หน้าแรก บทความ พยัคฆ์ซ่อน มั...

พยัคฆ์ซ่อน มังกรซุ่ม : คำถาม จำเป็น เมื่อพยัคฆ์ซ่อน มังกรซุ่ม คำตอบ จำเป็น โดย เสถียร จันทิมาธร

4.01.24 | 13:59 น.

ไม่ว่าจะเป็นหานซิ่น จอมยุทธ์ผู้มีส่วนในการร่วมสถาปนาราชวงศ์ฮั่นให้กับเล่าปัง ไม่ว่าจะเป็นจูกัดเหลียง จอมยุทธ์ผู้มีส่วนในการสืบทอดอำนาจแห่งราชวงศ์ฮั่นผ่านพระเจ้าเล่าปี่

ไม่ว่าจะเป็นโลซก จอมยุทธ์ผู้มีส่วนในการขยายอำนาจให้กับซุนกวนผ่านการเติบใหญ่ของแคว้นกังหนำ

ล้วนเคยดำรงอยู่ในลักษณะ “พยัคฆ์ซ่อน” ประสาน “มังกรซุ่ม” มาแล้ว

คำถามก็คือ ทั้งๆ ที่หานซิ่นดำรงอยู่ในลักษณะแห่ง “พยัคฆ์” ซ่อน เหตุใด “มังกร” ในระดับเล่าปังจึงล่วงรู้

เมื่อเป็น “ปุจฉา” ก็จำเป็นต้องมี “วิสัชนา”

Advertisement

คำถามก็คือ ทั้งๆ ที่จูกัดเหลียงดำรงอยู่ในลักษณะแห่ง “มังกรซ่อนกาย” เหตุใดกิตติศัพท์จึงระบือไปถึงหูเล่าปี่

นี่ย่อมเป็นคำถามเดียวกันต่อโลซกก่อนย่างกรายไปยังแคว้นกังหนำ

ความน่าสนใจเป็นอย่างมากก็คือ เส้นทางของหานซิ่น เส้นทางของจูกัดเหลียง เส้นทางของโลซกล้วนมิได้เป็นทางสายตรง หากมากด้วยความคดเคี้ยว

หากศึกษาจาก “งำประกาย” จากการเรียบเรียงของ อธิคม สวัสดิญาณ จะเข้าใจ

เบื้องต้น คือเข้าใจรากฐาน “หานซิ่น”

พระยาไฮว่อิน ต้นสมัยราชวงศ์ฮั่น เป็นชาวไฮว่อิน สมัยเด็กที่บ้านยากจนมาก ไม่มีสมบัติของผู้ดี

พอที่ใครจะแนะนำเข้ารับราชการได้

ซ้ำทำมาค้าขาย หาเงินยังชีพก็ไม่เป็น มักอาศัยใต้ชายคาบ้านคนอื่น ขอข้าวกินไปเรื่อย

ชาวบ้านส่วนใหญ่รังเกียจเขา

หานซิ่นเคยไปพักบ้านหัวหน้ากองที่หนานซางทางหมู่บ้านปลาย อยู่กินเปล่าหลายครั้ง แต่ละครั้งนานนับหลายเดือนเลยทีเดียว

เมียหัวหน้ากองเกลียดชังเขามาก

มาวันหนึ่งเมียหัวหน้ากองจึงหุงข้าวก่อนเวลายกเข้าไปกินในห้องนอน พอถึงเวลากินข้าวเช้า

หานซิ่นจะเข้าบ้านไปกินข้าว

นางไม่จัดเตรียมให้ หานซิ่นรู้เจตนาของพวกเขาจึงกลับไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ

และไม่หวนกลับมาอีกเลย

วันหนึ่ง หานซิ่นนั่งตกปลาที่คูเมือง มีหญิงชราหลายคนกำลังสางล้างด้ายฝ้ายอยู่ แม่ใหญ่คนหนึ่งเห็นหานซิ่นหิวโซ

ก็เอาข้าวมาให้กินด้วยความสงสาร

เป็นอย่างนี้อยู่กว่า 10 วัน กระทั่ง นางสางล้างฝ้ายเสร็จหมดแล้ว หานซิ่นตื้นตันนักพูดกับแม่ใหญ่คนนั้นว่า

“สักวันหนึ่งข้าต้องตอบแทนแม่ใหญ่อย่างงาม”

แม่ใหญ่กลับตอบด้วยความโกรธว่า “ชายชาตรีเลี้ยงตัวยังไม่รอด ข้าให้ข้าวแกกินเพราะสงสารดอก

หวังให้เจ้าตอบแทนข้าที่ไหนกัน”

บ้านคนฆ่าโคในไฮว่อิน มีหนุ่มน้อยคนหนึ่งหยามหานซิ่นว่า “แกตัวสูงใหญ่ ชอบพกมีดดาบก็จริง
กลับคือ ไอ้ผีน้อยขี้ขลาด”

ซ้ำหยามเขาต่อหน้าธารกำนัลว่า “ถ้าไม่กลัวตายก็เอากระบี่แทงข้าเลย แต่ถ้ากลัวตายก็จงคลานลอดหว่างขาออกไป”

หานซิ่นมองหน้าเขา

ตรึกตรองครู่หนึ่ง ก็ก้มตัวลง คลานลอดหว่างขาเขาออกไป

คนตามถนนหนทางล้วนพูดถึงหานซิ่นด้วยอาการตลกขบขัน เห็นว่าเขาเป็นคนขี้ขลาดตาขาว

นี่ย่อมเป็นตำนานเล่าขานถึงขั้นเกิดสมญา “ไอ้หนุ่มลอดหว่างขา”

ยิ่งหากอ่านยุทธนิยาย “ไซ่ฮั่น” ยิ่งมากด้วยความพิสดาร แม้กระทั่งโกวเล้งเขียนยุทธนิยายเรื่อง “ดาบจอมภพ”

ยังเอาสถานการณ์ “ลอดหว่างขา” มาปรับเปลี่ยน

คอยุทธนิยายกำลังภายในที่ติดตาม “ดาบจอมภพ” ของโกวเล้ง สำนวนแปล ว. ณ เมืองลุง

ล้วนประทบจิตฝังใจต่อบทบาทอันถอดมาจาก “หานซิ่น” ของโป้วอั้งเสาะได้อย่างไม่รู้ลืมเลือน

ต้องอ่าน

เมื่อโป้วอั้งเสาะ (หิมะแดงตระกูลโป้ว) เดินทางไปยังปศุสัตว์โรงหมื่นม้า (บ้วนเบ๊ตึง) ของบ๊วนเบ๊จึงจู๊ ณ เมืองเปลี่ยวร้างชายแดน

มันถูกท้าทายและหยามหยันจากบุรุษหนุ่มเหล่าบริวาร “ม้อย่งเม้งจู๊”

กระทั่งถึงขนาด “หากท่านมีขวัญกล้าแข็งจริง จงมาฆ่าข้าพเจ้า หากท่านไม่มีขวัญนี้ก็อย่าหมายได้เข้าประตูใหญ่”

ท้าทายเพราะเห็นว่าโป้วอั้งเสาะเป็นคนพิการ

เท้าขวาของมันพิการ ในยามเดินเท้าซ้ายต้องสาวออกไป 1 ก้าวก่อน เท้าขวาจึงลากตามไปช้าๆ แล้วเท้าซ้ายจึงก้าวอีก เท้าขวาลากตามไปอีก

ข้อเสนอของม้อย่งเม้งจู๊คือ “ท่านจงคลานลอดใต้รั้วนี้ไปเถิด”

ณ เบื้องหน้าเสียงหัวร่อหยามหยันของพวกมัน โป้วอั้งเสาะกลับคล้ายมิได้ยินเลย ใบหน้ายังคงไร้ความรู้สึก

คลานลอดใต้รั้วไม้อย่างเชื่องช้า

ลากฝีเท้าหนักอึ้ง เดินตรงไปเบื้องหน้า ทีละก้าว ทีละก้าว เสื้อผ้าที่สวมใส่ไม่ทราบเปียกชุ่มตั้งแต่เมื่อใด

พลันเสียงหัวร่อของบุรุษหนุ่มทั้งปวงก็หยุดชะงักลงพร้อมกัน

เนื่องจากทั้งปวงต่างพบเห็น แต่ละก้าวของโป้วอั้งเสาะที่พื้นจะมีรอยเท้าลึกอย่างยิ่งปรากฏอยู่

เป็นรอยเท้าคล้ายใช้มีดสลักขึ้น

แสดงว่ามันต้องใช้พละกำลังทั้งปวงเท่าที่มีเข้าไปสะกดกลั้นความพลุ่งพล่านดาลเดือดของจิตใจไว้

จึงสามารถ “ข่ม” เอาไว้ได้

มีพัฒนาการอย่างแน่นอนเมื่อโกวเล้งนำเอาเรื่องราวของหานซิ่นไปสอดสวมเข้ากับเรื่องราวของโป้วอั้งเสาะ

โป้วอั้งเสาะ “งำประกาย” แต่ก็มิได้ “งำ” อย่างสิ้นเชิง

เพราะว่าในความข่มกลั้นต่อเสียงหยามหยันนั้นกลับเผยแสดงผ่านแต่ละกระบวนท่าอันถือเป็น “พลังภายใน”

ขณะที่กล่าวสำหรับหานซิ่นมีทั้งที่เป็น “จริง” และน่าจะเป็น “เท็จ”

จริงคือการยอมรับต่อการหมิ่นหยาม นั่นก็คือ ยินดีลอดใต้ “หว่างขา” ของอีกฝ่าย

เต็มใจรับฉายา “ไอ้หนุ่มลอดหว่างขา”

แต่ในความเป็นจริงนั้น ก็ดำเนินไปในลักษณะ “พยัคฆ์ซ่อน” ประสานเข้ากับลักษณะ “มังกรซุ่ม” หานซิ่นมิได้ไร้ฝีมือ มิได้ไร้กระบวนท่า เพียงแต่ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด

เพราะหากประเมินจากที่ได้เป็น “แม่ทัพ” กรำศึกกับ “เซี่ยงอวี้” ในภายหลังก็แจ่มชัด

คําถามอันเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติก็คือ หานซิ่นทะยานไปดำรงอยู่ในฐานะ “ขุนศึก” สร้างบัลลังก์ให้กับพระเจ้าฮั่นโกโจได้อย่างไร

ยืนอยู่ได้ในระนาบเดียวกันกับ เซียวเหอ จางเหลียง

เส้นทางของ “พยัคฆ์” ซุ่มอย่างหานซิ่น มีเหตุปัจจัยใดทำให้ “มังกร” ระดับเล่าปังเกิดความวางใจ

โปรดอย่ารอคอย แต่จำเป็นต้องติดตาม