หน้าแรก บทความ บทเรียนรู้กาก...

บทเรียนรู้กากแคดเมียมใช้แก้ปัญหาสารพัดได้ (2)

21.06.24 | 12:15 น.

บทเรียนรู้กากแคดเมียมใช้แก้ปัญหาสารพัดได้ (2)

เท้าความสักนิด กรณีกากแคดเมียมที่สังคมสนใจกันนี้เกิดจากโรงถลุงแร่สังกะสีที่จังหวัดตาก แล้วถูกขนย้ายไปยังโรงงานรีไซเคิลในจังหวัดสมุทรสาคร ในตอนที่ 1 ได้เล่าถึงปัญหาในกระบวนการและนโยบาย รวมถึงผู้เล่นต่างๆ ในตอนนี้จะพาผู้อ่านเข้าใจปัญหาเจาะจงที่กรณีกากแคดเมียมล่าสุดนี้ เพื่อถอดบทเรียนให้เกิดข้อเสนอแนะเพื่ออุดช่องโหว่ในการตรวจสอบและถ่วงดุล

ความล้มเหลวของระบบการจัดการกากของเสียในปัจจุบัน

ในกลุ่มผู้ขนส่ง (WT) และผู้จัดการของเสีย (WP) มีหลายแห่งที่ไม่มีศักยภาพ หรือไม่มีเครื่องจักรอุปกรณ์ที่เพียงพอหรือดีพอ ผลงานจึงมีแต่สร้างปัญหาลักลอบทิ้งหรือก่อมลพิษให้รัฐต้องแก้ไขและประชาชนต้องเดือดร้อน ดังที่ประสบและเป็นข่าวกันอยู่ถี่ขึ้นๆ เช่น กรณีกากแคดเมียมที่แม่สอด และอีกหลายแห่งในพื้นที่ที่มีโรงงานจำนวนมากหรือมีนิคมอุตสาหกรรมตั้งอยู่ เช่น ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา ฯลฯ

ปัจจุบันได้พบว่ามีพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนไปสู่น้ำใต้ดินไม่น้อยกว่า 5 แห่งแล้ว ได้แก่ ราชบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง นครราชสีมา เพชรบูรณ์ และคาดว่าจะตรวจพบมากขึ้นได้อีก ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าตระหนกและห่วงกังวลเป็นอย่างยิ่ง

Advertisement

ดังนั้น ประเทศไทยจะต้องเร่งแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมที่เกิดจากการประกอบกิจการโรงงานดังกล่าวอย่างจริงจัง รวมทั้งรัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอด้วย

อาจมีคนแย้งว่า นโยบายรวมทั้งมาตรการภาครัฐเกี่ยวกับการควบคุมและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากกิจการอุตสาหกรรมในไทยนั้นมีอยู่แล้ว ซึ่งก็จริง แต่ไม่ชัดเจน และจากความล้มเหลวที่ปรากฏชัดเช่นข้างต้น ภาครัฐก็ควรต้องยอมรับว่านโยบายและมาตรการเหล่านั้นยังไม่เข้มงวดพอ ภาครัฐยังห่วงการลงทุนมากกว่าการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของส่วนรวมของประเทศ

ยกตัวอย่างโรงงาน WG/WP ที่ลักลอบทิ้งกากในไทยจะมีโทษเพียงปรับไม่เกินสองแสนบาท ในขณะที่ญี่ปุ่นกำหนดโทษจำคุกสูงถึง 10 ปีหรือปรับได้สูงสุดถึง 100 ล้านเยน (ประมาณ 25 ล้านบาท) หรือทั้งจำทั้งปรับ กอ.จึงควรเร่งแก้กฎหมายในส่วนนี้โดยเร็ว ให้น้ำหนักโทษมีความเหมาะสมกับความรุนแรงของปัญหา

ในประเด็นบุคลากรและงบประมาณที่จัดสรรให้หน่วยงานอนุญาตและกำกับดูแล ขอยกตัวอย่าง กรอ.ที่ได้รับงบประมาณทั้งงบดำเนินงานและงบลงทุน เฉลี่ยปีละเพียง 4-500 ล้านบาทเท่านั้น ในขณะที่กิจการอุตสาหกรรมในประเทศมีมูลค่าสูงถึงเป็นแสนๆ ล้านบาท ดูแล้วช่างไม่สมน้ำสมเนื้อกันเท่าไรนัก

ดังนั้น ประเด็นที่ต้องพิจารณาร่วมกันและหาคำตอบให้ได้ คือ ที่กล่าวว่าไทยจะไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน มีดุลยภาพระหว่างกันที่เท่ากัน คือสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจนั้น จะไปทางนั้นจริงหรือไม่

อนุสัญญาบาเซลกับการส่งวัตถุอันตรายออกไปยังต่างประเทศ

กากแร่สังกะสีเป็นของเสียอันตรายตามอนุสัญญาที่ว่าด้วยการขนย้ายข้ามแดน อนุสัญญานานาชาตินี้มีชื่อว่าอนุสัญญาบาเซล ซึ่งประเทศไทยได้ลงนามเป็นประเทศสมาชิกแล้ว ประเทศไทยและประเทศภาคีสมาชิกอื่นต่างถูกกำหนดตามอนุสัญญาให้ไม่อนุญาตนำเข้าของเสียอันตราย เว้นแต่จะทำข้อตกลงเห็นชอบ (consent) ระหว่างหน่วยงานที่รับผิดชอบของแต่ละประเทศภาคีสมาชิกที่ให้สัตยาบันแล้วเท่านั้น

หากจะขอส่งออกไปลาว (ตามที่เป็นข่าว) ซึ่งลาวก็เป็นภาคีสมาชิกของอนุสัญญาบาเซลเช่นกัน จะต้องมีการอนุญาตจากหน่วยงานของรัฐหรือ Competent Authority (CA) ต้นทางเสียก่อน CA ของรัฐบาลไทยคือ กรอ. ซึ่งเมื่อได้รับคำขอแล้ว กรอ.จึงจะส่งหนังสือไปสอบถาม CA ของรัฐบาลลาวว่าจะยินยอมออก consent ให้กับรัฐบาลไทยหรือไม่ หากได้รับ consent มา กรอ.จึงจะออกใบอนุญาตส่งออกให้กับผู้ส่งออกได้ นอกจากนี้ การเคลื่อนย้ายต้องไม่เป็นการนำไปทิ้ง หรือกำจัด หรือนำกลับไปใช้ประโยชน์ใหม่ ณ ประเทศที่ไม่มีความพร้อมด้วย

ทั้งหมดนี้ทำไม่ได้ง่ายเลย ที่มีข่าวว่าจะส่งไปลาว ต่อไปจีน จึงยังเป็นที่เคลือบแคลงอยู่ไม่น้อย

ถ้าไม่ทำตามอนุสัญญาบาเซล..

จากความยุ่งยากนั้น จึงมีกลุ่มคนที่ใช้วิธีแจ้งพิกัดสินค้าเป็นเท็จ แล้วลักลอบส่งออกเพื่อนำไปเข้าประเทศอื่น ดังเช่น ปัญหาการลักลอบส่งออกฝุ่นแดงจากไทยไปจีนที่เคยทำมาแล้วเมื่อ 10 ปีก่อน ส่วนกรณีกากแคดเมียมนี้จะเป็นการลักลอบออกหรือไม่ คงไม่มีใครรู้

ท่านผู้อ่านอาจสงสัยว่ามีที่อื่นอีกไหมที่ลักลอบขนออกนอกพื้นที่ ตัวอย่างของการลักลอบกระทำเช่นนี้ ดูได้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่จังหวัดหนึ่ง เป็นกรณีที่ สอจ.อนุญาตให้มีการแจ้งเลิกประกอบกิจการโรงงานฝังกลบกากของเสีย จากนั้นเจ้าของกากได้นำที่ดินที่ใช้ฝังกลบกากไปขายต่อให้นิคมอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง ทางการได้ทักท้วงว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ฝังกลบกากนับแสนตัน จึงเอาไปใช้เป็นอื่นไม่ได้ถ้าไม่สามารถพิสูจน์ก่อนว่าได้มีการเอากากเหล่านั้นไปจัดการอย่างถูกวิธีแล้ว

เมื่อไปตรวจสอบจริงกลับพบว่ากากที่เคยฝังไว้นั้นได้ถูกขุดขนย้ายออกไปทั้งหมดแล้วโดยไม่ทราบว่าไปไหน ที่แย่ไปกว่านั้นคือนับถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้แต่ประการใด

นี่เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องมีการบูรณาการการจัดการในกระทรวง กอ.ให้รอบคอบรัดกุมกว่าที่เป็นอยู่โดยเร็ว ทั้งนี้ก็เพื่อตัดวงจรการรับผลประโยชน์ให้เด็ดขาดต่อไป

กากแคดเมียมกรณี B&B กับ J&B

บริษัท B&B เจ้าของกากแคดเมียมได้ทำสัญญาว่าจ้างบริษัท J&B โดย J&B รับที่จะเป็นทั้ง WT ผู้ทำการขุดและขนกากออกจากพื้นที่ รวมทั้งเป็น WP ผู้จะจัดการกากให้เรียบร้อยด้วย การดำเนินการตามสัญญาครั้งนี้มีความซับซ้อนกว่าปกติอยู่มากเพราะต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมว่าด้วยสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วถึง 2 ฉบับประกาศฉบับเก่าที่ประกาศใช้เมื่อปี 2548 กำหนดให้เมื่อมีการขุดและขนกากออกนอกพื้นที่แล้ว เจ้าของกาก (WG) หรือบริษัท B&B ก็หมดภาระรับผิดชอบต่อกาก และให้ผู้ที่ขนออกไปหรือบริษัท J&B เป็นผู้รับผิดชอบแทน

อย่างไรก็ตาม ได้มีประกาศฉบับใหม่ที่เริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ขึ้นมาใช้แทน ประกาศฉบับใหม่นี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ คือ ได้กำหนดให้ “ความรับผิดทั้งหมดเป็นของโรงงานผู้ก่อกำเนิดของเสีย” ดังนั้น ผู้ผลิตหรือเจ้าของกากแคดเมียม (WG) ที่ในกรณีนี้คือบริษัท B&B ยังต้องเป็นผู้รับผิดชอบกากนั้น จนกว่า WP ผู้รับวัสดุเหลือใช้ไปจัดการจะได้จัดการอย่างถูกต้องจนเสร็จสมบูรณ์ และผ่านการตรวจสอบจาก
เจ้าหน้าที่ของ กรอ.แล้ว จึงจะหมดความรับผิดชอบ หาก WP (หรือ J&B) ยังจัดการไม่เสร็จหรือไม่เรียบร้อย WG (หรือ B&B) ก็ยังต้องรับผิดชอบต่อไปจนกว่าจะมีการจัดการแล้วเสร็จไม่ว่าจะโดย WG หรือ WP ก็ตาม

ดังนั้น กรณีจึงมีความลักลั่นซับซ้อนอยู่มากทีเดียวในเชิงของการจัดการและทางนิตินัย เราพบว่า อก.ได้ยกเลิกหนังสืออนุญาตนำกากแคดเมียมออกจากหลุมฝังกลบไปสมุทรสาครที่ออกโดย สอจ.ตากหมดทุกฉบับ หนังสืออนุญาตทุกฉบับที่ได้ออกไปถือเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ดังนั้น กระบวนการต่างๆ ที่ได้ทำต่อมากันจึงผิดกฎหมายทั้งหมด และได้มีการแจ้งความผิดทั้งตาม พ.ร.บ.โรงงานและ/หรือ พ.ร.บ.วัตถุอันตรายกับทุกส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว

B&B ได้ถูกดำเนินคดีฐานนำกากออกนอกโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาตประมาณ 130 คดี (ตามจำนวนเที่ยวการขนส่ง โทษปรับไม่เกิน 2 แสนบาทเท่านั้น ซึ่งน้อยเกินกว่าความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมอย่างมาก) และถูกดำเนินคดีในฐานะตัวการร่วมกับ J&B ในการครอบครองวัตถุอันตรายที่จะนำไปจำหน่ายจ่ายแจกโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีและ/หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท

ถ้าเป็นเช่นนี้ จนท.ที่อนุญาตให้นำกากออกไปนั้นจะมีความผิดด้วยหรือไม่ เป็นคำถามที่ อก.ควรต้องตอบ เพื่อให้เป็นตัวอย่างและจัดทำแนวปฏิบัติขึ้นใหม่ให้รัดกุม เจ้าหน้าที่ยังกล้าทำงานต่อโดยไม่ต้องกลัวเกรงความผิดที่จะตามมา

มีข้อสังเกตด้วยว่า ป.ป.ช. ปปท. และอาจรวมถึง ปปง.ด้วย กำลังจะเข้ามาตรวจสอบ เพิ่มเติมจากการที่ อก.กำลังตรวจสอบเอง เพื่อสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้น ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงและสามารถแก้ไขป้องกันปัญหามลพิษ+สุขภาพ+สังคมนี้ได้จริง ก็เป็นบุญของประเทศไทย

จากที่บรรยายปัญหาจากกรณีกากแคดเมียมล่าสุดนี้แล้ว ในตอนต่อไปจะนำเสนอแนวทางเพื่อช่วยอุดช่องโหว่เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาดังที่ผ่านมาซ้ำอีก ขอเชิญติดตามได้ในตอนต่อไปซึ่งจะเป็นตอนสุดท้ายของบทความชุดนี้

บทความเป็นความคิดเห็นของผู้เขียน ไม่ใช่ของหน่วยงาน