การปาฐกถาของ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่มีต่อนักธุรกิจอเมริกัน ณ ซานฟรานซิสโก ในสมัยที่มีการประชุมเอเปคนั้น ได้หวนคิดถึงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับความสัมพันธ์จีน–อเมริกัน โดยอาศัยสถานภาพประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีนที่สืบสานจากประวัติศาสตร์สาธารณรัฐจีนในอดีต อันปราศจากรอยต่อ ก้าวข้ามข้อตำหนิที่มีต่อคอมมิวนิสต์จีนโดยสิ้นเชิง ตามหลักพันธุศาสตร์คือ ชีพจรเดียวกัน แสดงออกซึ่งหัวอกเดียวกันของคนจีนที่มีความสัมพันธ์กับอเมริกันชน ถือเป็นความปฏิพัทธ์ที่มิอาจมองข้าม
ย้อนมองเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวต่างชาติที่เข้าสู่สมรภูมิ ไม่ว่าทหาร ไม่ว่าสามัญชนที่เจอพิษสงคราม ล้วนได้รับความช่วยเหลืออย่างเสมอภาค ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ครั้นเมื่อเครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดใหญ่เข้าต่อต้านการบุกรุกของกองทัพญี่ปุ่น ด้านหลังแจ๊กเก็ตของนักบินอเมริกันนอกจากติดคำขวัญ ด้านบนยังมีรูปธงชาติสาธารณรัฐจีนและธงชาติสหรัฐอเมริกา เพื่อวัตถุประสงค์กรณีเครื่องบินรบอเมริกาถูกทหารญี่ปุ่นยิงตกในเขตแดนของจีน ชาวจีนจะได้แยกแยะถูกต้อง และทำการช่วยเหลือต่อไป
กรณีเป็นการอ้างอิงถึงเรื่องราวเมื่อวันที่ 18 เมษายน 1942 คือ 5 เดือนหลังจากกองทัพเรือญี่ปุ่นโจมตีฐานทัพเรือสหรัฐที่เพิร์ลฮาเบอร์ รัฐฮาวาย นายทหารอากาศ James Doolittle ได้เป็นผู้นำเครื่องบินระเบิด B-25 จำนวน 16 ลำ ทำการโจมตีกรุงโตเกียว ช็อกไปทั่วญี่ปุ่น และสั่นสะเทือนดวงหทัยอเมริกันชนไปด้วย ระหว่างทางบินกลับ เนื่องจากฝูงบินน้ำมันหมด จึงต้องขอลงฉุกเฉินที่ชานเมืองของมณฑล เจ้อเจียง ประเทศจีน เป็นเหตุให้นักบินเสียชีวิต 9 นาย รอดเพียง 1 นาย แต่ก็ยังโชคดีได้รับความช่วยเหลือจากชาวชนบท จึงรอดพ้นจากการจับกุมของทหารญี่ปุ่น
ประวัติศาสตร์ดังกล่าวได้ถูกลืมไประยะหนึ่ง กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้จึงได้รับความสนใจจากจีนและอเมริกัน ณ ที่เมืองฉู่โจว มณฑลเจ้อเจียง จึงได้สร้างอนุสรณ์สถาน Doolittle เพื่อเป็นการเตือนความจำความร่วมมือการทหารระหว่างจีน–อเมริกัน เกี่ยวกับการร่วมต่อต้าน “ลัทธิฟาสซิสต์ญี่ปุ่นวิปโยค” ในอดีตกาล
ถ้อยคำปาฐกถาของ สี จิ้นผิง กล่าวถึง นายพลแคลร์ ลี เชนโนล์ต ของสหรัฐ ที่เป็นจ่าฝูงนำกองบินที่ 14 ทหารอาสาสมัครเข้ามาที่จีนเพื่อช่วยรบกับญี่ปุ่น โดยทำลายการปิดล้อมของทหารญี่ปุ่น และสร้างเส้นทางอากาศขึ้นใหม่เรียกว่า “เส้นทางการบินหนอกอูฐ” อันเป็นการเชื่อมต่อเขตแดนยูนนานกับอินเดีย เป็นการเปิดเส้นทางใหม่ ทหารพันธมิตรได้ทยอยเข้ามาเสริมทัพอย่างไม่ขาดสาย กลายเป็น “เส้นชีวิต” ของจีนสำหรับต่อต้านญี่ปุ่น และก็เพื่อธำรงไว้ซึ่งเส้นชีวิต จึงต้องเสียสละชีวิตเลือดเนื้อของทหารจีนและสหรัฐถึงพันกว่านาย
ทว่า น่าจะต้องด้วยเหตุผลด้านวุฒิภาวะ สี จิ้นผิง จึงมิได้กล่าวถึงเรื่อง Romantic ของนายพลเชนโนล์ต กับ “Anna Chennault” นักข่าวสำนักข่าวจีน (เฉินเซียงเหมย=) ผู้ซึ่งเคยไปทำการสัมภาษณ์ในสมัยสงครามญี่ปุ่น–จีน ทั้งสอง in love ในที่สุดเข้าพิธีสมรส คงเป็นด้วยบุพเพสันนิวาส จึงพบกับคนที่เป็นเนื้อคู่
แม้แอนนาเป็นคนจีนเลือดจีน นายพลเชนโนล์ตเป็นอเมริกัน ต่างเชื้อชาติต่างสัญชาติ แต่นายพลอเมริกันกลายเป็นบุตรเขยของจีน อันเป็นประจักษ์ว่ารักไม่มีพรมแดน รักไม่มีศาสนา พรหมลิขิตนำพาโดยแท้
ก่อนสมรสได้รับการอวยพรจากประธานาธิบดี เจี่ยง เจี้ยสือ (เจียง ไคเช็ค=) สาธารณรัฐจีน และ มาดาม ซ่ง เหม่ยหลิง สตรีหมายเลข 1 ต่อมาแอนนาได้รับตำแหน่งระดับสูงของพรรครีพับลิกัน ในทศวรรษที่ 70 ประธานาธิบดีนิกสันเยือนจีนอย่างเป็นทางการ เพื่อฟื้นฟูสัมพันธภาพจีน–สหรัฐ แอนนาเป็นผู้ปิดทองหลังพระ ทำหน้าที่ประสานงานอเนกอนันต์อยู่เบื้องหลัง จนบรรลุผลสำเร็จ
ชีวิตของแอนนา ละม้ายกับลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น เพราะเธอเกิดในตระกูลนักการเมืองของประเทศจีน บิดาและน้าล้วนเป็นนักการเมืองระดับหัวแถวในการร่วมสถาปนาประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน
ช่วงสุดท้ายของปาฐกถา สี จิ้นผิงได้รำลึกถึง “ประสบการณ์อเมริกา” ส่วนตัว โดยเล่าว่า ทศวรรษที่ 80 เป็นครั้งแรกที่เยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งพักอยู่กับครอบครัวอเมริกันชื่อ D Work ที่รัฐไอโอวา และยังจำบ้านเลขที่ได้อีกด้วยคือ 2911 เขากล่าวว่า “นี่คือครั้งแรกที่ได้สัมผัสกับอเมริกันชนอย่างแท้จริง และเป็นประวัติศาสตร์แห่งการใช้ชีวิตร่วมกับอเมริกันชนที่มิอาจลืม”
ส่วนศตวรรษที่ 21 ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกสองประเทศ จึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาสัมพันธไมตรีให้ดียิ่งขึ้น ควรหวนคิดถึงความรู้สึกและเข้าใจหัวอกของประชาชน อันควรต้องถนอมความรักของสองประเทศให้ยั่งยืนสถาพร เพื่อแสวงหาแนวทางใหม่แห่งการพัฒนาประเทศร่วมกันต่อไป
ล้วนเป็นคำพูดที่ซาบซึ้งตรึงใจ สร้างสรรค์ ให้ข้อคิดและเตือนสติ เป็นการโน้มน้าวประชาชนจีนและอเมริกันชนให้รักกันเช่นเดียวกับอดีตตั้งแต่กองทัพเรือญี่ปุ่นโจมตีเพิร์ลฮาเบอร์ฮาวาย เป็นโอวาทอันล้ำค่าที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ให้ไว้ ณ ซานฟรานซิสโก
ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

