Soft power กับสงกรานต์ 1 เดือน

สงกรานต์ คือ หนึ่งในประเพณี(วัฒนธรรม) ของชาติ
ที่ปฏิบัติสืบทอดต่อเนื่องกันมาอย่างช้านาน นับ1,000 ปี
และนับเป็นหนึ่งในประเพณีที่โด่งดัง เป็นที่รู้จัก ของผู้คนทั่วโลก
จนสามารถพูดได้ว่ากลายเป็นสัญลักษณ์ของไทย ไม่น้อยไปกว่าประเพณี “ลอยกระทง”

เป็นที่น่าปลื้มใจ ที่องค์การยูเนสโก ได้ประกาศขึ้นทะเบียนให้ “สงกรานต์ในประเทศไทย”
เป็นรายการในบัญชีตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity)
ในการประชุมคณะกรรมการว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ครั้งที่ 18 ณ เมืองคาเซเน สาธารณรัฐบอตสวานา เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อย่างน้อยพอมีข่าวว่า ปี2567 ที่กำลังจะมาถึงในไม่กี่วันนี้
รัฐบาลจะมีการจัดสงกรานต์ Festival ตลอดทั้งเดือน
ก็น่าจะทำให้เกิดความหน้าสนใจไปทั่ว
ซึ่งก็มีทั้งคนที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ก็ว่ากันไปครับ
เพราะเราเป็นโลกประชาธิปไตย ก็ต้องถือเป็นเรื่องปกติ

จากกระแสข่าวสงกรานต์ในปี 2567 นี้
บอร์ด Soft Power ได้เสนอให้มีการจัดเทศกาลสงกรานต์ตลอดทั้งเดือนเมษายน
ในรูปแบบ “Songkran Festival “ หรือเทศกาลสงกรานต์

Advertisement

ตรงนี้ผมในฐานะผู้ผลิตรายการ “วัฒนธรรมสร้างชาติ”
ซึ่งออกอากาศทุกวันเสาร์ ทางช่อง 9 อสมท. มาใกล้ครบ 3 ปีเต็มในเดือนมกราคม 2567 นี้
คิดว่า “เทศกาลสงกรานต์” ที่บอร์ด Soft Power ได้เสนอให้มีการจัดนั้น
เป็นคนละเรื่องกับการจัด อีเวนต์( Even) สงกรานต์นะครับ
ในที่นี้คงไม่ต้องอธิบายว่าต่างกันอย่างไร เพราะหากด้วยจาก “คำ”
ก็เป็นสิ่งที่มีความหมายต่างกันอยู่แล้ว

โดยปกติตามวัดต่างๆ ทั้งในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงต่างจังหวัดทุกภูมิภาค ต่างก็กำหนดจัดในรูปแบบประเพณี “สรงน้ำพระ“ วันโน้นนี้ กันทั้งเดือน
ซึ่งก็มีที่ตรงกัน และไม่ตรงกันอยู่เเล้ว

เพราะฉะนั้น การที่รัฐบาลนำประเพณีสงกรานต์
มาพัฒนาต่อยอดใช้หลักการ Soft Power ในรูปแบบ Festival หรือ“เทศกาลสงกรานต์”
กอปรกับมีการใช้องค์ความรู้ ด้าน Creative จากผู้รู้มาพัฒนา สร้างสรรค์ ด้านการจัดงาน
ประดับประดา ตกแต่ง เเสง สี เสียง ต่อยอดให้น่าสนใจ ตื่นตาตื่นใจ

โอ้ย! แค่หลับตานึกตาม ก็เห็นภาพ และชวนให้ตื่นเต้นสุดๆ ครับ

เหนืออื่นใด ยิ่งมียุทธศาสตร์ประชาสัมพันธ์ เพื่อการรับรู้ สร้างสรรค์ กำหนด วัน เวลา ในแต่ละสถานที่ ให้กระจายครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานที่ที่มี “สตอรี่”
กำหนด 1 เดือน
ผมเข้าใจว่า จะเป็นการเชื่อมต่อในอารมณ์ความรู้สึก ได้เปิดอย่างดี
การกำหนด Festival ให้เป็นพื้นที่ๆ ในทั่วทุกภาค ในกรอบระยะเวลา 1 เดือน
สำหรับผม อาจจะยังน้อยไปด้วยซ้ำ

หากมีการบูรณาการผ่านกระทรวงต่างประเทศ องค์กรต่างๆของไทย ที่มีอยู่ทั่วโลก
เพื่อร่วมกันวางยุทศาสตร์เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ให้มากที่สุด ผมเชื่อว่า จะดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก ให้มาเที่ยว มาสัมผัสความเป็นไทย ผ่าน “เทศกาลสงกรานต์” ได้อย่างทรงพลัง

แน่นอนว่า สิ่งที่จะตามมา ก็คือ ตัวเลขรายได้จากการท่องเที่ยว(อย่าไปจมปลักกับนักท่องเที่ยวจีน) เพราะประชากรบนโลกใบนี้มีกว่า 7 พันล้านคน…ไม่มีปัญญาหารึ !

วันนี้ในขณะที่การสร้างเศรษฐกิจ รายได้ จากส่วนอื่นๆ ค่อนข้างยาก และต้องใช้เวลามาก
ถึงอาจได้มาก็ได้เฉพาะกลุ่มทุน เศรษฐี เท่านั้น กว่าจะถึงชาวบ้านคือ “เศษ”
ที่สำคัญไม่ได้อะไรในอารมณ์สร้างสรรค์ เลย
แต่การมีกิจกรรมนี้ เป็นการกระตุ้นความรู้สึก มีคุณค่า
“การปกครองผู้ปกครองประเทศ การทำงานเพื่อพลเมืองนอกจากเงินเเล้ว คือการมีส่วนร่วม เเนวร่วม คุณค่าของพลเมือง เพื่อ unity”

การท่องเที่ยว จึงเป็นรายได้ที่ทำได้เร็ว ง่าย และจริง ที่สำคัญก็คือ เป็นการกระจายรายได้ ที่เข้าถึงถ้องถิ่น เศรษฐกิจฐานรากโดยตรง

มิพักต้องพูดถึง “นโยบายเงินดิจทัล ที่รัฐบาลกำลังจะทำเพื่อหวังกระจายเงินให้เร็ว ไปตามท้องถิ่น วันนี้ยังลูกผีลูกคนอยู่เลย” ว่าจะผ่าน กฎหมายหรือไม่ !

การนำเสนอ Soft power จากต้นทุนทางวัฒนธรรม คือประเพณี สงกรานต์ ในรูปเเบบ Festival ในกรอบระยะเวลา 1 เดือน มาถูกทาง และเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ทราบว่าใช้งบประมาณเพียง 1,000 ล้าน สำหรับผม “มันน้อยนิด” เมื่อเทียบกับสิ่งที่จะได้กลับมามากมาย ทั้งคุณค่า เเละมูลค่า

การรับรู้ ขับเคลื่อนในทางจิตวิทยา ผู้คน ประชาชน ในอาชีพต่างๆที่เกี่ยวข้อง เช่น เสื้อผ้า อาหาร การเเสดง ค้าขาย จะตื่นตัวกระตุ้น กระจาย ความภาคภูมิใจ สร้างงาน เงิน การท่องเที่ยว เพียบ!

เป็นสัญญาณ ถึง ยูเนสโก ผู้คน ทั่วโลก ในสภาวะสื่อไร้พรมเเดน

ลำพังแค่สร้างข่าว ความเคลื่อนไหว ยังจะสามารถต่อเรื่องราว การรับรู้ อีกหลายหลาก ด้านวัฒนธรรม ที่เรามีอยู่มากมายมหาศาล

ยูเนสโก จะได้จับจ้องสนใจ เราของจริง บ้านเมืองเราให้ความสำคัญ ด้านวัฒนธรรม ไม่ใช่แค่ “ส่งเอกสาร power points “

เราเตรียมการให้ความสำคัญ ใน “ศิลปะ ประเพณี วิถีชีวิต” อันเป็น วัฒนธรรมของชาติ ซึ่งเป็นต้นทุนอันล้ำค่า ที่สืบทอดพัฒนากันมาอย่างช้านาน

วัฒนธรรมเหล่านี้ จริงๆก็คล้ายๆกันในแถบอินโดจีน จนมิอาจอ้างได้ว่าเป็นของใคร

แต่ด้วยเราไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของใคร มีความต่อเนื่อง มีสถาบันอันสำคัญยิ่งของเราคนไทย คือ สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นหนึ่งใน“วัฒธรรม”เป็นสถาบันหลัก ที่ เป็นแรงงจูงใจ เเรงบันดาลใจ สืบสาน สร้างสรรค์ พัฒนา ต่อยอด มาอย่างต่อเนื่อง

จนทำให้ “ศิลปะ ประเพณี วิถีชีวิต ของคนไทย ประเทศไทย โดดเด่น สวยงาม มีชื่อเสียง เป็นที่ประจักษ์ ต่อสายตาผู้คนไปทั่วโลก”

ทุกคำที่เขียน คงไม่เกินเลยครับ
ที่เขียน ก็อยากสนับสนุน ให้กำลังใจคณะบอร์ด Soft power และรัฐบาล
เช่นกัน ก็อย่าตื่นเต้น หัวร้อน กับ ผู้คนที่ติติง ไม่เห็นด้วย

ให้อธิบาย กันไป และบางแง่มุมที่เขาติติง ฟังและนำมา แก้ไข อย่างยิ่งเรื่อง “คอรัปชั่น” ในเรื่องนี้ ก็อยากให้ผู้ที่คัดค้านแยกแยะ เรื่องงาน เเละ ทุจริต มันคนละเรื่องกับ “การโกง” ก็ต้องตรวจสอบ ป้องกัน ครับ
”แต่ชีวิต มันต้องเดินไปข้างหน้า“

มิฉะนั้นเราก็จะเสียโอกาส อย่างที่เห็นและเป็นที่ผ่านมา จบ!

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image