หน้าแรก บทความ ภาพเก่าเล่าตำ...

ภาพเก่าเล่าตำนาน : ประเทศไทย…รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย

29.07.24 | 13:16 น.

ถ้านำแผนที่ “กลุ่มชาติพันธุ์” ของทวีปเอเชียมาคลี่ออก จะพบว่ากลุ่มชนที่อาศัยบนที่สูง (อยู่บนเขา) ทางตอนใต้ของจีนหลายล้านคน กระจายตัว เคลื่อนตัวลงมาทางตอนเหนือของพม่า ไทย ลาว เวียดนาม ไปถึงบริเวณรัฐอัสสัมของอินเดีย

นานหลายพันปีมาแล้ว ชนเผ่าเหล่านี้พูดกันคนละภาษา มีวัฒนธรรม-ประเพณี ของชนเผ่าแตกต่างกัน เป็นมิตรกัน เป็นศัตรูกัน ส่วนใหญ่นับถือผี ที่น่าสังเกต คือ หน้าตาคล้ายกับคนจีนในแผ่นดินใหญ่ บ้างก็อนุมานว่า “เป็นชาวจีน” อีกกลุ่มหนึ่ง

พ.ศ.2504 รัฐบาลไทยอนุญาตให้กองทัพของชาวจีนนับพันคน จากกองพล 93 ที่สู้รบกับกองทัพของจีนแผ่นดินใหญ่ มาตั้งถิ่นฐาน ณ ดอยแม่สลอง อ.แม่ฟ้าหลวง

พ.ศ.2515 คณะรัฐมนตรีมีมติรับทหารจีนคณะชาติเหล่านี้ให้อาศัยในแผ่นดินไทยอย่างเป็นทางการ ให้สัญชาติไทย

มีการสำรวจของทางการไทย พบว่า ทางภาคเหนือของไทยมี 9 เผ่าพันธุ์หลัก กระจายกันในพื้นที่ มีการเคลื่อนไหว ย้ายที่อยู่ที่ทำกินกันไปโดยไม่ต้องพูดถึง “เส้นเขตแดน” ระหว่างประเทศ

Advertisement

โชคดีสำหรับแผ่นดินไทยที่ไม่มีปัญหามาก เรื่อง เชื้อชาติเผ่าพันธุ์

ไม่ว่าใครที่ไหนเข้ามา ไม่นานนัก ก็กลมกลืนแบบไร้รอยต่อ

ช่วงเวลานี้ ..เรื่องของคนจีนที่เข้ามาทำมาหากิน เข้ามาลงทุนในประเทศไทย กลับมาฮือฮาอีกครั้ง

นักวิชาการบอกว่า ชาวจีนรุ่น 1 คือ พวกที่มาโดยเรือสำเภา เสื่อผืนหมอนใบ ผ่านมากว่า 100 ปี กลายเป็นเจ้าสัว เป็นคนไทยเชื้อสายจีน คุมเศรษฐกิจมีพลังอำนาจแบบเบ็ดเสร็จในไทย

รุ่น 2 กำลังทยอยเข้ามาในไทย รุ่นนี้มาแบบเท่ๆ มีพลังอำนาจทางการเมือง มีทุนหนา มีความรู้ เก่งเทคโนโลยี ซื้อกิจการหลายแห่ง

สำหรับ กทม. ขอให้นึกถึง “เขตห้วยขวาง” ที่ไม่มีวันกลับคืนมาอีกแล้ว เลยมีฉายาว่า ไชน่าทาวน์ 2 (ต่อจากเยาวราช)

ผู้เขียนได้มีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนฝูงต่างชาติในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทุกคนยอมรับว่า มีทุนจีน ชาวจีน หลั่งไหลเข้าไปในประเทศของพวกเขาอย่างน่าตกใจ ยอมรับว่า สินค้าจีนมีราคาถูก ทำเอาการผลิตในประเทศทรุดตัวลง เจ้าถิ่นทั้งหลายพากันถอดใจ

ตำนานการอพยพของชาวจีน เป็นเรื่องน่าตื่นเต้น เร้าใจเสมอ สำหรับเมืองไทย เป็นเรื่องปกติไปแล้ว เพราะหลั่งไหลมาไม่หยุด ภาคธุรกิจยังเรียกร้อง “กวักมือ” เรียกชาวจีนให้เข้ามาท่องเที่ยว มาลงทุน

ชาวจีน มีหลายชาติพันธุ์ แต่ที่เหมือนกัน คือ ขยัน เก่งการค้า รักพวกพ้อง กล้าได้กล้าเสีย ธุรกิจที่สลับซับซ้อน โดยเฉพาะธุรกิจ “สีเทา” ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นเทพ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ก็มาแสดงแสนยานุภาพในกัมพูชา ไทย ลาว พม่า ให้ได้ลิ้มลองกันบาดเจ็บ หมดเนื้อหมดตัวกันถ้วนหน้า

ต้องชมที่รัฐบาลจีนส่งทีมงานมาไล่จับคนจีนนับพันคน ใส่เครื่องบิน เอากลับไปลงโทษหนัก

ต้องพูดกันตรงๆ …ไม่เก่งขั้นเทพ ทำคอลเซ็นเตอร์ไม่ได้นะครับ ระบบเทคโนโลยี ระบบการเงิน ระบบธนาคาร แถมยังมาจ้างคนในท้องถิ่นหลอกลวง ล้วงไส้ กันเองอีกต่างหาก

ขอย้อนอดีตไปในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ เรื่องการหาเงินเข้าท้องพระคลัง หาเงินมาสร้างบ้านเมือง ต้อง “แต่งตั้งชาวจีน” ที่นั่งเรือสำเภาเข้ามา เป็นผู้วางระบบการเงิน การคลัง ที่ปังที่สุด คือ เข้ามาจัดตั้ง “หวย ก.ข.”

พ.ศ.2375 ในรัชกาลที่ 3 กลุ่มชาวจีน เรียกว่า ฮวยหวย ที่มีความหมายว่า ชุมนุมดอกไม้ ขอจัดวิธีหาเงินเข้าท้องพระคลัง โดยใช้แผ่นป้ายจำนวน 34 ป้าย จากนั้นให้เขียนชื่อบุคคลที่มีชื่อเสียง และนำมาทาย ถ้าหากทายถูกก็จะได้รับเงินรางวัล 30 ต่อ 1

จากนั้นหวยเริ่มเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งเรียกว่า หวย ก. ข. เล่นกันทั้งบ้านทั้งเมือง จนกลายเป็นรายได้สำคัญของรัฐ

ชาวจีนอัจฉริยะผู้นั้น คือ จีนหง หรือเจ้าสัวหง หรือนายอากรหวย โรงหวยอยู่แถวสะพานหันโน่น

ชาวสยามไม่เคยพลาดโอกาส ติดหวย ก.ข. กันงอมแงม งานการไม่ทำ เป็นหนี้เป็นสิน ต้องขายลูก ขายเมีย ในหลวงรัชกาลที่ 6 ทรงให้ยกเลิกอากรหวย

เรื่องการค้าขาย การทำมาหากิน ต้องยอมรับว่าคนจีน “เก่ง” คนไทยที่ทำนามาหลายร้อยปี ชาวจีนอพยพเข้ามาไม่นานก็กลายเป็น “เจ้าของโรงสี” มีอำนาจต่อรอง ซึ่งคนไทยก็ทำนาต่อไป

ไม่เพียงแต่ทำมาหากิน เรื่องทำบุญ การดูแลเมื่อยามเจ็บป่วยก็ตั้งโรงพยาบาล ตั้งโรงเรียน แม้กระทั่ง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มูลนิธิร่วมกตัญญู ฯลฯ

ไ ชน่าทาวน์ เป็นชื่อรวมของชุมชนชาวจีนที่ตั้งอยู่นอกประเทศ มีอยู่ทั่วโลก รวมถึงยุโรป เอเชีย แอฟริกา โอเชียเนีย และอเมริกา

ยุคแรก…ของการอพยพไปตั้งไชน่าทาวน์ คือ ตำบล “บินอนโด” ในมะนิลา ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1594 ได้รับการยอมรับว่าเป็นไชน่าทาวน์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

ตัวอย่างแรกๆ ที่โดดเด่นนอกทวีปเอเชีย ได้แก่ไชน่าทาวน์ในซานฟรานซิสโก ในอเมริกา และไชน่าทาวน์ในนครเมลเบิร์นในออสเตรเลีย ซึ่งก่อตั้งขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1850 ในช่วงตื่นทองในแคลิฟอร์เนีย

มีข้อมูล…ระบุว่า ชุมชนชาวจีนในไทย หรือไชน่าทาวน์ในประเทศไทย …มีขนาดใหญ่ระดับต้นๆ ของโลก

สถานการณ์เรื่องคนเข้าเมือง น่าเป็นห่วงนะครับ ถ้าเข้ามาแบบ “เป็นระบบ” เป็นหลักแหล่ง มีงานทำ ถือว่าเป็นพลังบวกของบ้านเมือง

มีตั้งแต่พวก นั่งเครื่องบินเข้ามา มุดเข้ามาทางชายแดน มาทางทะเล ที่ร้ายที่สุด คือ เข้ามาโดยขบวนการค้ามนุษย์ ซื้อ-ขาย กัน

ต้องอยู่กับ “ความจริง” ครับ ประเทศไทยมีพรมแดนทางบกรอบประเทศทั้ง 4 ทิศ รวมกันยาวราว 5,656 กม. (ตัวเลขของกรมแผนที่ทหาร) ทางทะเลอีกกว้างใหญ่ไพศาล

ผู้คนที่ ยาก ดี มี จน ชั่ว ดี ถี่ ห่าง อพยพ หลั่งไหล เข้าประเทศไทยต่อเนื่อง เข้ามาได้ “รอบทิศทาง” ที่ถูกกฎหมายก็มี และที่ผิดกฎหมายก็มหาศาล ดูเสมือนว่าเราคงต้อง “ปรับตัว” ต่อประเด็นนี้ซะแล้ว และต้องมองหา “มุมบวก” ให้เป็นคุณกับบ้านเมือง

ย้อนอดีตไปไกล ..สมัยอยุธยา สมัยต้นรัตนโกสินทร์ ผู้คนแทบจะไม่มี จะสร้างบ้าน สร้างเมือง ก็ไร้แรงงาน มีแต่ป่า ทำสงครามแต่ละครั้ง ผู้ชนะจะกวาดต้อนเอาผู้คนมาเป็นประชากรของตน

หลังจากกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 2 บ้านเมืองแทบจะไร้ผู้คน

สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ และในหลวง ร.1 ส่งกองทัพไปกวาดต้อนผู้คนจากหัวเมืองทางเหนือที่ยอมสวามิภักดิ์ รวมถึงคนจากฟากตะวันออกของแม่น้ำโขง ลำปาง เชียงใหม่ เวียงจันทน์ แพร่ น่าน เถิน หลวงพระบาง ให้อพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่ง

พ.ศ.2300 สมัยพระเจ้าอลองพญา เป็นสงครามครั้งสุดท้ายที่ชาวมอญพ่ายแพ้แก่พม่าอย่างราบคาบ ชาวมอญส่วนหนึ่งจึงอพยพโยกย้ายเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในเมืองไทยหลายต่อหลายครั้ง เท่าที่มีการจดบันทึกเอาไว้รวมทั้งสิ้น 9 ครั้ง

มอญเข้ามาครั้งสุดท้าย คือ ครั้งที่ 9 พ.ศ.2357 ในรัชสมัยในหลวง ร.2 เมื่อชาวมอญไม่พอใจที่ถูกพม่าเกณฑ์แรงงานก่อสร้างเจดีย์ ได้ก่อกบฏที่เมืองเมาะตะมะ ถูกพม่าปราบ ต้องอพยพเข้าไทยเป็นระลอกใหญ่มาก ราว 40,000 คนเศษ

เจ้าฟ้ามงกุฎ (ต่อมาคือรัชกาลที่ 4) เสด็จเป็นแม่กองพร้อมด้วยกรมหลวงพิทักษ์มนตรีออกไปรับถึงชายแดน พวกนี้มาตั้งรกรากที่สามโคก ปากเกร็ด และพระประแดง มอญที่อพยพเข้ามาครั้งนี้เรียกกันว่า “มอญใหม่”

ชาวมอญ กระจายไปในหลายพื้นที่ (ยังไม่มีจังหวัด) โปรดเกล้าฯพระราชทานที่ดินทำกินให้แต่แรกอพยพเข้ามา

ทำไม “หนองจอก” กทม. เป็นถิ่นที่อยู่ของมุสลิม?

ราว 200 ปีที่แล้ว หนองจอก คือทุ่งนาที่แสนจะอ้างว้าง ไร้ผู้คน

ส มัยในหลวง ร.1 มีการอพยพชาวปัตตานีขึ้นมาไว้ที่ภาคกลาง 2 ครั้ง ทำให้ชาวปัตตานีที่เป็นชาวมุสลิมบางส่วนได้เข้ามาอยู่อาศัย อยู่ชายขอบที่ไกลโพ้นของกรุงเทพฯ คือ หนองจอก

เมื่อเข้าสู่สมัยในหลวง ร.3 พระองค์ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้ขุด “คลองแสนแสบ” ขึ้น เพื่อส่งกำลังบำรุงให้กับกองทัพสยามที่ไปรบกับญวนในเขมร

คลองยาวประมาณ 73 กิโลเมตร ไปพาดผ่านบริเวณหนองจอก ทำให้ชาวมุสลิมที่อาศัยในบริเวณนั้นมีน้ำ เพาะปลูก ทำนา ปัจจุบันชุมชนมุสลิมขยายตัว เจริญรุ่งเรือง เป็นเจ้าของที่ดินราคาแพง มีมัสยิด มีโรงเรียนของมุสลิมเอง

ยังมีอีกหลายกลุ่มชาติพันธุ์นะครับ เช่น ฮินดู แขมร์ ลาว

ถ้าจะว่าไปแล้ว ประเทศไทยก็เป็น “เบ้าหลอม” ขนาดใหญ่ รวมผู้คนหลากหลาย ผสมผสานเข้าด้วยกันมาจนถึงทุกวันนี้ ..

อัตราการเกิด ติดลบ อัตราผู้สูงอายุ พุ่งพรวด

ประชากรไทย กำลังจะแปรเปลี่ยนเป็น “ส่วนผสมใหม่”

พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก