หน้าแรก บทความ AI เปลี่ยนโลก...

AI เปลี่ยนโลกเอสเอ็มอีต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง

14.06.24 | 12:42 น.

AI เปลี่ยนโลกเอสเอ็มอีต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง

ความเปราะบางของธุรกิจเอสเอ็มอีหลักๆ น่าจะมาจากประเด็นของการเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ต้นทุนต่อหน่วยสูง อำนาจการต่อรองต่ำ กำไรก็ต่ำ ยังไม่นับรวมกับเรื่องของภาวะเศรษฐกิจโดยทั่วไป เช่น หนี้ครัวเรือนสูง กำลังซื้อที่อ่อนแอ ต้นทุนค่าแรงที่เพิ่มทุกปี จึงเป็นการเพิ่มอัตราการรอดของเอสเอ็มอีในระดับที่ต่ำกว่าเดิม

หากจะเพิ่มอัตราการอยู่รอดของเอสเอ็มอีให้มากขึ้น จึงจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาความเปราะบางของธุรกิจ ผ่านการปรับตัวผ่านกลยุทธ์ต่างๆ การเพิ่มศักยภาพของธุรกิจ การเพิ่มช่องทางการขายผลิตภัณฑ์ การทำการตลาดที่เหมาะสม ผ่านตัวเลือกอย่างเช่นการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการพัฒนาธุรกิจ โดยเฉพาะ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ AI

การนำเทคโนโลยี AI เข้ามาประยุกต์ใช้ในธุรกิจ ผมเชื่อว่า สามารถตอบโจทย์ทางธุรกิจที่หลากหลายของแต่ละองค์กรได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน รวมไปถึงการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางธุรกิจเพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาด

นอกจากนี้ การนำ Digital Platform หรือแม้แต่การวิเคราะห์ข้อมูลผ่าน Data Analytic ก็สามารถตอบโจทย์ในเรื่องโมเดลใหม่ของการทำธุรกิจ

Advertisement

“AI ตอนนี้กำลังมีบทบาท ก็เหมือนช่วงตอนที่อินเตอร์เน็ตเข้ามาใหม่ๆ ทุกคนก็จับเอาอินเตอร์เน็ตมาใช้ประโยชน์ได้ไม่ว่าจะเป็น ภาคของอุตสาหกรรม ภาคการผลิต และผู้ใช้ Social ทั่วไปฉะนั้นการที่ AI มันเข้ามาก็จะทำให้ งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และการทำงานมันเร็วขึ้น ลดค่าใช้จ่ายลง”

มาถึงจุดนี้ AI ก็มีโอกาสที่จะเข้าถึงทุกคนเช่นกัน หากทุกคน ทุกองค์กร และทุกขนาดธุรกิจมีโอกาสเข้าถึง AI ได้เหมือนกัน ก็จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำของการทำธุรกิจลงได้ อนาคตอาจจะไม่เห็นคำว่า “ปลาใหญ่ กินปลาเล็ก” เพราะถ้าปลาเล็กสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี AI ได้

ทว่า ส่วนตัวของผมเอง ยังมีความกังวลอยู่บ้างเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนองค์กรธุรกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอีเข้าสู่การเป็น Data-driven Organization ด้วยการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาประยุกต์ใช้นั้น ต้องยอมรับว่ามีข้อจำกัดอยู่มาก ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ในทันที

“ในเรื่องนี้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ต้องเข้ามามีส่วนร่วมช่วยเอสเอ็มอี ต้องมีเป้าหมายสนับสนุนเอสเอ็มอีให้มีโอกาสได้ใช้ AI โดยวางเป้าหมายที่ชัดเจน พร้อมกันนี้จะต้องมีเรื่องของการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีของเอสเอ็มอี”

ทั้งนี้ การที่จะทำให้เอสเอ็มอีปรับเปลี่ยนตัวเองไปสู่ Digital Transformation อย่างมีประสิทธิภาพก่อนที่จะถูก Technology Disruptive จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำปรึกษา

“การจัดโครงการฝึกอบรมให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำธุรกิจสมัยใหม่ผ่านการดึงทายาทธุรกิจในเจเนอเรชั่นถัดไปเข้ามามีส่วนร่วมศึกษาทำความเข้าใจมากขึ้น รัฐเตรียมเทคโนโลยีสำหรับเอสเอ็มอีในการพัฒนาจะช่วยเพิ่มอัตราการอยู่รอดของเอสเอ็มอีได้มากขึ้น”

ภาครัฐต้องเข้ามาเป็น “พี่เลี้ยง” ให้กับธุรกิจเอสเอ็มอีมากขึ้น

ผมขอยกตัวอย่างหนึ่งที่เห็นชัดและเป็นประโยชน์อย่างมากของการนำเอา AI มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจ ซึ่งงานที่ถูกนำมาใช้มากที่สุดก็คืองาน Back Office เช่น งานบัญชี งานเอกสาร งานทรัพยากรบุคคล เพราะเป็นงานที่มีการกำหนดกระบวนการที่ชัดเจนและมีการทำในรูปแบบซ้ำๆ ช่วยให้พนักงานสามารถนำเวลาหรือความสามารถไปทำงานที่มีความสำคัญมากกว่า ซึ่งส่งผลประโยชน์ในระยะยาวกับ Performance ของธุรกิจ

เมื่อก่อนต้องมีลูกน้องหลายคนก็ช่วยผมทำข้อมูล ทำสไลด์ไปด้วย แต่ตอนนี้ทำคนเดียวโดยมี AI ช่วย มันก็ช่วยได้ไม่แพ้มีคนช่วย ทุกอย่างมันง่ายขึ้น สามารถสู้บริษัทใหญ่ๆ ได้ ไม่มีคนก็ใช้เทคโนโลยีได้ ในความเล็กความใหญ่มันจะลดความเหลื่อมล้ำลงได้ ถ้าคนเล็กรู้จักใช้ตัวนี้สู้คนใหญ่ได้ ช่วยเรื่องการประหยัดงบลงได้ ประหยัดทรัพยากร การจ้างคนก็ลดลงแก้ไขปัญหาการขาดแคลนคนลงได้

AI สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานทดแทนงานที่ทำซ้ำทุกวัน และลดความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นจากการที่มนุษย์เคยชินกับงานนั้นๆ รวมไปถึงสามารถให้พนักงานได้ใช้เวลาไปกับงานที่ยากและซับซ้อนมากขึ้นได้ เพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจจากการนำ AI ไปใช้ในการ Predictive Analysis จากข้อมูลจำนวนมากที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ข้อมูลลูกค้าที่มี ในการคาดการณ์ยอดขายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเพื่อเตรียมสินค้าให้เพียงพอ หรือการคาดการณ์พฤติกรรมผู้บริโภคเพื่อปรับปรุงผลิตภัณฑ์ในอนาคตเป็นต้น

ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรจะให้การสนับสนุนเอสเอ็มอีเข้าถึงช่องทางการขาย Online Platform มากขึ้นควบคู่ไปกับช่องทาง Offline

“ช่องทาง Social platform ที่เป็น International social platform ภาครัฐควรส่งเสริมให้เอสเอ็มอีเข้าไปมีส่วนร่วมและนำเอาผลิตภัณฑ์ไปวางจำหน่ายได้ด้วย เพราะเป็นอีกตลาดที่มีผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมาก ไม่จำเป็นต้องพัฒนาช่องทางของตัวเอง เพราะข้อจำกัดเรื่องการแข่งขันที่สู้ไม่ได้”

หากจะถามผมว่า ประเทศไทยควรจะมีแพลตฟอร์มตัวเองหรือไม่ ผมมองว่าในขณะนี้เราอาจจะช้าไปในการพัฒนาแพลตฟอร์มของตัวเอง ภาครัฐควรจะไปคุยกับแพลตฟอร์มใหญ่ๆ ใช้ “ทางลัด” แล้วเปิดโอกาสให้เอสเอ็มอีได้มาใช้ Social platform โดยค่าใช้จ่ายนี้รัฐเป็นคนช่วยสนับสนุนบางส่วน หรือหากภาครัฐใจดีอาจจะสนับสนุนทั้งหมดก็ได้ เพราะทุกวันนี้แพลตฟอร์มใหญ่ๆ คิดค่าบริการที่สูงมาก

ภาครัฐเองต้องใช้กลไกของรัฐในการต่อรองให้เป็นประโยชน์ รวมไปถึงการใช้ “อินฟลูเอนเซอร์” (Influencer) หรือคนที่มีอิทธิพลในโลกโซเชียลตามแพลตฟอร์มต่างๆ เข้ามาช่วยโปรโมตสินค้าเอสเอ็มอีอีกทางหนึ่ง ก็น่าจะช่วยเพิ่มอัตราการอยู่รอดของเอสเอ็มอีไม่มากก็น้อยในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว