นโยบายสนับสนุนอิสราเอลอย่างสุดขั้วของสหรัฐ โดยการปราบปรามสลายม็อบนักศึกษาที่ทำการประท้วงสงคราม เบื้องหลังคือการเมืองของคนมั่งมีที่สร้างความหายนะ โดยถูกนายทุนชาวยิวบางคนครอบงำ ด้วยการใส่ร้ายนักศึกษาที่ทำการประท้วงคือลัทธิต่อต้านยิว ทั้งนี้ ไม่คำนึงถึงผู้ที่ร่วมต่อต้านก็มีชาวยิวรวมอยู่ด้วย การเมืองของคนมั่งมีได้บิดเบือนระบอบประชาธิปไตย สร้างความสับสนและปั่นป่วนให้แก่การทูตของสหรัฐ
สหรัฐกำลังเผชิญกับความแตกแยกทั้งภายในและภายนอกที่ไม่เคยมีมาก่อน วิทยาเขตกว่า 130 แห่ง เกิดเหตุการณ์ประท้วงสงครามอิสราเอล และให้การสนับสนุนประชาชนกาซา อีกทั้งคัดค้านต่อต้านกองทัพอเมริกันอย่างดุเดือด กรณีละม้ายกับรุ่นปู่รุ่นพ่อทำการประท้วงสงครามเวียดนามในอดีต
พฤติกรรมรุนแรงที่มีต่อนักศึกษาครั้งนี้ ย่อมมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลไบเดน การประท้วงยิ่งนานยิ่งมีผลทางลบต่อการเลือกตั้งใหญ่
กฎหมาย “ต่อต้านชาวยิว” ที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรหมาดๆ ย่อมแสดงให้เห็นว่า นักการเมืองอเมริกาอยู่ใต้อาณัติของนายทุนเชื้อสายยิว และรับคำสั่งอิสราเอลในการขยายลัทธิก้าวร้าว เพื่อการโจมตีเมืองราฟาห์ต่อไป โดยไม่คำนึงถึงโศกนาฏกรรม 3 หมื่นกว่าชีวิตในสมรภูมิแต่อย่างใด
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือการปกครองรูปแบบ Plutocracy หมายถึงการปกครองโดยคนชั้นนำหรือคนมั่งมี ตั้งแต่ปีก่อนศาลสูงได้มีคำวินิจฉัยอนุญาตการบริจาคเงินทางการเมืองชนิดไม่มีเพดาน ถือกันว่าเป็นเสรีภาพ แต่ความจริงคือเป็นตัวเร่งให้ระบอบคนมั่งมีปกครองประเทศ เป็นการเปิดโอกาสให้นายทุนบัญชาอยู่เบื้องหลัง เป็นการอันบิดเบือนสัจธรรมการเมืองประชาธิปไตย เป็นการลิดรอนสิทธิมหาชน ทหารของรัฐบาลเนทันยาฮูสังหารชีวิตคนพร่ำเพรื่อ จำนวนสตรีและเด็กเล็กที่เสียชีวิตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ผู้สื่อข่าวสนามได้กลายเป็นเถ้าถ่านเกินกว่า 100 ชีวิต หน่วยกู้ภัยสหประชาชาติถูกทำลายจำนวนหลายร้อยคน
แม้ศาลโลกแผนกคดีอาญาได้มีคำพิพากษาว่า “เนทันยาฮู” เป็นอาชญากรสงคราม ให้ส่งตัวไปที่ “เฮติ” เพื่อรับการไต่สวน แต่ทำเนียบขาวปกป้อง ทัดทานการส่งผู้ร้ายข้ามแดน พฤติการณ์ของสหรัฐ สังคมมองว่าเป็น “ตัวการร่วม” ในการกระทำความผิดชนิดป่าเถื่อนที่กาซา นอกจากนี้ ยังส่งเงินช่วยเหลืออิสราเอลอีกหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการบุกกาซา พฤติกรรมของสหรัฐคือการ “ตบปากตัวเอง” เพราะด้านหนึ่ง ส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ให้แก่อิสราเอล อีกด้านหนึ่ง ส่งเสบียงอาหารให้แก่กาซา ซึ่งเป็นพฤติการณ์ย้อนแย้งกัน เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความสับสนด้านนโยบายต่างประเทศ
กรณีเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของสหรัฐทั้งภายในและภายนอก ล้มเหลวเพราะการตัดสินใดจำต้องฟังคำสั่งจากนายทุนที่บงการอยู่เบื้องหลัง เป็นต้นว่า เปิดสงคราม ปลุกระดมระบอบประชานิยม แต่ส่งผลร้ายกลับมาสู่สหรัฐ ที่เรียกว่า Boomerang effect จึงเป็นเหตุให้เกิดแรงต่อต้านรุนแรงภายใน ความคิดเห็นในวิทยาเขตเกี่ยวกับการสังหารที่กาซา นักศึกษาทำการต่อต้านพฤติกรรมที่โหดเหี้ยมเป็นการชอบแล้ว
ที่น่าสนใจคือ ตั้งแต่การประท้วงในมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ฮาร์วาร์ด และเยล เป็นต้น เบื้องหลังล้วนมีผู้ปกครองสนับสนุน ล้วนเป็นผู้ที่ประจักษ์ในเหตุการณ์สงครามเวียดนาม เพราะพวกเขาเห็นว่าเป็นพฤติการณ์ที่ธำรงไว้ซึ่งอิสรภาพและประเพณีของสหรัฐ แต่สื่อกระแสหลักสหรัฐใส่ร้ายนักศึกษาที่ทำการประท้วงคือ “ลัทธิต่อต้านยิว” แต่ในความเป็นจริงมีจำนวนไม่น้อยที่เป็นเชื้อสายยิว เพียงเพื่อต่อต้านอำนาจเนทันยาฮูที่ดำรงอยู่ในอิสราเอล และเพื่อธำรงไว้ซึ่งมนุษยธรรมในฉนวนกาซา หากมิใช่
ต่อต้านอิสราเอล ถือเป็นเจตนาที่บริสุทธิ์
จากสื่อออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น TikTok ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มอื่น ล้วนได้เปิดเผยถึงความล้มเหลวของระบบการเมืองสหรัฐ สังคมโลกได้ประจักษ์ถึงผลร้ายของการปกครองโดยคนมีเงินมีอำนาจคือวงจรอุบาทว์
สหรัฐถือกันว่าเป็นต้นแบบแห่งระบอบประชาธิปไตย ก็ยังถูกอำนาจเงินครอบงำทั้งการเมืองและการทูต
อย่าได้แปลกใจ ถ้าภูมิภาคแถบนี้จะเป็นสังคมที่คนชั้นนำคนมั่งมีใช้เงินใช้อำนาจเป็นองค์ประกอบหลักเพื่อครอบงำการเมือง บงการ บัญชา หรือสั่งการอยู่เบื้องหลังให้กระทำการใดหรือไม่กระทำการใด
ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

