บทเรียนรู้กากแคดเมียม
ใช้แก้ปัญหาสารพัดได้ (1)
กากแคดเมียมนี้เกิดจากโรงถลุงแร่สังกะสีที่อำเภอเมือง จังหวัดตาก เจ้าของคือ บมจ.ผาแดงฯ ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น บมจ. B&B ผู้อนุญาตคืออธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ไม่ใช่อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) นี่เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดกัน
มลพิษสิ่งแวดล้อมกับนโยบายรัฐ
มีอย่างน้อย 3 นโยบายจากหลายรัฐบาลที่ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างไม่คาดคิด การขุด+ขน+ขายกากแคดเมียมนี้ก็เป็นกรณีตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด
นโยบายแรกคือนโยบายว่าด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจ
โดยรัฐบาลพยายามดึงให้มีการลงทุนจากต่างประเทศและในประเทศทำได้ง่ายขึ้น ดังนั้น กรอ.จึงได้ออกใบอนุญาตโรงงาน (ร.ง.4) ให้แก่ผู้ประกอบการง่ายขึ้น ความถี่ถ้วนจึงย่อมน้อยลงเป็นธรรมดา
นโยบายที่สองว่าด้วยการกระจายอำนาจไปยังเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ดังเช่นกรณีกากแคดเมียม ความรอบคอบรัดกุมในการตรวจสอบจึงมีช่องโหว่เกิดขึ้นได้ไม่ยาก
นโยบายที่สามหรือนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน
การขุด+ขน+ขายกากแคดเมียมเพื่อนำโลหะที่มีอยู่ในกากแคดเมียมมาใช้ผลิตผลิตภัณฑ์ราคาแพงเป็นการสนองตอบต่อนโยบายนี้และควรสนับสนุน แต่ก็ทำให้เกิดปัญหาอย่างที่รู้กันอยู่
ผลกระทบจากนโยบาย
โรงงานเล็กไม่เป็นโรงงานแล้ว
ในปี 2562 ได้มีการแก้ไข พ.ร.บ.โรงงานให้โรงงาน (ที่วัดกันที่จำนวนแรงม้าและคนงาน) มีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้จำนวนโรงงานที่จดทะเบียนลดลงไปประมาณครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งที่หายไปได้กลายเป็นสถานประกอบการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพตาม พ.ร.บ.สาธารณสุข ซึ่งไม่อยู่ในการควบคุมของ กรอ. หรือสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) อีกต่อไป หน้าที่นั้นถูกถ่ายไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ส่วนใหญ่ไม่มีความพร้อมในด้านบุคลากร ความรู้ความชำนาญ งบประมาณ ในการควบคุม ตรวจสอบ หรือประเมินภารกิจ การเปลี่ยนแปลงนี้จึงทำให้มีปัญหามลพิษต่างๆ ที่ยังหาทางออกไม่เจอ เกิดขึ้นได้มากมายในพื้นที่
ผู้มีอำนาจอนุญาตให้นำของเสีย
หรือวัสดุไม่ใช้แล้วออกนอกโรงงานได้
กฎกระทรวงตาม พ.ร.บ.โรงงานได้กำหนดให้เป็นอำนาจของอธิบดี กรอ.ในการอนุมัติ แต่ได้มีการถ่ายโอนอำนาจนี้ให้แก่ สอจ.เป็นผู้อนุญาตให้โรงงานผู้ก่อกำเนิดของเสียหรือ Waste Generator (WG) ในต่างจังหวัด สามารถนำวัสดุไม่ใช้แล้วออกนอกโรงงานไปจัดการ ณ ที่อื่นโดยผู้อื่นได้ การอนุญาตขุด+ขนกากแคดเมียมครั้งนี้จึงอยู่ในอำนาจหน้าที่ของ สอจ.ตาก ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้อธิบายว่า การอนุมัตินั้นได้ทำตามกฎเกณฑ์ที่มีอยู่อย่างเคร่งครัดแล้ว
WT กับระบบกำกับการขนส่ง
WP และ WG ไม่ได้ตั้งอยู่ที่เดียวกัน การจะนำเอาของเสียหรือวัสดุไม่ใช้แล้วจาก WG ไปสู่สถานที่ของ WP ได้ต้องมีผู้เล่นอีกหนึ่ง นั่นคือผู้ขนส่งหรือ Waste Transporter หรือ WT เมื่อมีถึงสามผู้เล่น หากมีอุบัติเหตุอุบัติภัยขึ้นมาจะหาผู้รับผิดชอบได้ยาก รัฐจึงได้จัดระบบตรวจตามขึ้นมาว่าวัสดุเหลือใช้หรือของเสียที่อาจเป็นอันตรายด้วยนั้น อยู่ที่ใด ในการดูแลของใคร เมื่อใด หากมีเหตุขึ้นมาจะได้ประสานหรือควบคุมได้ทันการณ์ ระบบนี้เรียกว่าระบบกำกับการขนส่ง หรือระบบ manifest system
ในระบบนี้ WG ต้องแจ้งการนำวัสดุเหลือใช้หรือของเสียหรือกากอุตสาหกรรมของตนออกจากโรงงาน ลงในระบบที่เป็นแบบออนไลน์ จากนั้น WT จึงจะขนออกไปได้รวมทั้งต้องแจ้งลงระบบเช่นกัน เมื่อขนส่งไปถึงโรงงาน WP จะมีการตรวจรับทั้งชนิดและปริมาณของสารและแจ้งลงระบบอีกครั้ง ต่อเมื่อ WP ได้จัดการวัสดุหรือของเสียหรือกากอุตสาหกรรมเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงจะแจ้ง WG ให้ทราบ จากนั้น WG ต้องยืนยันในระบบ manifest นี้แก่รัฐว่าได้จัดการของเสียของตนเองได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว ทั้งนี้ ตัวเลขในการลงระบบทั้งหมดต้องสอดคล้องและสัมพันธ์กัน ตรวจพิสูจน์และสอบทวนได้
แต่เดิมนั้น ประกาศ อก.ว่าด้วย “การจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว” ปี 2548 ได้กำหนดให้ความรับผิดของ WG สิ้นสุดลงเมื่อ WP รับของเสียเข้าโรงงานของตนแล้ว เจ้าหน้าที่ภาครัฐจึงไปไล่หลักฐานการกระทำความผิดกับ WG ไม่ได้ ต้องไปไล่กับ WP ที่มักเป็น WT ด้วยแทน นี่ก็เป็นปัญหาขึ้นมาอีกเพราะ พ.ร.บ.โรงงานมิได้ให้อำนาจในการควบคุม WT โดยตรง จึงทำให้การลักลอบทิ้งของเสียอันตรายสู่สิ่งแวดล้อมเป็นไปได้มากยิ่ง
อย่างไรก็ตาม ประกาศ อก.ฉบับ พ.ศ.2566 ได้กำหนดให้ระบบ manifest ทั้งหมดเป็นหน้าที่ของ WG ที่ต้องตรวจสอบข้อมูล ภาพถ่าย เอกสารหลักฐานที่ดาวน์โหลดลงในระบบ เนื่องจาก WG เป็นผู้เลือก WT และ WP มาเป็นผู้จัดการวัสดุหรือของเสีย หรือกากอุตสาหกรรมของตน แทนตนเอง ความรับผิดทั้งหมดหากมีความผิดพลาดเกิดขึ้นจึงยังต้องเป็นของ WG
ปัญหาของระบบ manifest ปัจจุบัน
ช่องโหว่ของระบบ manifest ในทางปฏิบัติคือขาดการกำกับดูแลและตรวจสภาพข้อเท็จจริงหน้างาน ว่าตรงกับที่ผู้ประกอบการทั้งสาม (WG, WT, WP) ได้รายงานไว้หรือไม่ ตัวเลขหรือข้อมูลที่มีอยู่จึงไม่แม่นยำและบ่อยครั้งนำมาใช้ในการจัดการต่อไม่ได้ รัฐจึงควรต้องปรับปรุงงานส่วนนี้โดยเร็วโดยต้องให้มีการตรวจสอบซ้ำ (double check) ตลอดจนการตรวจข้ามระหว่างหน่วยงาน (cross check) เพื่อให้เกิดการตรวจสอบและถ่วงดุล (check and balance) โดยเฉพาะระหว่างหน่วยงานในส่วนภูมิภาคอันได้แก่ สอจ. กับหน่วยงานส่วนกลาง อันได้แก่ กรอ.ด้วย
จากที่บรรยายมา เห็นได้ว่าเรื่องการจัดการกากอุตสาหกรรมนั้นมีความซับซ้อนเพราะเกี่ยวข้องหลายหน่วยราชการ หลายผู้เล่น และยังได้รับผลจากนโยบายต่างๆ อย่างล้ำลึก ในตอนต่อไปจะนำเสนอความล้มเหลวของระบบการจัดการกากของเสียในปัจจุบัน และวิเคราะห์กรณีปัญหากากแคดเมียมล่าสุดนี้ในรายละเอียดให้มากขึ้น เพื่อไปสู่หนทางการปรับปรุงแก้ไขต่อไป
ธงชัย พรรณสวัสดิ์
วิน ไตรวิทยานุรักษ์
ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
บทความเป็นความคิดเห็นของผู้เขียน ไม่ใช่ของหน่วยงาน

