การลงทะเบียนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ กับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี :
กรณีศึกษาคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
ตั้งแต่ต้นปี 2567 เป็นต้นมา จะได้ยินข่าวการประชาสัมพันธ์จากภาครัฐถึงมาตรการหนึ่งในการป้องกันแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับประชาชน เป็นจำนวนมาก โดยการกำหนดให้ผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ถือครองซิมการ์ดจำนวนมากต้องไปยืนยันตัวตนผู้ใช้บริการกับผู้ประกอบการภายในระยะเวลาที่กำหนด มิฉะนั้นจะถูกระงับบริการซิมการ์ดทุกเลขหมายที่ตนถือครองอยู่ ทำให้ไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า คนร้ายได้ใช้ช่องทางในลักษณะของการปลอมเป็นเจ้าหน้าที่คอลเซ็นเตอร์ของหน่วยงานต่างๆ โทรไปหลอกลวงประชาชนให้โอนเงิน หรือการส่งข้อความสั้น (SMS) แนบลิงก์ ซึ่งหากกดลิงก์จะเป็นการติดตั้งโปรแกรมในเครื่องโทรศัพท์ของเหยื่อ แล้วทำการโอนเงินผ่าน แอพพลิเคชั่นธนาคารออกจากบัญชีของเหยื่อไปยังบัญชีปลายทางอีกหลายทอด หรือที่เรียกกันว่าบัญชีม้า ซึ่งกระบวนการต่างๆ เหล่านี้อาศัยช่องทางเครือข่ายโทรคมนาคมในการก่ออาชญากรรม ดังนั้น จึงต้องมีมาตรการที่สามารถตรวจสอบซิมการ์ดโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้สามารถระบุตัวตนผู้ใช้งานที่แท้จริงได้
ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำวินิจฉัยในคดีหมายเลขดำที่ อ.780/2559 คดีหมายเลขแดงที่ อ.557/2564 ประเด็นการออกประกาศกำหนดให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จัดเก็บข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนทุกราย (ประกาศ กทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดสรรและบริหารเลขหมายโทรคมนาคม พ.ศ. 2551) ไว้ว่า การจัดเก็บข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนทุกรายเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองสิทธิของผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ การออกประกาศดังกล่าวกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมมีหน้าที่จัดเก็บข้อมูลและรายละเอียดของผู้ใช้บริการ เพื่อเป็นการป้องปรามการนำโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปประกอบอาชญากรรมหรือก่อความไม่สงบหรือก่อการร้าย ทั้งนี้ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยสาธารณะ รวมทั้งความมั่นคงหรือความปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชน นอกจากนี้ ศาลยังได้วินิจฉัยต่อไปว่า ประกาศดังกล่าวมิได้จำกัดสิทธิเสรีภาพในการติดต่อสื่อสารของบุคคลใด เนื่องจากบุคคลมีสิทธิเข้าถึงการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และสามารถใช้คลื่นความถี่อันเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติที่อยู่ในการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมตามกฎหมายได้ แต่บุคคลดังกล่าวก็มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ กสทช. กำหนดเช่นเดียวกัน อีกทั้งการให้บุคคลแสดงตัวตนก่อนเข้าใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ก็มิได้เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลแต่อย่างใด เพราะหากบุคคลนั้นไม่ประสงค์จะแสดงตัวตน ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมก็ไม่สามารถบังคับเอาข้อมูลส่วนบุคคลได้ แต่ในขณะเดียวกันผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมย่อมมีสิทธิที่จะปฏิเสธการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ กสทช. กำหนด
ปัจจุบันการลงทะเบียนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการ โทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ตามประกาศ กสทช. เรื่อง การลงทะเบียนและการจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ฉบับลงวันที่ 27 มีนาคม 2562 โดยมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้ใช้บริการ สนับสนุนการรักษาความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชน และส่งเสริมนโยบายของรัฐบาลในเรื่องการดำเนินธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ด้วยการกำหนดให้ผู้ที่ต้องการเปิดใช้งานเบอร์โทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกรายต้องไปลงทะเบียนผู้ใช้บริการหรือลงทะเบียนซิมการ์ดที่ศูนย์บริการเพื่อยืนยันตัวตนก่อน ซึ่งหากผู้ใช้บริการไม่ดำเนินการ ไม่ยอมให้ข้อมูล หรือไม่แสดงเอกสาร ผู้ให้บริการสามารถปฏิเสธการให้บริการได้ เป็นไปตามเหตุผลที่ศาลปกครองสูงสุดได้ให้ไว้ในคำพิพากษาคดีข้างต้น เพราะแม้ประชาชนจะมีสิทธิเข้าถึงการใช้ทรัพยากรด้านการสื่อสารของชาติ ซึ่งเป็นบริการสาธารณะที่อยู่ในการกำกับดูแลตามกฎหมายของ กสทช.ได้ แต่ประชาชนก็ต้องมีหน้าที่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่รัฐกำหนดเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม สาเหตุข้อหนึ่งที่ทำให้หลายคนกังวลในเรื่องของการลงทะเบียนซิมการ์ด คือเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีปัญหาอาชญากรรมทาง เทคโนโลยี ซึ่งประกาศฉบับนี้กำหนดให้การบริหารจัดการข้อมูลของผู้ใช้บริการ ผู้ให้บริการต้องจัดให้มีระบบและมาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูลเช่นเดียวกับมาตรฐานตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และประกาศว่าด้วยมาตรการคุ้มครองสิทธิของผู้ใช้บริการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของ กสทช. เพื่อให้ผู้ใช้บริการมั่นใจได้ว่าการลงทะเบียนผู้ใช้บริการจะมีมาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูลที่เป็นสากล
โดยสรุปแล้ว เมื่อเราปฏิเสธไม่ได้ว่าการติดต่อสื่อสารทางโทรคมนาคมเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ และขณะเดียวกันกลุ่มมิจฉาชีพก็ได้อาศัยช่องทางนี้ในการหลอกลวงประชาชน การลงทะเบียนผู้ใช้บริการจึงยังจะเป็นมาตรการที่จำเป็นในการรักษาความสงบเรียบร้อย รวมถึงความปลอดภัยของประชาชนจากปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญหาจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งผู้ให้บริการที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายและหลักเกณฑ์อย่างเคร่งครัด และผู้ใช้บริการที่เป็นผู้ให้ข้อมูลและแสดงหลักฐานเพื่อยืนยันตัวตน เพื่อให้การลงทะเบียนผู้ใช้บริการบรรลุวัตถุประสงค์ และสามารถช่วยให้การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีลดน้อยลงต่อไป
พรพักตร์ สถิตเวโรจน์

