หน้าแรก บทความ สะพานแห่งกาลเ...

สะพานแห่งกาลเวลา : ฟอสซิลประหลาด

4.03.24 | 20:21 น.

ภาพฟอสซิลที่ตีพิมพ์ประกอบไว้ในสัปดาห์นี้ ถือเป็นตัวอย่างฟอสซิลที่ประหลาดและเป็นปริศนาที่สุดชิ้นหนึ่งของวงการโบราณคดีและบรรพชีวินวิทยา

กว่า 90 ปีหลังจากที่มีการขุดค้นพบฟอสซิลชิ้นนี้ ไม่เคยมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่สมเหตุสมผลมาก่อนเลยว่า ทำไม ฟอสซิลประหลาดชิ้นนี้ถึงได้อยู่ในสภาพเช่นนี้

ฟอสซิลสัตว์เลื้อยคลานชิ้นนี้ ขุดพบเมื่อปี 1931 ในบริเวณเทือกเขาแอลป์ส่วนที่อยู่ในประเทศอิตาลี เมื่อตรวจสอบเพื่อหาอายุพบว่า มันมีอายุราว 280 ล้านปี อยู่ในยุคสัตว์เลื้อยคลานครองโลก ที่เรียกกันว่า ยุคเพอร์เมียน ซึ่งเกิดขึ้นก่อนยุคไดโนเสาร์

เป็นที่ยอมรับกันว่า ฟอสซิลชิ้นนี้น่าจะเป็นฟอสซิลของสัตว์ในตระกูลสัตว์เลื้อยคลานที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยพบกันมา

ฟังดูทั้งหมด ไม่น่าจะเป็นปัญหา ไม่มีอะไรเป็นปริศนาหรือประหลาดแต่อย่างใด ตัวฟอสซิลก็จัดได้ว่าอยู่ในสภาพแทบจะสมบูรณ์ นอกจากจะมีโครงกระดูกแล้วยังมีเค้าโครงรูปลักษณ์ภายนอกหลงเหลือให้เห็นเด่นชัดอีกด้วย

Advertisement

นักวิทยาศาสตร์ตั้งชื่อให้มันว่า ไทรเดนทิโนซอรัส แอนติคิวอัส (Tridentinosaurus antiquus) เรียกเสียงฮือฮาและข้อกังขาได้ตั้งแต่แรกพบเลยทีเดียว

ปัญหามันอยู่ตรงที่ความแทบจะสมบูรณ์แบบของฟอสซิลชิ้นนี้นี่เอง

เท่าที่รู้กันมา ไม่เคยมีฟอสซิลชิ้นไหนในโลกนี้มีลักษณะเหมือนกับฟอสซิลชิ้นนี้มาก่อน ส่วนมากแล้วมักหลงเหลือเพียงแค่โครงกระดูก ส่วนที่เป็นเนื้อเยื่อ หรือซอฟต์ ทิชชู มักเน่าเปื่อย สลายไปก่อนหน้าที่กระบวนการเกิดฟอสซิลจะเริ่มต้นด้วยซ้ำไป

ไม่เคยมีมาก่อนที่จะเกิดมีส่วนซึ่งเคยเป็นหนัง กลายเป็นฟอสซิลแสดงเค้าโครงของตัวอย่างสัตว์โบราณเอาไว้ชัดเจนเช่นนี้

ในช่วงแรกๆ มีนักวิทยาศาสตร์หลายรายพยายามให้คำอธิบาย เป็นเชิงสันนิษฐานเอาไว้ไม่น้อยว่าทำไม หนังของเจ้าไทรเดนทิโนซอรัส ถึงได้กลายเป็นหิน เป็นฟอสซิลกะเขาไปด้วย

กระนั้นที่น่าแปลกก็คือ ไม่เคยมีใครสนใจที่จะศึกษาฟอสซิลในส่วนหนังที่เป็นเค้าโครงของมันเลยแม้แต่รายเดียว ซึ่งเป็นเหตุให้ วาเลนตินา รอสซี นักชีววิทยาเกี่ยวกับสัตว์และพืชในยุคโบราณ (paleobiologic) ประจำมหาวิทยาลัยคอร์ค คอลเลจ ในประเทศไอร์แลนด์ หันมาสนใจศึกษาวิจัยมันอย่างจริงจัง ตั้งทีมขึ้นมาศึกษาวิจัยกันเลยทีเดียว

ทีมวิจัยของ ดร.รอสซี เริ่มต้นจากการสแกนฟอสซิลทั้งชิ้นด้วยเทคโนโลยียูวีสแกน ทำให้พบว่า ฟอสซิลทั้งชิ้นมีการฉาบด้วยอะไรสักอย่างไปทั่ว ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เป็นวิธีการมาตรฐานในยุคที่ค้นพบฟอสซิลชิ้นนี้ เป้าหมายเพื่อรักษาโครงสร้างของฟอสซิลทั้งหมดเอาไว้

ถัดมาเป็นการศึกษาวิจัยในรายละเอียดของสิ่งที่อยู่ถัดลงไปจากวัสดุเคลือบดังกล่าว โดยใช้หลายเทคนิคผสมผสานกัน ตั้งแต่ สเปกโตรสโคปี, ไมโครเอกซเรย์, และ Raman and Attenuated total reflectance (เอทีอาร์) เป็นต้น

ทีมวิจัยนำเอาผลการวิจัยที่ได้ไปเปรียบเทียบกับวัสดุที่รู้จักกันทั่วไปจำนวนหนึ่ง พบว่า ส่วนที่เคยคิดกันว่าเป็นหนัง ซึ่งกลายเป็นคาร์บอนแล้วกลายเป็นฟอสซิลตกทอดมาถึงปัจจุบันนั้น มีคุณลักษณะเชิงวัสดุศาสตร์ไม่สอดคล้องใดๆ กับวัสดุชีวภาพ หรือสิ่งที่ได้จากสิ่งมีชีวิตใดๆ เลย

ตรงกันข้าม มันกลับมีคุณลักษณะตรงกับเม็ดสี (พิกเมนต์) ของสีดำที่ได้จากกระดูกซึ่งเคยผลิตกันขึ้นมาใช้ในงานเขียนภาพจิตรกรรมในประวัติศาสตร์ยุคหนึ่งของยุโรป

พูดง่ายๆ ก็คือ ส่วนที่เคยคิดกันว่าเป็นหนังที่กลายเป็นฟอสซิลให้เห็นรูปร่างของไทรเดนทิโนซอรัสนั้น ไม่ใช่หนัง หากแต่เป็นสีดำที่ถูกแต่งแต้มลงไปให้กับฟอสซิลชิ้นนี้นั่นเอง

หรือบอกได้อีกอย่างว่า เค้าโครงรอบนอกของสัตว์ในยุคโบราณกาลนี้ ถูก “ปลอม” ขึ้นมานั่นเอง แต่นอกเหนือจากนั้น ทุกอย่างยังเป็นฟอสซิลจริงๆ กระดูกโคนขา ก็เป็นกระดูกโคนขาจริงๆ

รอสซีบอกว่า ในใจเธอรู้สึกตั้งแต่แรกเห็นแล้วว่า ฟอสซิลชิ้นนี้ดูประหลาดไม่เหมือนใคร เพื่อนๆ หลายคนก็รู้สึกทำนองเดียวกัน มันประหลาดกว่าฟอสซิลไหนๆ ที่เคยพบเคยเห็นกันมา

เมื่อได้ผลวิจัยส่วนที่เป็นเค้าโครงหรือผิวหนังออกมาทีแรก รอสซีบอกกับตัวเองทันทีว่า ไม่เข้าท่าเอาเลย นี่มันสีดำชัดๆ

รอสซียอมรับว่า เธอกับทีมวิจัยทั้งรู้สึกช็อกแล้วก็เศร้าใจไปพร้อมๆ กัน แต่ในอีกทางหนึ่งก็คิดเข้าข้างเอาว่านี่อาจเป็นเทคนิคส่วนหนึ่งของการรักษาตัวฟอสซิลเอาไว้ ดังนั้นจึงถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ของบรรพชีวินวิทยาได้เช่นเดียวกัน

การค้นพบของ ดร.รอสซี และทีมวิจัย ถือได้ว่า ได้ยุติปริศนาประการหนึ่งที่ดำรงมากว่า 90 ปี ที่ว่าทำไมส่วนที่เป็นเนื้อเยื่อของสัตว์ถึงได้กลายเป็นฟอสซิลได้ลงไปในที่สุด

กระนั้น ก็ก่อให้เกิดปริศนาใหม่ขึ้นตามมาอีกเช่นกัน นั่นคือ ใครกัน ที่เล่นอะไรพิเรนทร์แบบนี้ แล้วก็ ทำไปทำไมกัน

ปริศนาอย่างหลังนี้เราคงไม่มีวันหาคำตอบได้แน่นอนครับ

ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์