หน้าแรก บทความ บทเรียนรู้กาก...

บทเรียนรู้กากแคดเมียม ใช้แก้ปัญหาสารพัดได้ (3)

29.06.24 | 12:19 น.
บทเรียนรู้กากแคดเมียม ใช้แก้ปัญหาสารพัดได้ (3)

บทเรียนรู้กากแคดเมียม
ใช้แก้ปัญหาสารพัดได้ (3)

เ ท้าความสักนิด กรณีกากแคดเมียมที่สังคมสนใจกันนี้เกิดจากโรงถลุงแร่สังกะสีที่จังหวัดตาก แล้วถูกขนย้ายไปยังโรงงานรีไซเคิลในจังหวัดสมุทรสาคร ในสองตอนที่ผ่านมาได้บรรยายถึงรากของปัญหาคือนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อระบบจัดการกากอุตสาหกรรม และปัจจัยความซับซ้อนของระบบที่มีหลายหน่วยกำกับและหลายผู้เล่น ในตอนนี้จะพาผู้อ่านมาสู่บทสรุปข้อเสนอแนะเพื่ออุดช่องโหว่ในการตรวจสอบและถ่วงดุล

กากแคดเมียม ขนออกมาแล้วไปไหน

ผลจากการสืบสวนและจับกุมของ กรอ.ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) พบว่า J&B ซึ่งเป็นบริษัทรับจ้างจัดการของเสีย (WP) ได้ทำสัญญารับซื้อกากแคดเมียมจากบริษัท B&B เมื่อกลางปี 2566 ในราคาตันละ 1,250 บาท โดยค่าดำเนินการและค่าใช้จ่ายทั้งปวง เช่น การขุด การขน การนำออก เป็นของบริษัท J&B ทั้งสิ้น จากนั้น J&B ได้เร่ประกาศขายตามเครือข่ายและสื่อทางธุรกิจโลหะในราคาตันละ 8,000 บาท นับถึงเดือนเมษายนมีผู้ซื้อเพื่อไปขายต่อทำกำไรเพียง 1 รายที่สมุทรสาคร ระหว่างนั้นกากแคดเมียมได้ถูกขนออกจากหลุมมาโดยตลอด ทำให้มีปริมาณมากเกิน ต้องหาผู้รับฝากกากเท่าที่พบมี 3 ราย คือ ที่สมุทรสาคร 2 ราย และที่บางซื่อ กทม.อีก 1 ราย

รวมทั้งพบว่ามีผู้ซื้อจริงๆ เพียง 1 รายที่ชลบุรี ซึ่งได้ให้การว่าซื้อต่อมาในราคา 2,000 หยวนต่อตัน (ประมาณ 10,000 บาทต่อตัน) แล้วนำมาเช่าโกดังเก็บไว้ที่คลองกิ่ว จังหวัดชลบุรี รอตู้สินค้าเพื่อส่งต่อไปประเทศจีน

Advertisement

มูลค่าของโลหะที่ถลุงได้จากกากแคดเมียม

ในกากแร่แคดเมียม (ที่ความชื้น 18%) มีโลหะที่มีมูลค่า คือ แคดเมียมประมาณ 30-40% ทองแดง 10-20% และสังกะสี 20-30% หากนำกากไปสกัดแล้วได้โลหะเหล่านี้ออกมา ถ้าคิดจากตัวเลขที่ความเข้มข้นต่ำสุดมีผู้คำนวณว่าน่าจะสร้างมูลค่าได้ไม่ต่ำกว่า 100,000 บาทต่อตัน เมื่อหักต้นทุนวัตถุดิบ ค่าการถลุงสกัด รวมทั้งค่าขนส่งไปต่างประเทศ ฯลฯ แล้ว น่าจะมีกำไรไม่ต่ำกว่า 500,000 บาทต่อตัน นี่จึงเป็นเครื่องล่อใจให้บางคนทำทุกวิธีเพื่อให้ได้โครงการเช่นว่านี้

เชื่อว่าในประเทศเรายังไม่มีโรงงานใดสามารถสกัดโดยการถลุง หรือการใช้สารละลายไฟฟ้า ที่สามารถนำโลหะทั้ง 3 ชนิดออกมาจากกากนี้ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ จึงเชื่อว่าน่าจะซื้อกากนี้มาเพียงเพื่อจะนำไปขายต่อทำกำไร

ผลกระทบไม่ใช่มีแค่เรื่องกากแคดเมียม

ปัญหามลพิษที่เกิดจากการขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงานและการกำกับดูแลอย่างจริงจัง มิใช่มีเพียงกรณีกากแคดเมียมที่แม่สอดเท่านั้น แต่มีได้ทั้งประเทศ เช่น ปัญหาการเอาหลุมฝังกลบของเสียไม่อันตรายมาฝังของเสียอันตรายที่ อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ หรือเหตุการณ์ไฟไหม้ที่โรงงานหรือโกดังเก็บสารเคมีและวัตถุอันตรายที่ขนมาเก็บไว้ที่ อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา หรือการลักลอบทิ้งสารอันตรายที่ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี หรือปัญหาน้ำมลพิษซึมลงไปในแปลงเกษตรของชุมชนที่ อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ที่ต่างก็กำลังเป็นข่าวดังอยู่ในขณะนี้

บทเรียนรู้ที่ได้จากการติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลจากเหตุการณ์แคดเมียมนี้จึงสามารถนำไปใช้ในการจัดการสิ่งแวดล้อมและมลพิษให้ดีขึ้นต่อไปได้ทั่วประเทศ

ข้อเสนอเพื่ออุดช่องโหว่
ในการตรวจสอบและถ่วงดุล

ไม่กี่ปีมานี้ กรอ.ได้พยายามที่จะเพิ่มบางประเด็นใน พ.ร.บ.โรงงาน เพื่อแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่

1) การให้บุคคลที่สามมาตรวจสอบการประกอบกิจการโรงงานแทนพนักงานเจ้าหน้าที่และลดภาระด้านงบประมาณของภาครัฐ โดยเฉพาะการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบและการวิเคราะห์มลพิษจากโรงงานที่มีคำสั่งให้ปรับปรุง (หมายเหตุ : ผู้เขียนเห็นด้วยกับแนวคิดบุคคลที่สามมาช่วยงานราชการ ทว่าไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้บุคคลที่สามนั้นมาทำการ“แทน”เจ้าหน้าที่รัฐเพราะเจ้าหน้าที่รัฐยังควรที่จะต้องรับผิดชอบนั้นอยู่ดี)

2) เดิมการสั่งปิดโรงงานโดยการเพิกถอนใบอนุญาต (ร.ง.4) ทำให้สภาพการเป็นโรงงานหมดสิ้นไป ผู้ประกอบการจึงไม่ต้องรับผิดชอบปัญหาที่เกิดขึ้นตามมา จึงต้องปรับเสียใหม่ ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถประกอบกิจการได้ แต่ให้ “ความเป็นโรงงาน” ยังคงอยู่ เพื่อให้หลังคำสั่งปิดโรงงาน กรอ.ยังสามารถออกคำสั่งตาม พ.ร.บ.โรงงาน ให้เจ้าของของเสียปรับปรุงแก้ไขจนกว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของ อก.จะตรวจพิสูจน์ได้ว่าไม่มีมลพิษตกค้างแล้ว (หมายเหตุ : ผู้เขียนเห็นว่าเพื่อเป็นการป้องกันปัญหา ควรให้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) มีบทบาทและความรับผิดชอบในส่วนนี้ด้วย)

3) จัดตั้งกองทุนฟื้นฟูผลกระทบจากอุตสาหกรรม การวางหลักประกันความเสียหายโดยใช้เงินจากค่าปรับเปรียบเทียบคดีจากผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.โรงงาน

4) เพิ่มโทษการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม โดยเพิ่มค่าปรับรวมทั้งให้มีการจำคุก แทนโทษปรับเพียงอย่างเดียว

ทั้งนี้ รมต.อก.ได้ให้ความเห็นชอบในหลักการต่อร่างนี้แล้วเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2567 จากนั้น กรอ.จะต้องนำร่างนี้ไปรับฟังความคิดเห็นจากภาคีที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินผลกระทบทางกฎหมาย (regulatory impact assessment, RIA) ก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ต่อไป ผู้เขียนหวังว่า ครม.จะเข้าใจปัญหานี้และเร่งอนุมัติออกมาโดยเร็ว

ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทเรียนที่ได้จากปัญหาและความพยายามแก้ปัญหาในเรื่องกากแคดเมียมครั้งนี้ จะนำมาซึ่งทางออกของการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศเราต่อไป

ธงชัย พรรณสวัสดิ์
วิน ไตรวิทยานุรักษ์

ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
บทความเป็นความคิดเห็นของผู้เขียน ไม่ใช่ของหน่วยงาน