หน้าแรก บทความ สะพานแห่งกาลเ...

สะพานแห่งกาลเวลา : ภัยเงียบจากหูฟัง ANC โดย ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

29.04.24 | 13:52 น.

ธรรมชาติรังสรรค์ร่างกายมนุษย์เราให้มีขีดความสามารถสูงในการปรับตัวเข้ากับสภาวะแวดล้อม ความสามารถที่ว่านี้ส่วนใหญ่แล้วถือว่าเป็นประโยชน์ แต่มีบ้างบางครั้งที่กลายเป็นปัญหาต่อตัวมนุษย์เอง

นั่นเพราะบางทีเราพยายามสร้างสิ่งซึ่งไม่ได้เป็นธรรมชาติให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันที่บังคับให้ร่างกายของเราต้องปรับตัวเข้ากับมัน จนกลายเป็นผลเสียในที่สุด

ทั้งหมดนั่นคือข้อสรุปจากคำเตือนของ เดวิด แม็คอัลไพน์ ผู้อำนวยการวิชาการของมหาวิทยาลัยแมคควอรีเพื่อการได้ยิน (Macquarie University Hearing) ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางวิชาการและการศึกษาวิจัยว่าด้วยการได้ยิน (Hearing) ระดับโลก โดยเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยแมคควอรี ในรัฐนิวเซาธ์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย

แม็คอัลไพน์ พูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาหลังจากปรากฏเสียงบ่นหนาหูมากขึ้นเป็นลำดับในฟอรั่มออนไลน์ต่างๆ ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อใช้หูฟัง โดยเฉพาะหูฟังประเภท “ตัดเสียงรบกวน” หรือ “active noise canceling (ANC)” ตั้งแต่อาการเจ็บหู, คลื่นเหียน ไปจนถึงปวดหัว

บ่นกันมากถึงขนาดกลายเป็นทฤษฎีสมคบคิดกันว่า หูฟังเอเอ็นซี ทำให้เยื่อแก้วหู (eardrum) ได้รับแรงกดดันสูงเป็นพิเศษเป็นที่มาของอาการเหล่านั้น ซึ่งแม็คอัลไพน์ระบุว่า ไม่ถูกต้อง เหตุปัจจัยไม่ได้เป็นเช่นนั้น

Advertisement

เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการทำนองดังกล่าว ไม่ได้เป็นเพราะหูฟังเอเอ็นซีสร้างแรงดันต่อเยื่อหูของเรามากเกินไป แต่เป็นเพราะหูฟังประเภทนี้ทำให้เราไม่ได้ยินเสียงสารพัดเสียงที่เกิดขึ้นอยู่โดยรอบตัวเรา ซึ่งเป็นปกติตาม “ธรรมชาติ” ของเราต่างหาก

หู ฟังที่ใช้เทคโนโลยีตัดเสียงรบกวน หรือหูฟังเอเอ็นซีนั้น ในทางหนึ่งมีประโยชน์ในการลดความดังของเสียงรอบตัวลง ทำให้เราได้ยินแต่เฉพาะเสียงจากอุปกรณ์ที่เราต้องการฟัง โดยการสร้างคลื่นเสียงออกมา “ลบล้าง” กับคลื่นเสียง
อื่นๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา หลงเหลือเฉพาะเสียงจากอุปกรณ์เท่านั้น

หูฟังเอเอ็นซี จึงมีประโยชน์ในแง่ที่ว่า ทำให้เราได้ยินเสียงเพลง เสียงดนตรี ที่เราต้องการฟัง โดยไม่จำเป็นต้องหนีเข้าไปอยู่ในที่เงียบๆ หรือต้องรอฟังในสภาพเงียบๆ เช่น ตอนกลางคืน ดึกๆ เป็นต้น

แต่แม็คอัลไพน์ยืนยันว่า การใช้หูฟังเอเอ็นซีต่อเนื่องกันเป็นเวลานานๆ ก็สร้างปัญหาเช่นเดียวกัน นั่นคือก่อให้เกิดการสูญเสียการได้ยินแฝง (Hidden Hearing Loss) ขึ้นกับตัวผู้ใช้

การสูญเสียการได้ยินแบบนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะหู หรือชิ้นส่วนของหูเราได้รับความเสียหาย แต่เป็นเพราะสมองของเราคุ้นเคยกับการได้ยินแบบชัดๆ ง่ายๆ จากหูฟังเอเอ็นซี นานๆ เข้าก็ปรับตัวรองรับแต่เฉพาะการได้ยินในลักษณะเช่นนั้น จนสูญเสียความสามารถในการ “ประมวลผล” การฟังแบบปกติธรรมดาไป

พูดง่ายๆ ก็คือ หูเรายังปกติ ยังคงรับเสียงได้ปกติ แต่สมองของเรากลับไม่สามารถประมวลส่วนหนึ่งที่ได้ยินให้ออกมาเป็นเสียงอย่างที่เราเคยทำได้นั่นเอง

เมื่อปี 2011 แม็คอัลไพน์เคยทดลองให้กลุ่มตัวอย่างจำนวนหนึ่งเข้าไปในห้องที่เรียกว่า “anechoic chamber” ของมหาวิทยาลัย ห้องที่ว่านี้คือห้องที่สร้างขึ้นให้ปลอดจากเสียงใดๆ โดยสิ้นเชิง ผลลัพธ์ก็คือ แทบทุกคนบอกว่า รู้สึกถึงแรงกดที่มีต่อหูและในหัวของพวกเขา

แม็คอัลไพน์อธิบายว่า นั่นเป็นเพราะคนเราไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาให้อยู่กับความเงียบโดยสิ้นเชิงแบบนั้น เมื่อตกไปอยู่ในสภาพเช่นนั้นจึงเกิดปฏิกิริยาขึ้นมา

เขาบอกว่า หูฟังเอเอ็นซีมีประโยชน์ในแง่ของการลดเสียงดังมากๆ ลง ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อหูได้ แต่ในเวลาเดียวกัน เสียงทั้งหลายที่ประกอบขึ้นเป็นเวทีเสียงรอบตัวเราก็เป็นสิ่งจำเป็นต่อตัวเราเช่นกัน

ในปี 2012 แม็คอัลไพน์ทดลองอีกแบบ เขาให้กลุ่มตัวอย่าง 17 คน ใช้ที่อุดหู (earplug) ตลอดเวลานาน 2 สัปดาห์ ผลก็คือ 11 คน แสดงอาการ “tinnitus” ที่เป็นอาการได้ยินเสียง “วิ้งๆ” หรือ “หึ่งๆ” ในหู โดยที่ไม่มีเสียงใดๆ ข้างนอกเลย

นั่นแสดงชัดเจนว่า การไม่ได้ยินเสียง ส่งผลกระทบต่อกระบวนการประมวลผลเสียงของสมองได้จริงๆ แม้ว่าจะไม่เกิดอันตรายใดๆ กับหูของคนเราเลยก็ตามที และจะหายไปก็ต่อเมื่อ เอาอุปกรณ์อุดหูออก และสร้างความคุ้นเคยกับเสียงรอบตัวเสียใหม่

ปัญหาจะเกิดขึ้นในกรณีที่เราใช้หูฟังเอเอ็นซีอยู่ตลอดเวลาหรือต่อเนื่องนานๆ แบบ นันสต๊อป

คำแนะนำของแม็คอัลไพน์ก็คือ เราสามารถใช้หูฟังเอเอ็นซีได้ เมื่อใดก็ตามที่เห็นว่าสรรพเสียงรอบตัวเรานั้น ดังมากจนเกินไป

แต่ทุกครั้งที่เสียงรอบตัวเราลดลงจนอยู่ในสภาพปกติทั่วไป ก็หันมาฟังเสียงโลกรอบตัวเสียบ้าง เท่านั้นเองครับ