นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ฟื้นจากโควิดไปชี้แจง ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 ต่อสภาผู้แทนฯ เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน มีสาระสำคัญบางตอนระบุว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2568 วงเงิน 3,752,700 ล้านบาท หรือ 3.75 ล้านล้านบาท
จำแนกเป็นรายจ่ายประจำจำนวน 2,704,574.7 ล้านบาท หรือร้อยละ 72.1 งบลงทุนจำนวน 908,224 ล้านบาท หรือร้อยละ 24.2 เป็นสัดส่วนการลงทุนที่สูงที่สุดในรอบ 17 ปี และรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้จำนวน 150,100 ล้านบาท หรือร้อยละ 4.0
อีกตอน ระบุว่าปลายปี 2567 เงินจากนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท จะถึงมือคนไทย 50 ล้านคน จะเกิดเป็น พายุหมุนทางเศรษฐกิจ กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง ตั้งแต่ระดับฐานรากกระจายไปยังพื้นที่ทั่วประเทศ ก่อให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย การสั่งผลิตสินค้า การจ้างงาน และหมุนกลับมาเป็นเงินภาษีให้กับภาครัฐ เพื่อใช้ในการลงทุนเพื่อสร้างขีดความสามารถให้กับประเทศต่อไป
พร้อมกับย้ำว่า งบประมาณ 2568 จัดตามวิสัยทัศน์ Ignite Thailand ของรัฐบาล เพื่อพัฒนาไทยเป็นศูนย์กลาง 8 อุตสาหกรรม บนการพัฒนา 6 พื้นฐานสำคัญ
ได้แก่ 1.ศูนย์กลางการท่องเที่ยว 2.ศูนย์กลางการแพทย์และสุขภาพ 3.ศูนย์กลางเกษตรและอาหาร 4.ศูนย์กลางการบิน 5.ศูนย์กลางการขนส่งของภูมิภาค 6.ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์แห่งอนาคต 7.ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัล และ 8.ศูนย์กลางการเงิน
บนการพัฒนา 6 พื้นฐานที่สำคัญ ได้แก่ 1.การเป็นรัฐบาลดิจิทัลเพื่อความโปร่งใส 2.ความเสมอภาคเท่าเทียม 3.ความสะอาดและปลอดภัย 4.ระบบขนส่งที่เข้าถึงและสะดวก 5.การศึกษาและเรียนรู้สำหรับทุกคน และ 6.พลังงานสะอาดและมั่นคง นั่นคือกรอบการทำงาน โดยจะใช้งบ 3.75 ล้านล้านบาท
เรื่องที่สังคมให้ความสนใจกันมาก ดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท ที่รัฐบาลบอกว่า จะเป็นพายุหมุนทางเศรษฐกิจ กระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศและหมุนกลับมาเป็นเงินภาษี เพื่อใช้ในการลงทุนต่อไป
ในแง่ขั้นตอน คงต้องใช้เวลาอีก 2-3 เดือน กว่าร่าง พ.ร.บ.นี้ จะผ่านสภาผู้แทนฯ ไปเข้าวุฒิสภา ไปสู่ขั้นตอนทูลเกล้าฯ เพื่อทรงโปรดเกล้าฯ แล้วเริ่มใช้งบตั้งแต่ปีงบประมาณใหม่ 1 ต.ค.2567 เป็นต้นไป
ใครติดตามผ่านทางโทรทัศน์หรือวิทยุรัฐสภา คงจะ เห็นการอภิปรายที่ดุเดือด มี ส.ส.รุ่นใหม่ๆ มากหน้า
หลายตา ลุกขึ้นอภิปรายอย่างเอาจริงเอาจัง เป็นเรื่องดีที่มีคนเข้ามาช่วยจับตา ตรวจสอบการใช้งบ และช่วยวัดผลการใช้งบ
งบประมาณ 2568 นี้ จะทำให้รัฐบาลนายเศรษฐา บริหารงานได้คล่องตัวมากขึ้น ถ้ายังขยันลุยด้วยสปีดเดิม แล้วมีงบเข้าช่วย น่าจะสร้างความแตกต่างได้มาก มากกว่าที่ทำงานมือเปล่ามา 7-8 เดือน
ระยะนี้ จึงเริ่มมีกระแสข่าว คาดหมายว่า ห้วงเวลาปลายปี 2567 นี้ เศรษฐกิจของประเทศน่าจะดีขึ้น เพราะจะมีเงินสะพัดในระบบมากขึ้น
ที่ยังหนักใจกันมาก คงจะเป็นเรื่องการเมือง ต้องมารอดูกันว่า ส.ว.ชุดใหม่ ที่วันที่ 26 มิถุนายน จะเลือกรอบไฟนัล เพื่อเอา 200 คน เข้าวุฒิสภา หน้าตาและนิสัยใจคอจะเป็นยังไง
การเมืองไทยต้องการการเปลี่ยนผ่าน โดยพรรคการเมืองจะเป็นพลังนำแก้ไขกฎหมาย ยกร่างกฎกติกาให้เป็นสากลมากขึ้น
ถ้า ส.ว.ชุดใหม่ไปกันได้กับทิศทางดังกล่าว การเมืองไทยจะมีความหวังมากขึ้น และจะช่วยสนับสนุนการฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อีกทาง
วรศักดิ์ ประยูรศุข

