หน้าแรก บทความ วงจรชีวิต : ก...

วงจรชีวิต : กรณีหนี้คนไทย…

22.12.23 | 11:39 น.

วงจรชีวิต : กรณีหนี้คนไทย…

การมีชีวิตของความเป็นคนหรือมนุษย์เราทั้งในยุคปัจจุบันและอดีตที่ผ่านมา สำหรับใครบางคนที่ต้องการความอยู่รอดความจำเป็นในชีวิตประจำวัน พฤติกรรมหนึ่งก็คือการยืมวัตถุสิ่งของ ทรัพย์สินเงินทองของผู้อื่นเพื่อมาใช้ยังชีพ โดยมีเงื่อนไขของการยืมเหล่านั้นทั้งเวลาของการใช้คืน ดอกเบี้ย ค่าปรับ จำนอง จำนำ การยึดทรัพย์สิน มิอาจจักรวมไปถึงการทำร้ายกันทางวาจา ร่างกายและการฆ่า อะไรสิ่งใดคือมาตรฐานของภาวะดังกล่าว

เมื่อหลายพันปีที่แล้วมาครั้งสมัย “เมโสโปเตเมีย” หรือเป็นดินแดนของอารยธรรมแรกของโลกที่อยู่ระหว่างแม่น้ำไทกริส (Tigris) และยูเฟรตีส (Euphrates) หรือประเทศอิรัก อิหร่าน ซีเรีย ตุรกีในยุคปัจจุบัน ในสมัยนั้นมีการนับเลขฐาน 60 มีการใช้ตัวอักษรบันทึก มีระบบคิดเงินตราเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้าและชำระหนี้ ชาวสุเมเรียนถือเป็นชนชาติแรกของโลกที่มีแนวคิดเรื่อง “หนี้สิน” โดยเชื่อว่า การเป็นหนี้ไม่ได้หมายความแค่ข้อผูกมัดระหว่างบุคคลเท่านั้น โดยมีความเชื่อว่า มนุษย์ทุกคนติดหนี้บุญคุณเทพเจ้าที่บันดาลให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล…

หนี้สินสมัยเมโสโปเตเมียได้แบ่งหนี้เป็น 3 ประเภทคือ ภาษีที่ต้องจ่ายให้รัฐ เงินบริจาคให้นักบวชและศาสนสถาน และหนี้ส่วนบุคคล โดยมีกฎหมายฮัมมูราบี (The Code of Hammurabi) ได้บัญญัติถึงการลงโทษลูกหนี้ที่ไม่มีเงินจ่ายเจ้าหนี้ อาทิ “หากชายใดมีหนี้สิน เขาผู้นั้นต้องขายภริยา บุตรชาย บุตรสาวเพื่อนำเงินมาใช้หนี้ หรือส่งคนเหล่านั้นไปใช้แรงงานในบ้านเจ้าหนี้เป็นเวลา 3 ปี เมื่อถึงปีที่ 4 พวกเขาเหล่านั้นจักได้เป็นอิสระ…”

ระบบการทวงหนี้ในสมัยดังกล่าวก็คือ 1.ทวงถามอย่างผู้ดี เจ้าหนี้ไม่กดดันลูกหนี้มากเกินไป เช่น การใช้คำพูด “ได้โปรดกลับมาเถิด เรารู้ว่าพวกท่านกำลังยุ่งอยู่กับธุรกิจการงาน แต่อย่าลืมคืนเงินให้กับเรา และเราสัญญาว่าจะไม่ทำสิ่งใดให้พวกท่านรู้สึกไม่ดีเป็นอันขาด…” 2.การเสนอให้ผ่อนจ่าย เชื่อว่าระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้มีความสัมพันธ์เสมือนญาติพี่น้องกัน จึงไม่มีการคิดดอกเบี้ยทบต้นให้ต้องกังวล 3.ฝากข้อความตามหาลูกหนี้หาย โดยฝากข้อความไปกับกองคาราวานสินค้าที่ไปยังเมืองต่างๆ 4.เรียกเก็บเงินจากบุพการี โดยมีผู้ค้ำประกันในกรณีที่ลูกหนี้หนี โดยมีคำกล่าวเชิงข่มขู่ลูกหนี้ อาทิ “ถ้าพวกเจ้าคนใดคนหนึ่งไม่มาตามสัญญา รับรองได้เลยว่าเงินของบิดาเจ้าจะหมดไป…” และ 5.ประจานให้อับอาย โดยใช้คำ “หากไม่คืนเงินแล้วละก็ เราจะแจ้งความถึงเจ้าเมืองและสันติบาล พวกเขาจะประจานให้พวกเจ้าต้องอับอายขายหน้าสมาคมพ่อค้า” (www.moneybuffalo.in.th)

Advertisement

หลังจากยุคสมัยดังกล่าวเป็นต้นมาการกู้หนี้ยืมสิน การเป็นหนี้แล้วไม่ยอมใช้คืนก็เกิดขึ้นในทุกๆ ชนชั้น ชาติพันธุ์ ทุกประเทศทั่วทั้งโลกรวมถึงสังคมไทยเราด้วย ในยุคสมัยของอยุธยาได้มีกฎหมายตราสามดวง ที่เกี่ยวเนื่องด้วยกู้หนี้ถือสินกัน ลักฉ้อ นักเลงเล่นเบี้ย ทาสสินไถ่ทาสเชลย ล่วงพระราชทรัพย์ วิวาทข่มเหง ฯลฯ การกู้หนี้ก็มีการกำหนดให้มีดอกเบี้ยในแต่ละประเภทหรือแม้กระทั่งการขายลูกเมียใช้หนี้…

สังคมในเมืองไทยเราตั้งแต่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 (พ.ศ.2504-2506) ด้วยนโยบายเพิ่มปริมาณและประสิทธิภาพของการผลิตพืชผลการเกษตร การขนส่ง การสื่อสาร การคมนาคม การชลประทาน การขยายตัวของอุตสาหกรรม สนับสนุนการลงทุนของเอกชน ส่งเสริมด้านพลังงานสาธารณูปโภคอื่นๆ เราท่านที่เกิดในยุคสมัยดังกล่าวจะพบเห็นถึงบ้านเมืองที่ระบบไฟฟ้า การขนส่ง ถนนหนทาง ข้าวของเครื่องใช้ในบ้านยังคงเป็นยุคพึ่งพาตนเองหรือธรรมชาติ อาทิ หุงข้าวกับเตาถ่าน ใช้แสงตะเกียง แสงเทียนยามค่ำคืน ใช้ระบบจดหมายโทรเลขในการสื่อสาร น้ำดื่มก็ต้องตักจากบ่อที่ขุดลงไปในแผ่นดิน การเดินทางไกลในชนบทหรือห่างเมืองก็เดินทางด้วยรถไฟ พ่อแม่มีบุตรในครอบครัวหลายๆ คน ผู้คนในยุคนั้นเมื่อมาถึงยุคนี้ก็มีคำเรียกที่ว่ายุคเบบี้บูม…

ช่วงหกทศวรรษที่ผ่านมา สังคมไทยเรามีการพัฒนาของบ้านเมืองมาตามลำดับทั้งระบบน้ำไหล ไฟสว่าง หนทางสะดวก อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ ความสะดวกสบายในชีวิตก็เกิดขึ้นทั้งทุกชนชั้น สิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่องนอกจากปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง สังคมโดยเฉพาะหนี้สินของประชาชนชาวบ้านในระดับรากหญ้า หรือนายทุนที่ต้องทำธุรกิจขนาดใหญ่แล้วล้มละลายไม่สามารถใช้หนี้สินได้ มาถึงวันเวลานี้รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ได้จัดให้ “ระบบหนี้จะเป็นวาระแห่งชาติ จะต้องหมดไปในรัฐบาลนี้…”

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายเศรษฐา ทวีสิน ได้แถลงถึงมาตรการจัดการหนี้ทั้งระบบ ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2566 ตอนหนึ่งที่ว่า “รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาหนี้ทั้งระบบ การจัดการ การกวาดล้างหนี้นอกระบบ การดูแลลูกหนี้ในระบบให้ได้รับสินเชื่อที่เหมาะสมและเป็นธรรม ผมไม่ได้กล่าวว่าการเป็นหนี้เป็นสิ่งที่ชั่วร้าย โลกนี้มีหนี้ที่ดีอยู่ก็คือหนี้ที่นำไปจับจ่ายใช้สอยหรือประกอบธุรกิจ โดยไม่เกินความสามารถ ก่อให้เกิดการหมุนเวียนของระบบเศรษฐกิจ เพิ่มจำนวนเงินในระบบทั้งประเทศ การมีลูกหนี้ที่ดีจึงเป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ…”

โดยมีลูกหนี้อยู่ 4 กลุ่มคือ 1.ลูกหนี้ที่ได้รับผล กระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 2.กลุ่มที่มีรายได้ประจำ แต่มีภาระหนี้จำนวนมากจนเกินศักยภาพในการชำระคืนหนี้ 3.กลุ่มที่มีรายได้ไม่แน่นอน ทำให้การชำระคืนหนี้ไม่ต่อเนื่อง 4.กลุ่มที่เป็นหนี้เสียคงค้างเป็นระยะเวลานาน นอกจากนั้นนายกรัฐมนตรียังได้เสนอถึงภาครัฐให้มีการส่งเสริมวินัยการออม เช่นบริการ “ออมเพลิน” เป็นโครงการนำร่องให้ประชาชนสามารถสะสมเงินออมแบบอัตโนมัติ (Automatic Saving) ทุกครั้งที่จะใช้จ่ายชำระสินค้าเพื่อเป็นการลดหนี้…” (มติชนรายวัน 14 ธันวาคม 2566 หน้า 2)

ข้อมูลหนึ่งของแบงก์ชาติได้ประเมินว่า ครัวเรือนไทยมีหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบในปีนี้ เฉลี่ย 5.6 แสนบาท/ครัวเรือน และมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น พฤติกรรม 8 ประการที่เป็นหนี้คือ 1.เป็นหนี้เร็ว คนวัย 25-29 ปี มากกว่า 58% เป็นหนี้บัตรเครดิต หนี้ส่วนบุคคล ซื้อบ้าน รถยนต์ กินเที่ยวเต็มวงเงิน 2.เป็นหนี้เกินตัว เกือบ 30% เป็นลูกหนี้บัตรเครดิตมีหนี้ 4 บัญชีต่อคน 3.เป็นหนี้โดยไม่ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนหรือถูกต้อง พบว่า 4 ใน 5 ของการเสนอขายสินเชื่อของสถาบันการเงิน ลูกหนี้ได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วนทั้งค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ย 4.มีหนี้เพราะมีเหตุจำเป็น กว่า 62% ของครัวเรือนไทยมีเงินออมเผื่อฉุกเฉินไม่เพียงพอ ส่วนใหญ่ไม่สามารถจ่ายคืนได้ในกลุ่มอาชีพอิสระ ค้าขาย รับจ้าง บริการ เกษตรกร 5.เป็นหนี้นาน มากกว่า 1 ใน 4 ของคนอายุเกิน 60 ปียังมีภาระหนี้ต้องผ่อนชำระเฉลี่ยสูงกว่า 415,000 บาทต่อคน 6.หนี้เสีย ลูกหนี้ 10 ล้านบัญชีเป็นหนี้เสีย 4.5 ล้านบัญชีเป็นหนี้เสียช่วงโควิด-19 มียอดหนี้รวมกว่า 4 แสนล้านบาท 7.หนี้ไม่จบไม่สิ้น 20% ของบัญชีหนี้เสียถูกยื่นฟ้อง 1 ใน 3
จบด้วยการยึดทรัพย์ขายทอดตลาด ไม่เข้าถึงการไกล่เกลี่ยทั้งก่อนฟ้อง หลังฟ้องและหลังคำพิพากษา และ 8.หนี้นอกระบบ ไม่สามารถเข้าถึงหนี้ในระบบ มีรายได้ไม่แน่นอน แบงก์ไม่เห็นข้อมูลรายได้จึงไม่กล้าปล่อยสินเชื่อ…

ข้อเท็จจริงหนึ่งเชิงประจักษ์ก็คือปัญหาหนี้สินเกิดขึ้นตั้งแต่ระดับชาวบ้านหาเช้ากินค่ำทั้งกู้ในระบบจากธนาคารหรือหน่วยงานของรัฐและนอกระบบไปเพื่อประกอบธุรกิจค้าขาย แก๊งเงินกู้นอกระบบที่ดอกเบี้ยเกินกว่ากฎหมายได้กำหนด การทวงหนี้ด้วยการใช้วาจาและการกระทำที่รุนแรงต่อทรัพย์สิน ร่างกาย ชีวิต การหนีหนี้ที่ทิ้งสุนัข แมวสัตว์เลี้ยงไว้ รวมถึงการตัดสินใจฆ่าตัวตายทั้งตนเอง ครอบครัว ของการเป็นหนี้มีให้พบเห็นบ่อยจากสื่อต่างๆ ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งทศวรรษ

คำสอนของชาวพุทธหนึ่งที่ว่า “อิณา ทานํ ทุกขํโลเก” การก่อหนี้เป็นทุกข์ในโลก การใช้หนี้ด้วยทรัพย์สินเงินทองวันหนึ่งหนี้ก็หมดไปได้ แต่สำหรับใครบางคนมีหนี้ชีวิตจะต้องชดใช้ทั้งชีวิต สิ่งสำคัญยิ่งก็คือเราท่านต้องใช้หนี้ต่อแผ่นดินเกิดที่ให้เราท่านได้มีลมหายใจอย่างมีความสุขดังเช่นทุกวันนี้แล…