“ถั่วเหลืองสหรัฐ” ต้นแบบวัตถุดิบยั่งยืน … ส่วน “ข้าวโพดไทย” มาตรฐาน GAP อยู่ไหน?
ในการประชุม COP26 ณ เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์
ประเด็นสำคัญที่ทุกประเทศเห็นร่วมกันคือ จำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศา และเรียกร้องให้ทุกประเทศทบทวนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2030
ขณะที่หลายประเทศออกมาตรการต่างๆ เพื่อดูแลโลกออกมาแล้ว อาทิ สหภาพยุโรปออกมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) หรือการเก็บภาษีคาร์บอนของสินค้าที่นำเข้าตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2026 ในขณะที่ สหรัฐก็กำหนดที่จะใช้มาตรการแบบเดียวกัน ภายใต้กฎหมายการแข่งขันที่สะอาด (Clean Competition Act: CCA) กับสินค้านำเข้าจากประเทศที่มีนโยบายสิ่งแวดล้อมต่ำกว่าสหรัฐ คาดว่าจะเริ่มใช้ปี 2026
ประเทศไทยทำธุรกิจกับ “ตลาดโลก” ในการส่งออกอาหาร ย่อมต้องให้ความสำคัญกับประเด็นความยั่งยืน ตลอดห่วงโซ่การผลิตที่ทั้งใหญ่ทั้งยาว โดยมี “พืชวัตถุดิบอาหารสัตว์” เป็นห่วงโซ่ขั้นแรกที่กำลังถูกจับตามองว่าใกล้จะทำให้เกิดอุปสรรคทางการค้าครั้งใหญ่หากไม่มีการเตรียมพร้อมเพื่อทำให้พืชวัตถุดิบที่ใช้นั้นลดการปล่อยคาร์บอนลงให้มากที่สุด

สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ดูจะเป็นโต้โผสำคัญในการขับเคลื่อนให้ภาครัฐและทุกภาคส่วนในห่วงโซ่การผลิตอาหารหันมาใส่ใจในประเด็นนี้ เนื่องจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือพืชวัตถุดิบอื่นๆ ในประเทศไทย ยังปล่อยคาร์บอนในปริมาณสูง มีการเผานาข้าว-เผาตอซัง หรือการเก็บเกี่ยวที่ใช้พลังงานสูงเกิดขึ้นในประเทศ
หากเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จะกระทบขีดการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารไทยในตลาดโลก รายได้ที่เคยเข้าประเทศนับแสนล้านบาทจะมลายหายไปอย่างน่าเสียดาย
ล่าสุด มีโอกาสร่วมฟังสัมมนาถอดบทเรียนความยั่งยืนของ “ถั่วเหลืองสหรัฐอเมริกา” ที่มีอัตราการปล่อยคาร์บอนจากทั้งเมล็ด มาถึงกากถั่วเหลืองเพียง 0.47 กิโลคาร์บอน/กก. ต่ำกว่าบราซิลที่ปล่อย 4.69 กิโลคาร์บอน/กก. และอาร์เจนตินา 4.54 กิโลคาร์บอน/กก. คิดเป็นสัดส่วนที่ดีกว่าถึง 10 เท่า กลายเป็นโมเดลความสำเร็จที่น่าศึกษา และนำมาประยุกต์ใช้กับพืชวัตถุดิบในบ้านเรา
ขณะที่แต่ละปีไทยนำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองและกากถั่วเหลืองปีละเกือบ 6 ล้านตัน เพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ในสัดส่วนราว 25%
Mr.Tom Frisch ผู้อำนวยการคณะกรรมการถั่วเหลืองแห่งสหรัฐ (United Soy Bean Board) ซึ่งเป็นเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองในเจเนอเรชั่นที่ 4 ของครอบครัว เล่าว่าความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นได้ด้วยกรอบความคิดที่จะปกป้องและดูแลผืนดินเพื่อคนรุ่นหลัง และเพื่อเพิ่มผลผลิตบนความตั้งใจที่จะเลี้ยงดูประชากรโลกให้ดีที่สุด โดยวิธีการคือจะไม่ไถกลบที่ดิน แต่จะทิ้งตอซังให้เป็นการปลูกพืชคลุมดิน เพราะถ้าไถก็ต้องใช้แทรคเตอร์ ทำให้มีการปล่อย CO2 ปริมาณมาก นอกจากนี้ ยังปล่อยให้หิมะสลาย เพื่อให้มีความชื้นอยู่ถึงเดือนถัดไปซึ่งจะลดการใช้ปุ๋ยได้ ซึ่งจะใช้เทคโนโลยีแม่นยำ ในการโรยปุ๋ยเข้ามาช่วย
คำว่าเทคโนโลยีแม่นยำนี้ ประกอบไปด้วย ภาพถ่ายดาวเทียมที่วัดระดับสารอาหารในดินได้ สามารถบอกได้ว่าพื้นดินจุดใดมีสารอาหารที่ดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องโรยปุ๋ย อีกส่วนที่สำคัญ คือการทำทางน้ำและแนวกันชน ซึ่งจะช่วยลดการพังทลาย-ชะล้างดิน ลดความเสี่ยงเรื่องน้ำท่วม ตลอดจนใช้ GPS ในการตรวจการใช้สารฆ่าแมลง และเว้นระยะแต่ละพื้นที่
Mr.Tom Frisch ยังย้ำบทเรียนอีกว่าอนาคตของเกษตรยั่งยืนนั้น เกษตรกรต้องมีการเปลี่ยนแปลง ยอมรับวิธีใหม่ ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย และต้องมีนวัตกรรมด้านพันธุกรรมเข้ามาสนับสนุน เพราะเทคโนโลยีจะช่วยให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น เพื่อให้ทุกคนบนโลกมีอาหารอย่างเพียงพอ ที่สำคัญ ต้องตระหนักเสมอว่า ความยั่งยืนไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นสิ่งที่ “ต้องทำ” โดยต้องทำการ Benchmark และพัฒนาอยู่ตลอดเวลา
ทั้งนี้ แม้การตัดไม้ทำลายป่าในบราซิลและอาร์เจนตินาจะเกิดขึ้นในวงกว้าง ซึ่งนับเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ตัวเลขการปล่อยคาร์บอนของสองประเทศนั้นสูงมาก สวนทางการเพิ่มขึ้นของป่าในสหรัฐ เมื่อผนวกกับผลผลิตต่อไร่ของถั่วเหลืองสหรัฐที่เพิ่มสูงขึ้นมาก ก็ยิ่งทำให้ตัวเลขความแตกต่างในการปล่อยคาร์บอนห่างกันมากขึ้นตามไปด้วย
“พิธีสารการรับรองความยั่งยืนของถั่วเหลืองในสหรัฐ” เป็นบทบาทของภาครัฐที่สำคัญไม่แพ้กัน โดยออกเป็นข้อกำหนด SSAP กำกับให้เกิดสมดุลของมวลผลผลิตถั่วเหลือง มีการออกใบรับรองให้กับเกษตรกรถั่วเหลืองสหรัฐ นำไปเป็นหลักฐานการปล่อยคาร์บอนตามเกณฑ์มาตรฐานของสหรัฐ สร้างแต้มต่อในธุรกิจให้แก่ลูกค้าได้

กล่าวได้ว่า การลดคาร์บอนในสหรัฐถูกขับเคลื่อนโดยรัฐบาล เพราะเกิดพายุฝุ่นขึ้นทำให้หลายฝ่ายตระหนักและจับมือกันแก้ไข ขณะที่บางประเทศอาจต้องขับเคลื่อนโดยเอกชน หรือ NGO ที่จะกระตุ้นให้เกิดความพยายามในการลดคาร์บอนดังกล่าว ประเทศไทยก็เช่นกัน เราได้เห็นความพยายามของภาคเอกชน ได้เห็นการทำโครงการงดรับซื้อวัตถุดิบที่ผ่านการเผา ได้เห็นการเรียกร้องของ NGO แต่กลับยังไม่เห็น Action ของภาครัฐเท่าที่ควร
ในเวที COP28 ณ นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อ 9 ธันวาคม 2566 ผู้แทนประเทศไทย กล่าวถ้อยแถลงตอกย้ำจุดยืนประเทศไทยว่า คนไทยตื่นตัวเรื่องโลกร้อนมากขึ้นและยืนยันว่าประเทศไทยได้ทำตามสิ่งที่ได้ให้คำมั่นไว้ พร้อมระบุว่าถึงเวลาที่ทุกคนต้องร่วมกันลงมือทำ เพื่อให้ลูกหลานของเรามีโลกใบนี้ได้อยู่อาศัยต่อไป
ฟังดูดีและสวยหรู แต่ในทางปฏิบัติแล้ว หากรัฐบาลไทยจริงจังกับการรับมือปัญหาโลกร้อนและการลดคาร์บอนดังที่ประกาศในเวทีโลก ก็ไม่ควรมองข้ามต้นน้ำของห่วงโซ่การผลิตอาหารของไทยซึ่งเป็นครัวของโลก ถั่วเหลืองในไทยแม้จะปลูกได้น้อยก็ต้องเริ่มทำทันที และยิ่งกับ “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” จำนวน 5 ล้านตันที่ปลูกในประเทศ ขอแค่ประกาศ “มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP)” เพื่อใช้กับไร่ข้าวโพด 7 ล้านไร่ของประเทศไทย … ทำไมถึงไม่ทำ …
ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ช่วยตอบที.
![5yj;gs]nv'1](https://www.matichon.co.th/wp-content/uploads/2023/12/5yjgsnv1.png)
