แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี 2561-2580 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2561 กำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ไว้ 6 ด้าน ได้แก่ 1 ด้านความมั่นคง 2 ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน 3 ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ 4 ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม 5 ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 6 ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ โดยมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เป็นหัวเรือใหญ่ในการขับเคลื่อน
ตลอดระยะเวลานับแต่ยกร่างจนถึงประกาศใช้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่อยมาว่า กำหนดระยะเวลานานเกินไป ขณะที่สภาพสังคม สิ่งแวดล้อม ทั้งระดับโลก ภูมิภาคและในประเทศ เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว อนาคตของลูกหลานไม่ควรถูกจำกัดไว้กับแผนยาวขนาดนี้
เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ที่ผ่านมา นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เป็นประธานประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นการประชุมคณะกรรมการ ครั้งที่ 2/2566
มีมติเห็นชอบร่างโครงการเพื่อขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 จำนวน 309 โครงการ มอบให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นำเสนอผลการพิจารณาต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาสั่งการต่อไป
ขณะเดียวกันเห็นชอบแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินการโครงการสำคัญ ตามที่สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดองหรือสำนักงาน ป.ย.ป. เสนอ
โดยคุณเศรษฐา มอบหมายให้เพิ่มความสำคัญกับสภาพแวดล้อมของโลกที่เปลี่ยนแปลง ได้แก่ บทบาทของปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ สมองกล (AI) Cloud Computing พลังงานสะอาด ภูมิรัฐศาสตร์ และการเคลื่อนย้ายแรงงาน
“เป็นการปรับเปลี่ยน ต้องหารือในรายละเอียดกันต่อไป ไม่ถึงกับยกเลิก” คุณเศรษฐาพูดทำนองนั้น
ขณะที่โฆษกรัฐบาลให้ข้อมูลไม่ชัด ที่ให้ปรับเปลียนนั้นเป็นภาระหน้าที่ของหน่วยงานใด ระหว่างสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กับสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)
สังคม ผู้คนก็สับสน ซิครับ ว่าใคร หน่วยงานใดเป็นเจ้าภาพหลักรับงานนี้ไปทำ และประสานงานกันอย่างไร
เพราะตั้งแต่ช่วงรัฐบาลที่แล้วมีการอภิปรายทั้งในสภาผูัแทนราษฎรและวุฒิสภาว่า แผนยุทธศาสตร์ชาติแข็งตัวเกินไป ทับซ้อนกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ควรกลับมาให้ความสำคัญกับแผนพัฒนาเศรษกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นแผนระยะ 5 กันอีกครั้ง แม้จะเป็นแผนระดับรอง แต่ก็มีความยืดหยุ่นมากกว่า
แผนล่าสุด ฉบับที่ 13 พ.ศ.2566-2570 เพิ่งประกาศเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2565 มีผลตั้งแต่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2565 ถึง 30 กันยายน 2570
เขียนบริบทการพัฒนาประเทศไว้ 4 มิติ ได้แก่ 1 ด้านเศรษฐกิจ 2 ด้านสังคมและทรัพยากรมนุษย์ 3 ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 4 ด้านการบริหารจัดการภาครัฐ
กำหนดแผนกลยุทธ์รองรับไว้เป็นรายหมุดหมายรวม 13 หมุดหมาย ได้แก่
1.ไทยเป็นประเทศชั้นนำด้านสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง
2.ไทยเป็นจุดหมายของการท่องเที่ยวที่เน้นคุณภาพและความยั่งยืน
3.ไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของโลก
4.ไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง
5.ไทยเป็นประตูการค้า การลงทุนและยุทธศาสตร์ทางโลจิสติกส์ที่สำคัญของภูมิภาค
6.ไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและอุตสาหกรรมดิจิทัลของอาเซียน
7.ไทยมีวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่เข้มแข็งมีศักยภาพสูงและสามารถแข่งขันได้
8.ไทยมีพื้นที่และเมืองอัจฉริยะที่น่าอยู่ปลอดภัยเติบโตได้อย่างยั่งยืน
9.ไทยมีความยากจนข้ามรุ่นลดลงและมีความคุ้มครองทางสังคมที่พอเพียงเหมาะสม
10.ไทยมีเศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนตํ่า
11.ไทยสามารถลดความเสี่ยงและผลกระทบจากภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
12.ไทยมีกำลังคนสมรรถนะสูงมุ่งเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ
13.ไทยมีภาครัฐที่ทันสมัยมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ประชาชน
ครับ ที่ผมยกเรื่องแผนยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติขึ้นมาชวนคุย เพราะมีประเด็นให้ชวนคิดว่า สิ่งที่คุณเศรษฐาดำริให้เพิ่มความสำคัญกับบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น สอดคล้องกับแผนฉบับไหน และควรถูกปรับเปลี่ยนมากกว่า
ที่สำคัญ ปรับแล้วผลในทางปฏิบัติจะเป็นไปอย่างที่ปรับหรือไม่ แค่ไหน
เพราะพบข้อเท็จจริงอีกเรื่องหนึ่ง ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่แล้ว ฉบับที่ 12 พ.ศ.2560-2564 วางเป้าหมายด้านยุทธศาสตร์ การเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพมนุษย์ เมื่อสิ้นปี 2564 ตัวชี้วัดที่ 3.1 ผลคะแนนสอบ PISA ของเด็กไทยในแต่ละวิชาไม่ต่ำกว่า 500 การอ่านของคนไทยเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 85
ถึงวันนี้ ผลคะแนน PISA ล่าสุดปี 2565 ต่ำกว่าเป้าหมายทุกวิชา โดยเฉพาะการอ่าน ได้แค่ 379 คะแนน
จึงเป็นเหตุให้ตัวชี้วัดว่าด้วยคะแนน PISA ถูกลบหายไปจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 อย่างสิ้นเชิง
สมหมาย ปาริจฉัตต์

