ภาพเก่าเล่าตำนาน : ชนเผ่าในพม่า…ทักษะภาษาอังกฤษ โดย พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก

พี่น้องแรงงานจากฝั่งพม่า มาหางานทำในเมืองไทยหลายล้านคน มิใช่เป็น “ชาวพม่า” ทั้งหมดนะครับ แยกย้ายกันเข้ามา กะเหรี่ยง ไทใหญ่ มอญ ปะโอ ฯลฯ บางคน…พอพูดภาษาอังกฤษได้

ผู้คนในแผ่นดินพม่า… แม้กระทั่งบางชนเผ่าที่ห่างไกลเมืองหลวงเก่า (ย่างกุ้ง) …เคยใช้ภาษาอังกฤษได้ดีพอสมควร เช่น ในรัฐฉาน รัฐกะเหรี่ยง มัณฑะเลย์ ฯลฯ

มหาอำนาจอังกฤษ…ทำสงครามยึดพม่าเป็น 2 ช่วง ค่อยๆ ผนวก รุกคืบดินแดนพม่าทีละน้อย เหมือนงูเหลือมกลืนเหยื่อ…

พ.ศ.2396-2421 (ตรงกับรัชสมัยในหลวง ร.4) ในสมัยพระเจ้ามินดง การศึกษาสมัยใหม่เริ่มต้นขึ้น สร้างโรงเรียนสำหรับมิชชันนารีชาวอังกฤษ เปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบการศึกษาแบบตะวันตก โรงเรียนสอนศาสนาคริสเตียนในย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ และเมืองใหญ่อื่นๆ สอนระดับเตรียมอุดมศึกษาสำหรับชนชั้นสูง

Advertisement

ในเวลาต่อมา มหาวิทยาลัยของพม่า ถือเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อังกฤษปกครองพม่าในฐานะจังหวัดของบริติชอินเดีย อังกฤษขนย้ายชาวอินเดียเข้ามาอยู่ในพม่าเป็นแรงงานเพื่อสร้างความร่ำรวยให้นายทุนอังกฤษ

“มิชชันนารีคริสเตียน” ของอังกฤษและอเมริกัน บุกป่าฝ่าดง ขึ้นไปถึงรัฐฉาน รัฐกะเหรี่ยง ไปเผยแผ่ศาสนา วางระบบการศึกษาสไตล์อังกฤษ ในรัฐฉานมีหลายกลุ่มชาติพันธุ์พูดกันคนละภาษา พ่อ-แม่พากันส่งลูกมาเรียนกับมิชชันนารี เยาวชนทั้งหลายได้เรียนหนังสือด้วยภาษาอังกฤษ ครูสอนเป็นคนอังกฤษ ในขณะที่วัดของชาวพุทธมีผู้ไปเรียนน้อยลง

(ทำให้เกิดกะเหรี่ยงพุทธ กะเหรี่ยงคริสต์ เป็นต้น)

พ. ศ.2444 โรงเรียนสมัยใหม่แห่งแรกได้ก่อตั้งขึ้นใน “เมืองตองยี” (เมืองหลวงของรัฐฉาน) โดยมีนักเรียน 32 คน จากการสำรวจสำมะโนประชากรของอังกฤษ ในปี พ.ศ.2474 อัตราการรู้หนังสืออยู่ที่ 159 ต่อ 1,000 คน แม้ว่าชาวฉาน (ไทใหญ่) จะรู้เพียงภาษาฉาน แต่อัตราการรู้หนังสือก็สูงกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ในอาณานิคมของอังกฤษ

อังกฤษวางระบบการศึกษา ให้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลางในการสอน “ในระดับอุดมศึกษา” แม้ว่าคนทั่วไปยังใช้ภาษาท้องถิ่นที่หลากหลาย ต่างกลุ่ม-ต่างพื้นที่ พูดกันคนละภาษา

ไม่ช้าไม่นาน …ภาษาอังกฤษแพร่หลาย กลายเป็นสื่อกลางในการสอนในมหาวิทยาลัยและโรงเรียนมัธยม 2 ประเภท ได้แก่ โรงเรียนภาษาอังกฤษ และโรงเรียนแองโกล-พื้นถิ่น (ซึ่งสอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ 2)

ภาษาอังกฤษ “แบบพม่า” มีความคล้ายคลึงกับภาษาอังกฤษ “แบบอินเดีย” ในระดับหนึ่ง เนื่องจากพม่ามีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์กับอินเดียในช่วงที่อังกฤษตกเป็นอาณานิคม

กลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหลายในพม่าที่มี 8 กลุ่มหลัก จะมีภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ โดยเฉพาะนักเรียน นักศึกษาที่เติบโตขึ้นมา เป็นข้าราชการ เป็นนักธุรกิจ ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี

พม่าเป็น 1 ในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในเอเชีย มีอัตราการรู้หนังสือสูง ก่อนพม่าได้รับเอกราชในปี พ.ศ.2491 รัฐบาลพยายามสร้างประชากรที่รู้หนังสือและมีการศึกษา และเชื่อกันว่าพม่ากำลังจะกลายเป็น “เสือเอเชียตัวแรก” ในภูมิภาค

สถานการณ์พลิกผัน อย่างมิอาจฝืน…

พ.ศ.2491 สหภาพพม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษ กลุ่มชาติพันธุ์พม่า (Bamar) ใช้อำนาจจากรัฐบาลกลาง “ย่างกุ้ง” ส่งกองทหารเข้าไปในรัฐฉาน โดยอ้างว่า “เพื่อปกป้องรัฐฉานจากอันตรายที่คุกคามจากกลุ่มชาวจีน ก๊กมินตั๋ง (Koumintang : KMT) และ CPB (พรรคคอมมิวนิสต์แห่งพม่า) รัฐบาลทหารจากย่างกุ้ง สั่งให้ปรับเปลี่ยน…ให้กลับมาใช้ภาษาพม่าเป็นหลักในการเรียนการสอน

ในช่วงเวลานั้น การศึกษามีคุณค่า และพ่อแม่ชาวฉานจำนวนมากส่งลูกไปโรงเรียนภาษาอังกฤษ นักศึกษาที่มีผลการเรียนดีเด่น อังกฤษจะสนับสนุนให้ไปศึกษาต่อต่างประเทศ

1 มิถุนายน พ.ศ.2493 มีคำสั่งให้ทุกสถาบันการศึกษาปรับให้ ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ 2

พ.ศ.2505 นายพลเนวิน ทำรัฐประหาร ประกาศใช้ระบบสังคมนิยมแบบพม่า (Burmese Way to Socialism) ส่งผลให้รัฐบาลรัฐฉานและรัฐอื่นๆ ล้มเลิก “คณะกรรมการการศึกษา” การพัฒนาระบบการเรียนทั่วประเทศพลิกผัน มีเพียงเด็กที่อาศัยอยู่ในเมืองและเขตเมืองเท่านั้นที่มีโอกาสเรียนรู้ในโรงเรียน และ 80% ของประชากรที่เป็นเกษตรกรและอาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบทไม่สามารถเข้าถึงโรงเรียนสมัยใหม่ได้

รัฐประหารทำให้พม่าโดดเดี่ยวและยากจน โรงเรียนทั้งหมดกลายเป็นของรัฐบาล มาตรฐานการศึกษาเริ่มตกต่ำ

พ.ศ.2508 ภาษาพม่าโดยคำสั่งผู้นำชาวพม่า…เข้ามาแทนที่ภาษาอังกฤษในฐานะสื่อการสอนในระดับมหาวิทยาลัย ออกกฎหมายการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย แต่คนที่ ฟัง พูด อ่าน เขียน ภาษาอังกฤษมาแล้ว ก็ยังสามารถสื่อสารได้ดี ลูกท่าน หลานเธอหนีไปเรียนหนังสือในอังกฤษ

ด้วยเหตุนี้ ชาวพม่าจำนวนมาก โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ จึงสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี และยังถ่ายทอดทักษะการใช้ภาษาอังกฤษมาถึงลูกหลาน

โรงเรียนของพม่า ได้รับการยกย่องว่าเป็น 1 ในโรงเรียนที่ดีที่สุดในเอเชีย คนหนุ่มสาวชอบเรียนภาษาอังกฤษ แม้ในพื้นที่ส่วนใหญ่ทางตอนเหนือของพม่าที่ติดกับจีน โอกาสในการพบปะกับผู้พูดภาษาอังกฤษมีน้อย แต่แรงดึงดูดในการเรียนภาษาอังกฤษก็ยังเข้มข้น

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐฉานแต่งหนังสือเรียนเอง ที่เรียกว่า “ตำราหัวเสือ” ที่ต้องเรียนตั้งแต่ชั้นประถม

หลังการรัฐประหารในปี 2505 ความพยายามของคณะกรรมการการศึกษาของรัฐฉานถูกบดขยี้ หนังสือเรียนสำหรับ “ชนชั้นสูง” ถูกแต่งขึ้นใหม่ตามนโยบายของนายพลเนวิน ผู้ปกครองสูงสุด

การพัฒนาการศึกษาในรัฐฉาน (ที่มีขนาดใหญ่ 1 ใน 4 ของประเทศพม่า) ต้องหยุดชะงัก ภายใต้การควบคุมของเนวิน ผู้นำรัฐฉานและบุคคลสำคัญถูกควบคุมตัว

พ.ศ.2510 สภาแห่งรัฐฉานออกคำสั่ง…ห้ามการสอน การเรียนรู้ และการครอบครอง “ตำราหัวเสือ” หนังสือซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของรัฐฉาน มีแนวคิดเกี่ยวกับระบบศักดินาและการแยกตัวออกจากสหภาพพม่า และอาจนำไปสู่การล่มสลายของสหภาพ นอกจากนี้ วิชาวรรณคดีฉานยังถูกลดเหลือสองคาบ (ครั้งละหนึ่งชั่วโมง) ในหลักสูตรของโรงเรียน
แม้ว่าหนังสือเรียน “หัวเสือ” ยังคงถูกห้าม แต่พระภิกษุ โรงเรียนมัธยมปลาย และนักศึกษามหาวิทยาลัยก็ฝ่าฝืนคำสั่งห้าม โดยศึกษาวรรณกรรมและบทละครของรัฐฉานต่อไปอย่างลับๆ

เยาวชนพม่าถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยรัฐบาลเผด็จการทหาร พม่าเคยมีเครือข่ายโรงเรียนมิชชันนารีที่กว้างขวาง จ้างครูต่างชาติที่สอนเด็กเป็นภาษาอังกฤษและวิชาอื่นๆ

หลังการยึดอำนาจ นายพลเนวินออกคำสั่งว่า ภาษาอังกฤษเป็นภาษาของชาวอาณานิคมและไม่ควรสอนในโรงเรียนอีกต่อไป ครูต่างชาติถูกไล่ออกนอกประเทศ

ส่วนคนที่ได้เรียนมาก่อนแล้ว ก็ถือว่าโชคดี คนหนุ่มสาวที่มีการศึกษาสูงที่สุดคือลูกหลานของชนชั้นสูงทางทหาร ซึ่งในบางกรณีไปเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในอเมริกา ญี่ปุ่น ยุโรป และ
ออสเตรเลีย

ชาวพม่าที่โดดเด่นระดับโลกในช่วงเวลานั้น…

30 พฤศจิกายน 2505 อู ถั่น (U Thant) นักการทูต
ชาวพม่า ได้รับเสียงสนับสนุนส่วนใหญ่จากที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ โหวตให้เขาดำรงตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติ

อู ถั่น ทำหน้าที่เลขาธิการ UN จนหมดวาระสมัยแรกในวันที่ 10 เมษายน 2506 ซึ่งเขามีบทบาทที่ได้รับการยกย่อง ทั้งการคลี่คลายวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา และการยุติสงครามกลางเมืองในคองโก

ชาวพม่าคนนี้…ยังได้รับการโหวตอย่างเป็นเอกฉันท์จากที่ประชุมสมัชชา UN ให้ดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 ในวันที่ 2 ธันวาคม 2509 และสิ้นสุดวาระในวันที่ 31 ธันวาคม 2514

ในช่วงที่ทหารปกครองประเทศยาวนาน…ระบบการศึกษาในพม่าขาดอุปกรณ์และสิ่งของสำหรับการศึกษา สิ่งนี้ทำให้เกิดลุกฮือขึ้นในหมู่นักศึกษามหาวิทยาลัย ซึ่งต่อมาได้จุดชนวนให้เกิดการปฏิวัตินักศึกษาในพม่าในปี 1988 ที่เรียกว่า เหตุการณ์ 8-8-88

ศาสตราจารย์ ดร.หลวงสมานวนกิจ (มีนามเดิมว่า เจริญ สมานวนกิจ อดีตอธิบดีกรมป่าไม้) ปี พ.ศ.2460 ท่านสอบชิงทุนของกระทรวงมหาดไทยได้ที่ 1 ได้ทุนไปศึกษาวิชาป่าไม้ที่ประเทศพม่า 2 ปี ที่โรงเรียน
เบอร์มาฟอเรสต์ สำเร็จการศึกษาเมื่ออายุ 23 ปี แล้วเข้ารับราชการในกรมป่าไม้

พ.ศ.2478 ท่านได้จัดตั้งโรงเรียนการป่าไม้ขึ้นที่จังหวัดแพร่ เป็นที่สอนวิชาการป่าไม้ทั้งในทางทฤษฎีและทางปฏิบัติ สำหรับบุคลากรที่จะได้เป็นพนักงานป่าไม้ในภายหน้า โรงเรียนแห่งนี้ได้เจริญมาเป็นลำดับ และได้เปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนวนศาสตร์”

สถานการณ์สู้รบในพม่าหลายทศวรรษ…มีเด็กชาย-หญิง จากฝั่งพม่า ข้ามมาเรียนหนังสือในฝั่งไทยมหาศาลตลอดแนวชายแดน

ที่ผ่านมา…มีนักศึกษาจากพม่า มาเรียนในระดับมหาวิทยาลัยเอกชนของไทยไม่น้อยนะครับ รวมทั้งอาจารย์ชาวพม่าที่เข้ามาสอนในมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะที่เรียนเป็นภาษาอังกฤษ (อินเตอร์)

ผู้เขียนที่เคยเป็นที่ปรึกษาของผู้ว่าฯกทม. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เคยไปเยี่ยมโรงเรียนของ กทม.พบว่า ครูสอนวิชาภาษาอังกฤษระดับประถม เป็นครูหนุ่มชาวพม่า ทำหน้าที่ได้ดี

แผ่นดินเราติดกันยาวเหยียดกว่า 2,401 กิโลเมตร

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image