่น่าจะต้องปฏิเสธ ด้วยเหตุที่ธุรกิจในเมืองเล้าก์ก่าย เป็น “สิ่งแปลกปลอม”ที่รัฐบาลจีนในไม่ชอบ ต้องกวาดล้าง

Advertisement

แผ่นดินจีนกว้างใหญ่ไพศาล สุดขอบฟ้า มีผู้คนที่เรียกรวมๆ ว่า ชาวจีน หากแต่เมื่อแยกแยะ เอาแว่นขยายส่องไปจะพบว่ามีหลายเผ่าพันธุ์ หลายชาติพันธุ์ คนหลายร้อยล้าน ที่มีอาณาจักรเป็นของตนเอง มีผู้นำในระดับ “เจ้า” เป็นผู้ปกครอง

วรรณกรรม “สามก๊ก” คือ รากเหง้าความเข้าใจมนุษย์ทั้งหลายในแผ่นดิน ที่ชาวจีนทุกเผ่า หลายกลุ่มแย่งชิง หวาดระแวงกัน ทำสงคราม ประหัตประหารกันแบบไม่เลิกรา ศึกสงคราม การต่อสู้ คือเครื่องประดับที่ห่อหุ้มชีวิตจิตวิญญาณชาวจีน

เรื่องราวของสามก๊ก ราชวงศ์ฮั่นที่ยืนยงกว่า 400 ปีเกิดความแตกแยกเป็นกลุ่มอำนาจของเหล่าขุนศึกที่แย่งชิงดินแดนกัน กระทั่งเกิดเป็นสามก๊ก ได้แก่ แคว้นเว่ย (วุ่ยก๊ก) แคว้นหวู่ (ง่อก๊ก) และแคว้นสู่ฮั่น (จ๊กก๊ก)

ทั้ง 3 ก๊ก ล้วนมี “ฮ่องเต้” มีกองทหารนับแสนที่พร้อมจะอุทิศชีวิต ทำสงครามต่อเนื่องกว่า 60 ปีเพื่อสถาปนาจักรวรรดิอีกครั้ง สุดท้ายตระกูล“ซือหม่า” ตั้งราชวงศ์ “จิ้น” ที่ทรงอำนาจ จนสามารถรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งเดียวได้ ชาวจีนรบกันเองตายนับล้านคนในสงคราม

นี่เป็นเนื้อเรื่องตามประวัติศาสตร์ ซึ่งปรากฏใน “จดหมายเหตุสามก๊ก” หรือ “ซานกว๋อจื้อ” ที่เรียบเรียงโดย “เฉินโซ่ว” อาลักษณ์ในราชวงศ์จิ้น

สภาพบ้านเมืองในแผ่นดินจีน สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนเป็นวงจรระหว่างความเป็นเอกภาพ-ความแตกแยก สงครามทั้งปวงไม่ได้เกิดเฉพาะในยุคสามก๊กเท่านั้น หากแต่เกือบตลอดเวลา 4,000 ปีของประวัติศาสตร์ เคยแตกเป็นรัฐเล็กรัฐน้อย

หากแต่แผ่นดินจีนก็มีความรุ่งโรจน์ ปราดเปรื่อง เรืองวิชา งานศิลปกรรม อารยธรรม นำเรือออกไปค้าขาย ท่องโลกอย่างสง่างาม

นอกจากชาวจีนจะรบกันเองแล้ว… ยังมีข้าศึกจากยุโรป อเมริกามากดขี่ มาทำสงครามด้วย

ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 สมัยยุคล่าอาณานิคมเกิด “สงครามฝิ่น” ระหว่างจีนในสมัยราชวงศ์ชิง (ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายของจีน) ที่ต้องรบกับมหาอำนาจอังกฤษ

สงครามฝิ่นเกิดขึ้น 2 ครั้ง ครั้งแรก ค.ศ.1834-1843 และครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ.1856-1860

กองเรือปืนของอังกฤษ “จัดหนัก” ทำสงครามทั้งทางบก ทางทะเล บดขยี้จีนแบบ “หมดสภาพ” เพราะจีนไม่ยอมเปิดประตูการค้าเสรีตามความต้องการของชาติตะวันตก ในเวลานั้นจีนทำการค้ากับชาติตะวันตกด้วยระบบการ “ผูกขาด” โดยพ่อค้าจีนที่เรียกว่า ก้งหอง หรือกงหาง ตามภาษาแมนดาริน (จีนกลาง) และจำกัดขอบเขตการค้าขายอยู่ในเมืองกวางโจว (เมืองเอกของมณฑลกวางตุ้ง)

กองเรือรบอังกฤษ โดยบริษัทอินเดียตะวันออกมาค้าขายด้วย นานวันเกิด “ขาดดุลการค้า” จำนวนมหาศาลให้แก่จีน เนื่องจากอังกฤษซื้อ “ใบชา” จากจีนแต่ฝ่ายเดียว แต่กลับไม่สามารถขายสินค้าให้แก่จีนได้อย่างเสรี

ราว ค.ศ.1820 บริษัทของอังกฤษขอนำ “สินค้าตัวใหม่” มาขายให้จีน …มันคือ “ฝิ่น” ที่ปลูกในอินเดีย (เป็นอาณานิคมของอังกฤษ) ส่งผลให้ดุลการค้าของอังกฤษดีขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะชาวจีนติดฝิ่นงอมแงม ต้องซื้อจากอังกฤษ

ค.ศ.1838 รัฐบาลประกาศห้ามนำเข้าฝิ่น แต่ฝิ่นยังคงหลั่งไหลเข้าแผ่นดินจีน ทำรายได้มหาศาลให้อังกฤษ

มีนาคม ค.ศ.1839 จีนยึดฝิ่นของพ่อค้าอังกฤษจากท่าเรือในกวางโจว อังกฤษขอคืน หากแต่จีน… นำฝิ่นไปทิ้งทะเล

อังกฤษสั่งเรือปืนมาปิดล้อมชายฝั่งมณฑลกวางตุ้ง ทำสงครามกัน จีนพ่ายแพ้ต่ออังกฤษ จีนต้อง “เสียบ้าน-เสียเมือง” ต้องลงนามในสนธิสัญญานานกิง 29 สิงหาคม ค.ศ.1842

อังกฤษ “เอาคืน” แบบสุดฤทธิ์สุดเดช รัฐบาลจีนต้องชดใช้ค่าฝิ่น ต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม และต้องเปิดเมืองท่าชายทะเล 5 แห่ง ได้แก่ กวางโจว เซียะเหมิน ฝูโจว หนิงโป และเซี่ยงไฮ้ รวมถึงยกเกาะฮ่องกงและเกาะเล็กเกาะน้อยที่อยู่โดยรอบเป็น “เขตเช่า” ของอังกฤษ โดยชาวอังกฤษและคนที่อยู่ใต้อาณัติสามารถอาศัยอยู่โดยได้รับสิทธิสภาพนอกอาณาเขต

ต่อมาในปี ค.ศ.1844 ฝรั่งเศส เยอรมนี และอเมริกา ได้บีบบังคับให้จีนให้สิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับอังกฤษ

ยังมีสงครามที่ “กองทัพญี่ปุ่น” บุกไปสังหาร ยึดดินแดนของจีนแบบดื้อๆ ชาวจีนสังเวยชีวิตให้ทหารญี่ปุ่นนับล้านคน

ตามมาด้วย “สงครามกลางเมือง” สู้รบกันระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน ต่อเนื่องยาวนานกว่า 4 ปี เพื่อแย่งชิงอำนาจเหนือประเทศจีน ส่งผลให้เกิดสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งครอบครองจีนแผ่นดินใหญ่ และกองทัพชาวจีนฝ่ายที่แพ้สงครามอพยพไปอยู่เกาะไต้หวัน (ที่จีนถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของจีน)

ผู้เขียนเองยอมรับว่าชาวจีนเป็นชนชาติที่ขยัน อดทน กล้าหาญ กล้าได้ กล้าเสีย มีทักษะเป็นเลิศในเรื่องการค้าขาย หาเงิน

ในสมัยในหลวง รัชกาลที่ 3 บังเกิดเหตุข้าวปลาอาหารแพงทั่วไปในสยาม บรรดาประชาชนพลเมืองยากจน ขัดสน ไม่สู้มีเงินทองนำออกใช้จ่าย จึงเป็นต้นเหตุให้บังเกิดหวย ก.ข. ขึ้นในเมืองสยาม ก่อนจะบังเกิดขึ้นในกรุงเทพฯนั้น มีเค้ามูลมาว่าหวยแบบ ก.ข.นี้ ได้นิยมเล่นกันแพร่หลายในเมืองจีนมาก่อน

ชาวจีนที่อพยพเข้ามาในสยาม มีประสบการณ์ตรงจากเมืองจีน เป็นผู้ดำเนินการจัดให้มีหวย ก.ข. ชื่อ “จีนหงพระศรีไชยบาล”

ลองมาพูดคุยคำว่า “ทุนจีนสีเทา” ผู้เขียนเอง ก็แอบยอมรับในใจว่าคนพวกนี้ในความเป็น “อัจฉริยะ” ในเชิงธุรกิจ การหาเงิน

ในอดีต…แผ่นดินจีนมีปัญหาการคอร์รัปชั่น การกินสินบาท คาดสินบน การผลิตสินค้าปลอม การลอกเลียน เป็นภาพลักษณ์ของจีน

ในช่วงสมัย ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ขึ้นนำพาประเทศ สร้างสาธารณูปโภค พลิกแผ่นดินจีนให้ขึ้นมาแถวหน้าของโลก มีนโยบายปราบปรามการคอร์รัปชั่นเด็ดขาด ออกกฎระเบียบ จับกุมเจ้าหน้าที่ของรัฐขึ้นศาล ประหารชีวิตกันเสมอมา ต้องชมว่า…จีนเอาจริง

ทำให้กลุ่มคนจีนที่ทำธุรกิจสีเทาบางกลุ่ม “กระจายตัว” ออกไปนอกประเทศ โดยเฉพาะในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เข้าไปในเมียนมา กัมพูชา ลาว รวมถึงไทย เพราะเป็นจุดหมายที่คนจีนมาเที่ยวมากที่สุด นักลงทุนจีนซื้อ “มหาวิทยาลัย” ในไทยไปแล้วหลายแห่ง

เข้ามาทำมาหากินในไทยแม้กระทั่ง “ขอทาน”

ห้าวหาญสุดสุด คือ แก๊งคอลเซ็นเตอร์จีนที่ไปตั้งฐานในเขมร พม่า คนไทยเราเองได้รับผลกระทบหรือแม้แต่ “คนจีน” ในเมืองจีน ก็ได้รับความเดือดร้อนจากแก๊งจีนเทากันถ้วนหน้า

ทางตอนเหนือของพม่า…เป็นพื้นที่ที่มีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่ มีกลุ่ม “มาเฟีย” ในพื้นที่ห่างไกล มีกองกำลังติดอาวุธคุ้มครอง

เมืองเล้าก์ก่าย ในรัฐฉาน ทางตอนเหนือของพม่า คือตัวเลือก

ช่วงแรก มาตั้งเป็นกาสิโน สถานบันเทิงสวรรค์บนดิน พนัน ดื่ม กิน และมีหญิงบริการ ต่อมาปรับเปลี่ยนเป็นธุรกิจสีเทา กรรโชกทรัพย์ จับตัวเรียกค่าไถ่ รีดไถ เป็นคอลเซ็นเตอร์

แก๊งจีนเทา มิใช่จะเกเร รีดไถเจ้าของประเทศและเจ้าถิ่น พวกมันเล่นงาน “คนจีนด้วยกัน” เองอีกต่างหาก

ปกาศิตจากรัฐบาลจีน ต้องปราบจีนเทานอกประเทศให้สิ้นซาก

3 กันยายน 2566 ในจีนเอง… เจ้าหน้าที่หน่วยปราบปราม เขตปกครองตนเองชนชาติไต สิบสองปันนาร่วมมือกับตำรวจพม่า บุกทลายรังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 11 แก๊ง ที่เข้ามาใช้พื้นที่ชายแดนจีน-พม่าเป็นแหล่งทำมาหากิน จับกุมตัวผู้ต้องหาได้ 269 คนในนี้ 186 คนเป็นจีน อีก 66 คนเป็นคนสัญชาติพม่า 15 คนเป็นเวียดนาม และอีก 2 คน เป็นมาเลเซีย

8 กันยายน 2566 สื่อในพม่าพร้อมใจกันเผยแพร่ภาพผู้ต้องหา ซึ่งทั้งหมดเป็นชาวจีนที่ถูกจับกุมได้โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจว้า (Wa State Police หรือ WSP) ภายในเขตปกครองตนเองชนชาติ “ว้า” ชายแดนพม่า-จีน ในภาคเหนือของรัฐฉาน ส่งผู้ต้องหา 1,207 คน มอบให้ตำรวจหน่วย S.W.A.T. ของจีนนำตัวกลับไปดำเนินคดีในจีน

11 กันยายน 2566 ตำรวจลาวนำตัวผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 164 คน ส่งมอบให้กับเจ้าหน้าที่หน่วย S.W.A.T. ของจีน ที่สนามบินนานาชาติวัดไต เพื่อนำตัวกลับไปดำเนินคดีและรับโทษในจีน

ทั้งหมดเป็นชาวจีน เป็นหญิง 13 คน ชาย 151 คนเป็นผู้ที่ถูกจับกุมได้ในพื้นที่นครหลวงเวียงจันทน์ 77 คนในเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว 46 คน ในพื้นที่แขวงเวียงจันทน์ 22 คน และในแขวงสะหวันนะเขตอีก 19 คน

อาชญากรรมที่จีนเทาทำแฝงไปกับธุรกิจ บ่อนการพนันออนไลน์ ธุรกิจบันเทิง ขายบริการ เกิดอาชญากรรมต่อเนื่อง ทั้งเรื่องการค้ามนุษย์ ยาเสพติดทำร้ายร่างกาย ทรมาน และฆาตกรรม

รัฐบาลทหารพม่ากำลังเร่งรีบจับกุม “แก๊งจีนเทา” ส่งให้ทางการจีนนับพันคน เพราะสงครามใหญ่ที่เกิดขึ้นในพม่าตอนนี้ “พี่จีน” กำลังเล่นบทบาทสร้างสรรค์ “สั่งสอน” ในแบบของตนเอง

ต้องขอชื่นชมว่า ทางการจีนปราบปราม “กลุ่มจีนเทา” จริงจัง แม้กระทั่งที่ไปทำเรื่องไม่ดี-ไม่งาม นอกประเทศจีน

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image