หน้าแรก บทความ ข้อสะท้อนจากก...

ข้อสะท้อนจากการเมืองอังกฤษ มาสู่การทำยุทธศาสตร์เร่งด่วนของประเทศ

15.07.24 | 10:04 น.

ข้อสะท้อนจากการเมืองอังกฤษ มาสู่การทำยุทธศาสตร์เร่งด่วนของประเทศ

ต้องยอมรับว่า ทุกวันนี้สถานการณ์โลกมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วตลอดเวลา เหมือนท่านนายกรัฐมนตรีใหม่ของสหราชอาณาจักร (เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์) กล่าวไว้เลยว่า ทุกวันนี้โลกมีความผันผวนมาก นโยบายของรัฐไม่สามารถคงตัวได้ตลอดไป ต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ นโยบายบางอย่างอาจถูกใจประชาชน แต่ไม่ใช่ผลดีกับประเทศ นโยบายที่ดี อาจทำให้ประชาชนไม่พอใจ ความอดทนรอผลประโยชน์ในระยะยาว หรือต้องรอเพื่ออนาคตของลูกหลาน มันจับต้องทางการเมืองไม่ได้ ดังนั้นสิ่งที่จะทำให้ประชาชนรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ดีจริงๆ นโยบายไหนดีจริงๆ คือการศึกษาเท่านั้น นโยบายด้านการศึกษาจึงเป็นสิ่งสำคัญมากๆในระยะยาว นโยบายด้านการศึกษาของไทยอันเด่นๆคืออะไรครับ ตอบไม่ถูก ไปไม่ถูกเลย ใช่ไหมครับ ไม่ใช่หาเรื่องตินะครับ

ประชาธิปไตยโลกใหม่ในช่วงนี้เริ่มแปรเปลี่ยนไปทางสังคมนิยมมากขึ้น ไม่ว่าจะอังกฤษ ฝรั่งเศส รวมถึงนโยบายหลักของจีน นั้นคือความต้องการที่จะลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนให้แคบลง ดังนั้นนโยบายที่หลายประเทศกำลังผลักดัน ก็จะเป็นการขึ้นภาษีกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ คนมีเงิน การซื้อทรัพย์สินฟุ่มเฟือย ภาษีลาภลอยกับธุรกิจที่มีกำไรมากๆ เช่น ธุรกิจพลังงาน และลดค่าครองชีพในสังคมลงให้มากที่สุด

แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว ปัญหาที่เป็นต้นตอของสภาพเศรษฐกิจที่แย่มากของสหราชอาณาจักรในขณะนี้ นอกเหนือจากสถานการณ์โควิดที่ผ่านมาแล้ว จุดปัญหาหลักเลยมาจากการออกจากสหภาพยุโรป ที่เรียกว่า Brexit เพราะเป็นต้นตอของปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งตัวสูงขึ้นมาก จากการขาดแคลนแรงงาน เพราะแรงงานส่วนใหญ่มาจากยุโรปตะวันออก คนอังกฤษไม่ยอมทำงานระดับล่าง เหมือนประเทศไทยที่แรงงานส่วนใหญ่ต้องมาจากสหภาพพม่า และปัญหาการนำเข้าสินค้าต่างๆโดยเฉพาะอาหาร วัตถุดิบ ที่ทำให้ต้นทุนเพิ่มมากขึ้นมาก รวมถึงการสูญเสียธุรกิจการเงินจำนวนมากออกไปจากกรุงลอนดอน ย้ายไปเยอรมัน

หากวันนี้ชาวสหราชอาณาจักรสามารถตัดสินใจได้ใหม่  มีโอกาสสูงที่ผลการโหวดออกมาอาจไม่เลือกที่จะออกจากสหภาพยุโรปก็เป็นได้สูงมาก ตอนนี้แคว้นกายาลุญญา ของประเทศสเปนที่เคยคิดว่าอยากจะแยกตัวก็คงเห็นตัวอย่างอังกฤษ ไม่มีใครกล้าหือรืออีกแล้ว

Advertisement

อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษท่านหนึ่งที่เป็นสุภาพสตรีที่ชื่อ เทรีซา เมย์ หรือท่านผู้หญิงเทรีซ่า ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีในสายตาผมที่น่าสนใจมาก เป็นคนสุภาพ เด็ดเดี่ยว และทำงานหนักมาก ในช่วง Brexit เป็นผู้ที่สู้ตามฉันทามติของประชาชนที่เลือกจะออกจากยุโรป แม้ว่าในพรรคตัวเองจะมีความแตกแยกในเรื่องนี้อย่างมาก และนักการเมืองจำนวนมากก็หากินกับเรื่อง Brexit แต่เธออยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการเจรจาข้อตกลงการค้าส่วนใหญ่ สู้หาคะแนนเสียงจากรัฐสภาและพรรคการเมืองฝ่ายต่างๆ  เรียกว่าสู้ยิบตา ตรงไปตรงมา แต่ในที่สุดข้อตกลงการแยกตัวจากยุโรปในรายละเอียดก็ไม่ผ่านรัฐสภาเลย

แม้ว่าเธอจะสัญญาว่าจะลาออก ขอให้โหวดให้ผ่านก็ตาม เธอไม่เคยได้รับการสรรเสริญเลย ผ่านไปจนส่งไม้ต่อให้นายบอริส จอห์นสัน และเลือกตั้งใหม่ได้พรรคเดิม และ บอริส จอห์นสัน กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีก ซึ่งก็หาเสียงว่าให้เลือกพรรคอนุรักษ์นิยม หากต้องการจบดีล Brexit อย่างเร็ว ประชาชนจึงจำใจต้องเลือกพรรคนี้จนได้เสียงอันดับหนึ่ง ไม่ได้สนใจเรื่องนโยบายด้านอื่นเลยแม้แต่น้อย หลังจากเบื่อข่าวสารว่านักการเมืองเอาเรื่อง Brexit มาทะเลาะกัน คะแนนเสียงไม่พอโหวดผ่านสักที อยากให้เรื่องนี้จบ ประเทศจะได้เดินหน้า แก้ปัญหาเศรษฐกิจ เปรียบเทียบกับประเทศไทย อนาคตก็อาจจะคล้ายกัน ประชาชนอาจจะอยากเห็นการเลือกนายกรัฐมนตรีไม่วุ่นวายเหมือนที่ผ่านมา คงอยากเห็นฉันทามติของประชาชนสามารถเข้ามาบริหารประเทศได้อย่างเรียบร้อย ไม่ต้องจัดรัฐบาลผสมแบบแปลกๆ

ผมสงสารนายกรัฐมนตรีเมย์ เพราะในที่สุดแล้วข้อตกลงที่ผ่านรัฐสภาภายหลัง ก็ไม่ได้แตกต่างจากที่เทอรีซ่า เมย์ ทำแต่อย่างใด ต่างกันที่เวลา และคนทำ สิ่งที่ผมหยิบยกเรื่องของนายกรัฐมนตรี เมย์ ขึ้นมา ก็เพื่อต้องการสื่อให้คิดตามว่า นักการเมืองที่ดี ทำงานหนัก ทำงานถูกต้อง ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะชอบ หรือเพื่อนนักการเมืองในพรรคจะให้การสนับสนุน กว่าจะรู้ว่าเรื่องที่ทะเลาะกันในหมู่ผลประโยชน์ เล่นการเมืองกัน มันเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ จนต้องเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีไปอีกหลายคน ก็ได้เจอคนที่สร้างปัญหาไปอีกด้วยนั้น มันเป็นบทเรียนราคาแพง เราก็กำลังจะเจอบทเรียนราคาแพงทางด้านเศรษฐกิจ จากการที่ทำอะไรไม่ได้เลย มาร่วมปีแล้ว แค่จะมีข้อสรุปเพื่อเดินหน้าโครงการที่เป็นเรือธงของรัฐบาล มาร่วมปีแล้วยังสรุปไม่ได้แน่ชัด

คนเอเชีย หรือคนซีกโลกตะวันออก รวมถึงคนไทย ชอบมีความคาดหวังอยากได้นโยบายที่รัฐเอาใจประชาชน แจกเงินให้กับประชาชน ชอบฟังคำสัญญาว่าจะขึ้นค่าแรงให้ หารู้ไม่ว่าบางส่วนมันเป็นผลไม้พิษ มันไม่ได้ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจได้จริง หรือได้น้อยเท่านั้น บางนโยบายยิ่งไปซ้ำเติมทำให้เราไม่สามารถแข่งขันการค้าได้ในเวทีโลก เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์เขาย้ายออกจากประเทศไทย ไปที่อื่น หรือเลิกการผลิตด้วยซ้ำ เรามีนโยบายที่ดึงดัน หารู้ไม่ว่านโยบายการแจกเงิน มันสร้างผลประโยชน์เทียบกับ GDP ได้น้อยมากกว่า การลงทุนของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หลายๆแสนล้าน หรือล้านล้าน ซึ่งจะเป็นต้นกำเนิดของวัฏจักรการหมุนของเม็ดเงิน ได้หลายรอบ และจ้างงานได้จำนวนมาก ประชาชน ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานจะมีรายได้ไปใช้จ่าย จ้างคนงานได้เรื่อยๆ ไม่เหมือนเงินที่แจก ใช้หมดก็จบกันไป

เพียงแต่ว่านโยบายทางด้านอุตสาหกรรม ที่ถูกทาง จนสามารถนำมาสู่การตัดสินใจมาลงทุนของผู้ประกอบรายใหญ่ๆนั้น มันต้องอาศัยการทำงานอย่างต่อเนื่องยาวนาน เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาคอุตสาหกรรมจริงๆ กับนักการเมือง และข้าราชการ อย่างต่อเนื่อง ต้องวิเคราะห์ผู้เล่นในห่วงโซ่อุตสาหกรรมอย่างรอบด้าน ว่าจะผลิตอะไรจึงจะสำเร็จได้จริงๆ ลงรายละเอียดในแง่สภาพแวดล้อม ระบบนิเวศอุตสาหกรรมการผลิตทั้งหมด และบุคลากร ต้องทำแผนแม่บท หรือแผนยุทธศาสตร์ Master Plan แผนปฏิบัติการ อย่างจริงจัง เพราะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากที่เราไม่ทำ เนื่องจากเราเคยยืนหนึ่งในเรื่องอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เคยยืนหนึ่งด้านการประกอบรถยนต์แบบสันดาป จนถูกขนานนามว่า ดีทรอยแห่งเอเชีย มีเค้าโครงห่วงโซ่อยู่มาก แต่กลับไม่ทำอะไรเลย แต่มาเลเซีย สิงคโปร์ เขาทำกัน จนมีแผนงานออกมาใช้งานจริงๆ

เช่น แผนยุทธศาสตร์เรื่องเซมิคอนดักเตอร์ มีแผนงานทำเรื่องการสนับสนุนการสร้าง Data Centre เรากลับเงียบหมด แต่มาเถียงกันเรื่องแหล่งเงินทำกระเป๋าเงินดิจิทัลมาครบหนึ่งปีแล้ว ยังไม่ได้ข้อสรุปที่จริงจัง มีการแทงกั๊กกันระหว่างรัฐบาลกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพราะเอาเข้าจริงๆ ผู้บริหารและข้าราชการที่สำนักงานกฤษฎีกา เขาก็ไม่ได้เห็นด้วยกับสิ่งที่รัฐบาลทำเป็นส่วนใหญ่ เขาก็พยายามตอบแบบเลี่ยงบาลีไป เพราะกลัวจะมีปัญหาในอนาคต ต้องเซฟตัวเอง นโยบายทางด้านเศรษฐกิจ ธนาคารกลางก็ไม่เห็นด้วย รัฐบาลต้องทำงานโดดเดี่ยวมากเกินไป ทำไมไม่ขอให้อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เป็นคนโอเคสนับสนุนแต่งตั้งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยท่านนี้ ช่วยคุยให้ ประสานความเข้าใจ ร่วมไม้ร่วมมือกันผลักดันเศรษฐกิจเพื่อชาติครับ

ข้าราชการผู้เป็นกลไกหลักในการสนับสนุนนโยบายรัฐบาล จำนวนมาก ไม่เห็นด้วยกับหลายนโยบาย เพราะเป็นเรื่องความคาดหวังผลทางการเมือง มันก็ทำให้หลายนโยบายเดินไปได้ยาก จนอาจสร้างความเบื่อหน่ายให้กับประชาชนได้ ขอให้ดูตัวอย่างสหราชอาณาจักรให้ดีๆ  เพราะวันนี้สื่อคิดได้เก่ง นักวิชาการเข้าใจรายละเอียดในทางปฏิบัติมากขึ้นกว่าเดิม เวลาออกมาวิเคราะห์ทางสื่อต่างๆ ฟังแล้วเห็นกระบวนทัศน์ในรายละเอียด สังคมมีความอุดมปัญญามากขึ้น ผมถึงอยากเห็นนโยบายที่เหมาะสม กับการขับเคลื่อนที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่อยู่ดีๆ นโยบายอะไรไม่ทราบก็โผล่ขึ้นมา มาจากไหนไม่รู้ ไม่เคยอยู่ในกระบวนการศึกษาของพรรคการเมืองเลย แม้ว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านนั้นๆ เคยศึกษาแล้วว่ามันไม่มีความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ ถึงแม้จะดึงดันไป มันก็ไม่มีทางทำได้สำเร็จ มีแต่จะเข้าตัวต่อไปในอนาคต

นอกจากข่าวสารผลการเลือกตั้งสองประเทศมหาอำนาจที่กำหนดทิศทางการเมืองของยุโรป ที่ผมเอามาเป็นตัวอย่างให้กับประเทศไทยนั้น สถานการณ์เงินเฟ้อในสหรัฐอเมริกา เริ่มมีท่าทีที่อ่อนตัวลง จะเห็นได้จากการเติบโตของ Core inflation ที่กลับมาติดลบ อย่างเหนือความคาดหมาย ส่งผลให้สถานการณ์การเงินโลกเริ่มมีความผ่อนคลายมากขึ้น ก็อาจจะทำให้เศรษฐกิจในภาพใหญ่ของทั้งโลก มีความหวังว่าจะมีการลดดอกเบี้ยแน่นอนในปลายปีนี้ ซึ่งทางยุโรปได้เริ่มลดไปแล้ว และอังกฤษ ก็คงจะลดตามมาในเดือนหน้านี้ หรือถัดไป อย่างไรก็ดี ผมก็ไม่เชื่อว่าข่าวดีจะมาเรื่อยๆ เพราะตัวเลขเศรษฐกิจจีนก็ยังแย่อยู่ เราอยากเห็นเงินเฟ้อที่จีนเพิ่มขึ้น สวนทางกับสหรัฐที่อยากเห็นอ่อนลง เพราะทางรัฐบาลจีนก็ยังเงียบ ไม่มีการส่งสัญญาณว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจเมื่อใด อย่างใด แต่ดูเหมือนว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก จะช้าหรือเร็ว มันก็ดูเงียบเชียบกับเศรษฐกิจไทย

ทั้งๆที่เราพึ่งพิงการส่งออกเป็นจำนวนมาก มันเป็นภาวะที่ผมเองก็งงว่า ประเทศกำลังประสบกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจอย่างมาก ที่กำลังซื้อหดตัวลงอย่างมาก แต่ไม่เห็นว่าจะมีนโยบายใดๆ หรือการผลักดันใดๆ มัวแต่สาละวนกับการขายข้าวค้างสต๊อกสิบปี ได้เงินไม่กี่ร้อยล้าน ทำไมไม่เร่งผลักดันการดำเนินการตามนโยบาย FTA กับคู่ค้าต่างๆที่เคยทำไปแล้ว หรือริเริ่มข้อตกลง หรือ Dialog ใหม่ ประเทศไทยมีอดีตทูตพาณิชย์เก่งๆ มาช่วยงานได้เยอะแยะครับ เพื่อเร่งผลักดันการขายสินค้าออกไปยังตลาดคู่ค้ามากขึ้น นอกเหนือจากโครงการกระเป๋าเงินดิจิทัล ที่ยังคาราคาซังในตอนนี้

ประเทศจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์เร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหา เรียกความมั่นใจกับนักลงทุน และประชาชน ต้องยอมรับว่าสังคมขาดความมั่นใจ และขาดความเชื่อมั่นในการแก้ปัญหา ยิ่งสังคมไม่มั่นใจ ยิ่งจะทำให้การบริโภคชะลอตัวลงอีก รัฐบาลจึงควรกำหนดยุทธศาสตร์เร่งด่วน ในการหาเงินเข้าประเทศ มีอะไรบ้าง 1 2 3 ไม่ใช่ไปทำแต่เรื่องจุลภาค ขุดลอกคูคลอง ไปตรวจราชการ หรือขายล๊อตข้าว ทำไมเราไม่เกาะเกี่ยวเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่กำลังพุ่งแรงแซงโค้งเช่น อินเดีย อินโดนีเซีย ในขณะนี้ เราขอเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อะไรได้บ้าง จึงขอเสนอรัฐบาลพิจารณาจัดทำยุทธศาสตร์เร่งด่วนเรียกความเชื่อมั่นครับ