หน้าแรก บทความ ดร.เฮนรี คิสซ...

ดร.เฮนรี คิสซิงเจอร์ ในความทรงจำ

12.12.23 | 12:42 น.

ดร.เฮนรี คิสซิงเจอร์ ในความทรงจำ

เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของวงการทูตระดับโลก เมื่อ ดร.เฮนรี คิสซิงเจอร์ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ได้ละจากโลกนี้ไปแล้ว คิสซิงเจอร์เป็นนักการทูตระดับโลก มีวิสัยทัศน์อันยาวไกล แม้จากไปในวัย 100 ซึ่งย่างเข้าเลข 3 หลักแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นความระทมของคนจีนและอเมริกันชน

แม้ 1 ศตวรรษของคิสซิงเจอร์มากด้วยข้อโต้แย้ง แต่เป็นผู้ที่เข้าใจระเบียบวินัยโลก (World Order)อย่างถ่องแท้ เปี่ยมด้วยศิลปการทูต อุดมด้วยปัญญาด้านการเมืองการทูต มีความคิดปราดเปรื่อง ตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน เป็นต้นมา ได้มีประธานาธิบดีหลายคนล้วนมองว่า คิสซิงเจอร์ คือ ที่ปรึกษาทางการทูต

ปี 1970 คิสซิงเจอร์ ได้เยือนจีนอย่างลับสุดยอด เป็นการเปิดทางสถาปนาความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ ถือเป็นการเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่เกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองของโลก

ล่าสุดปี 2023 เดือนกรกฎาคม เยือนปักกิ่ง ได้รับการต้อนรับจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ระดับซุปเปอร์วีไอพี ในฐานะอเมริกันชนธรรมดาคนหนึ่ง ซึ่งเป็นการได้รับเกียรติสูงยิ่งกว่ารัฐมนตรีของสหรัฐ จึงเป็นการชัดเจนยิ่งว่า ปักกิ่งให้ความสำคัญแก่ “เพื่อนเก่าของคนจีน” ที่สร้างคุณูปการ

Advertisement

คิสซิงเจอร์ คือ สัญลักษณ์แห่งลัทธิสัจนิยม แต่ก็มีคนเห็นว่ามุมมองของเขาหมดสมัย อำนาจชักจูงไม่เหมือนอดีต แต่ในความเป็นจริง สัจนิยมในหนึ่งศตวรรษหาได้เปลี่ยนแปลงไม่ ประเด็นจึงอยู่ที่วันนี้การเมืองสหรัฐต้องการโครงสร้างระเบียบวินัยโลกชุดใหม่ เพื่อมาจัดการประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาอำนาจ

ทว่า หลายปีที่ผ่านไป ระบอบประชานิยมกุมอำนาจการเมืองสหรัฐ ผลประโยชน์ระยะสั้นบดบังยุทธศาสตร์ระยะยาวไปหมดสิ้น คิสซิงเจอร์จึงทอดอาลัยเกี่ยวกับอนาคตแห่งความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ

ชีวิตทางการเมืองคิสซิงเจอร์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด 1 ในนั้นคือ สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตจีน-สหรัฐ เมื่อเดือนตุลาคมปีนี้ จึงได้เปรยว่า ครึ่งหนึ่งของชีวิตได้ทำงานเพื่อความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ

จึงเป็นการสมควรที่สื่อทั่วจีนลงข่าวสดุดี สำนักซินหัวเสนอว่า “เพื่อนเก่าของจีนที่ได้มีปฏิสัมพันธ์อันดีต่อจีนถึงครึ่งศตวรรษ คิสซิงเจอร์ คือเพื่อนที่แสนดีของจีน บัดนี้ได้บรรลุตำนานแห่งชีวิตอย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์”

นอกจากนี้ ยังมีสื่อจีนมากมายหลายฉบับเสนอข่าวเกี่ยวกับความเศร้าโศกเสียใจของคนจีนทั่วประเทศ อาลัยและรำลึกถึงคุณงามความดีของคิสซิงเจอร์ ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น “ผู้เชี่ยวชาญกิจการจีน และตำนานจีน”

ปี 1971 ขณะที่คิสซิงเจอร์ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยสำนักความมั่นคงสหรัฐ ในนามทูตพิเศษของประธาธิบดี

ได้เยือนจีนอย่างลับสุดยอด ร่วมกับรัฐบาลจีนดำเนินการให้ประธานาธิบดีนิกสันเยือนจีนไม่เป็นทางการ เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์จีน-สหรัฐให้กลับสู่สภาพปกติ เป็นการสร้างคุณูปการทางประวัติศาสตร์ 50 ปีให้หลังของวันนี้ ในสถานภาพที่ต่างกับอดีต ก็ยังทำการผลักดันสหรัฐพัฒนาสัมพันธภาพกับจีนอย่างต่อเนื่อง มิเคยว่างเว้น

คิสซิงเจอร์ คือ “ผู้เชี่ยวชาญกิจการจีน” มากด้วยความรู้จีน ข่าวสารจีน และเข้าใจจีน เคยเขียนหนังสือชื่อ “On China” ชีวิตนี้เยือนจีนเกินกว่า 100 ครั้ง ครั้งล่าสุดคือเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2023 ได้พบกับสี จิ้นผิง และได้รับการต้อนรับในระดับที่สูงสุด

จากวันนั้นถึงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2023 ซึ่งเป็นวันที่จากไป นับเป็นเวลาเพียง 4 เดือนเศษเท่านั้น จึงน่าจะถือว่า การเยือนจีนครั้งล่าสุดเป็นการ “สั่งเสีย” เพราะกังวลว่าจีน-สหรัฐจะตกกับดัก Thucydides และ Armageddon จะมาเยือน หากมองไปยังเวทีการเมืองของโลก น่าเชื่อว่า นอกจากคิสซิงเจอร์แล้ว ไม่น่าจะมีคนที่ 2 ผู้ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้นำสูงสุดของจีนทุกสมัย ตั้งแต่ “เหมา เจ๋อตง” ถึง “สี จิ้นผิง” รวม 6 สมัย

ดังนั้น จึงเป็นการสมควรที่คิสซิงเจอร์ได้รับฉายา “เพื่อนเก่าของประชาชนจีน”

การเยือนจีนครั้งสุดท้าย ดูเหมือนคิสซิงเจอร์กังวลประเด็นทหารจีนและสหรัฐจะเกิดการปะทะกันที่ทะเลจีนใต้และช่องแคบไต้หวัน รวมทั้งประเด็นจีนซื้ออาวุธร้ายแรงกับรัสเซีย ทริปนี้จึงโฟกัสไปที่ “หลี่ ซ่างฝู” รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมจีน สังคมโลกจึงสนใจการสนทนาระหว่างคิสซิงเจอร์กับหลี่ ซ่างฝู อันมีข้อความปริศนาที่กล่าวว่า “ไม่ว่าสหรัฐ หรือจีน ย่อมไม่มีต้นทุนพอที่จะรับผิดชอบต่อความเสียหายในการเป็นศัตรูต่อกัน ถ้าสองประเทศก่อสงครามย่อมไม่สามารถนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่มีประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ” ดูประหนึ่งเป็นการ “สั่งเสีย” ไม่เพียงต่อหลี่ ซ่างฝู หากรวมทั้งผู้นำสูงสุดและพรรค ตลอดจนประชาชนจีน อันเป็นข้อความที่สร้างสรรค์ กินใจ ให้ข้อคิดและเตือนสติ

สำนวนจีนมีว่า “คนใกล้ตาย คำพูดนั้นขลัง” (人之將死 其言也善 ) หมายถึงคำพูดมีความหมายทรงคุณค่า

หากจะกล่าวว่า Bismarck อดีตนายกรัฐมนตรีเยอรมนี คือ ผู้ที่สนับสนุนลัทธิการทูตแบบสัจนิยม (Realpolitik) ในศตวรรษที่ 19 “คิสซิงเจอร์” ก็คือนักการทูตสัจนิยมในศตวรรษที่ 20 ของเวทีการเมืองโลก

คิสซิงเจอร์ได้พรรณนาว่า ตั้งแต่สถาปนาประเทศ ฐานรากการทูตสหรัฐ ประสบปัญหาคือ เกิดความขัดแย้งระหว่างประเพณีจิตนิยม (Idealism) กับการเมืองแบบสัจนิยม (Realism) แต่ในสายตาของเขามองว่า เป็นการยึดถือผลประโยชน์สหรัฐเหนือยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด ทั้งนี้ โดยการโฆษณาชวนเชื่อ จึงมิใช่ความศรัทธาของเขา

ปี 1973 สหรัฐได้ร่วมลงนามกับเวียดนามเหนือใต้ในสัญญา “ข้อตกลงสันติภาพปารีส” คิสซิงเจอร์เพียงเพื่อทำการไกล่เกลี่ยให้ยุติสงคราม ในปีเดียวกันได้รับรางวัลสันติภาพโนเบล แต่มีผู้ที่คัดค้านการก่อสงครามจำนวนไม่น้อยเห็นว่าเป็นการประชด แต่ความจริง คือ ต้องการให้ถอนทหารอเมริกันออกจากสมรภูมิเวียดนาม และตัดขาดการเสริมทัพทางภาคใต้ของทหารเวียดกง อีกทั้งสนับสนุนประธานาธิบดีนิกสันทิ้งระเบิดอย่างลึกลับที่กัมพูชา ซึ่งเป็นประเทศที่วางตัวเป็นกลาง เป็นเหตุให้ชาวกัมพูชาเสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นคน

นอกจากนี้ ปี 1970 สหรัฐได้สนับสนุนทหารฝ่ายขวาของชิลีทำการปฏิวัตินองเลือด และยินยอมให้ทหารอาร์เจนตินาเข้าทำการปราบปราม ทำลายชีวิตหลายหมื่นคน บทบาทในเหตุการณ์ดังกล่าว คิสซิงเจอร์ล้วนถูกตั้งคำถาม และในสายตาของคนจำนวนไม่น้อยมองว่า คิสซิงเจอร์ คือ อาชญากรสงคราม

ข้อถกเถียงเกี่ยวกับลัทธิคิสซิงเจอร์มีจำนวนไม่น้อย มีคนมองว่ามือเขาเต็มไปด้วยเลือด และก็มีคนมองว่า เขาเป็นที่ปรึกษาของผู้ลากมากดีในวงการเมืองและธุรกิจ สิ่งที่เขาสนับสนุนก็เพียงเพื่อผลประโยชน์ของบรรดาผู้ลากมากดีเท่านั้น แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่เห็นว่า เขาคือปรมาจารย์ทางยุทธศาสตร์ระหว่าประเทศ เป็นผู้ที่มีความรู้และข้อคิดเห็นแหลมคมสมบูรณ์ อันเป็นประจักษ์ในประเด็น “ร่วมกับจีนต่อต้านโซเวียต” ซึ่งเป็นงานชิ้นโบแดง หลังจากนั้นก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงทิศทางสถานการณ์โลกใหม่ ปัจจุบันความสัมพันธ์จีน-สหรัฐถือว่าเป็นประเด็นที่สำคัญสุดของโลก สำคัญที่สามารถผลักดันสันติภาพโลกและความเจริญรุ่งเรืองของโลก

ทว่า หลายปีที่ผ่านไปความสัมพันธ์จีน-สหรัฐกลับดิ่งลง เป็นเหตุให้คิสซิงเจอร์เกิดความกังวล จึงเน้นย้ำว่า ชะตาชีวิตของมนุษย์ในโลกย่อมขึ้นอยู่กับจีน-สหรัฐสามารถคบกันอย่างสันติหรือไม่ ควรต้องจดจำบทเรียนจากสงครามโลกครั้งที่ 1 นักการเมืองสหรัฐควรต้องทำความเข้าใจความคิดของจีน ควรหาทางป้องกันมิให้เกิดความขัดแย้งแตกแยก หลีกเลี่ยงการแข่งขันอย่างร้ายแรงและตอบโต้ จนเป็นเหตุให้เกิดสถานการณ์โลกที่ไม่มั่นคง

ประเด็นจึงมีอยู่ว่า นักการเมืองสหรัฐ ตลอดจนนักวิชาการ และบรรดานักวิเคราะห์ทั้งหลาย จะมีสักกี่คนที่เหมือนคิสซิงเจอร์ อันหมายถึงมุมมองและวิสัยทัศน์ทางการทูตอย่างยาวไกล

ตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ถึงบารัก โอบามา รัฐบาลทุกสมัยของสหรัฐล้วนให้ความสนใจความคิดเห็นของคิสซิงเจอร์ จนกระทั่งสมัยโดนัลด์ ทรัมป์ เหตุการณ์ก็เริ่มแปรเปลี่ยน แรงจูงใจทางการเมืองของคิสซิงเจอร์เริ่มเสื่อมถอย ประการหนึ่งชราภาพ อีกประการหนึ่งถูกกระทบด้วยระบอบประชานิยมของนักการเมือง ครั้นเมื่อผู้ลากมากดีขาดผลประโยชน์ จึงจำเป็นต้องเลือกข้าง ประชานิยมจึงได้ครองเมือง

หากย้อนมองเหตุการณ์ 1970 คิสซิงเจอร์ด้านหนึ่งสนับสนุน “สหรัฐร่วมจีนต้านโซเวียต” อีกด้านหนึ่งผลักดันสหรัฐผ่อนคลายความตึงเครียดกับโซเวียต เขาเคยอธิบายถึงเบื้องหลังแห่งมโนคติของยุทธศาสตร์การทูตประเด็นนี้ว่า สหรัฐต้องเข้าใจถึงข้อจำกัดแห่งยุทธศาสตร์ต่างประเทศ จะต้องมีการประนีประนอมกับสภาพความเป็นจริง คือ การปรับตัวเข้ากับเหตุการณ์ การผ่อนคลายความตึงเครียดคือวิธีการแข่งขันแบบมาราธอนกับโซเวียต อันเป็นปัญญาแห่งยุทธศาสตร์ระยะยาว ส่วนเหตุการณ์วิกฤตกับการเผชิญหน้า คือ ขั้นตอนสุดท้ายของนโยบายการทูต หากมิใช่กิจวัตรประจำแห่งความสัมพันธ์ของประเทศมหาอำนาจ บัดนี้ วงการเมืองสหรัฐและการทูตต้องการปฏิบัติการประเภทดังกล่าวมากทีเดียว เพราะปัญญานี้เท่านั้นที่จะแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง หากมิใช่ไปตามกระแสน้ำ และให้การเมืองระบอบประชานิยมและอุดมการณ์จูงจมูกตลอดไป

ฉะนั้น หากพิเคราะห์จากมุมมองดังกล่าว แนวคิดการทูตของ ดร.เฮนรี คิสซิงเจอร์ ไม่เพียงไม่ล้าสมัย หากเป็นมโนคติที่สังคมกำลังถวิลหา เพราะเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน