เพื่อนของผู้เขียน ที่เป็นอดีตทหารอเมริกัน แนะนำให้ค้นหา เรียบเรียงประวัติศาสตร์ “แนวเฮฮา–น่ารัก” ที่เกิดขึ้นในอเมริกา ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2
ระหว่างปี พ.ศ.2485 ถึง พ.ศ.2488 เชลยศึกราว 420,000 คน ที่ส่วนใหญ่เป็นทหารเยอรมัน ที่ถูกจับระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ในสมรภูมิยุโรป ประเทศต่างๆ ในยุโรปพังพินาศจากสงคราม ไม่มีสถานที่คุมขัง ไม่มีงบประมาณ ไม่มีทหารดูแล ถูกจับใส่เรือมาคุมขังในสหรัฐอเมริกา ตัวเลขไม่เป็นทางการนะครับ…เป็นชาวเยอรมัน 378,156 คน ชาวอิตาลี 41,456 คน และชาวญี่ปุ่น 5,424 คน
รัฐบาลกลางสหรัฐ ให้นำตัวไปควบคุม กระจายไปตามชุมชนต่างๆ ในรัฐที่มีพื้นที่ว่างเปล่า เชลยศึกเหล่านี้โชคดีที่สุด เพราะกิน อยู่หลับ นอน แสนสุโข อิ่มหมีพีมัน
ในช่วงเวลานั้น เด็กหนุ่มอเมริกันหลายแสนคน ไปเป็นทหารทำสงครามในยุโรป ฟาร์มและโรงงานทั่วอเมริกากำลังประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง
อเมริกาเร่งสร้างค่ายควบคุมเชลย ในพื้นที่ชนบททั่วประเทศ มีค่ายย่อย 175 แห่ง ค่ายใหญ่ 511 แห่ง ส่วนใหญ่ลงไปอยู่ทางใต้
ค่ายบางแห่งถูกกำหนดให้เป็น “ค่ายแยก” โดยที่ “ผู้ศรัทธา ภักดีต่อนาซีอย่างแท้จริง” จะถูกแยกออกจากนักโทษคนอื่นๆ เนื่องจากเกรงว่าจะทำร้ายกันเองในหมู่นักโทษ
เชลยศึกทหารอิตาเลียน ได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างไปจากเชลยศึกฝ่ายอื่นๆ หลังจากที่ยอมจำนนในปี พ.ศ.2486 หลายคนถูกส่งไปประจำการในกองทหารอิตาลีและปฏิบัติหน้าที่ “ที่ไม่ใช่การรบ” ให้กับกองทัพสหรัฐ แถมยังสวมเครื่องแบบอเมริกันนอกค่ายอีกด้วย
เมื่อพิจารณาจากทุกมาตรฐานแล้ว เชลยศึกทั้งหมดมีชีวิตที่ดีกว่าเพื่อนร่วมรบซึ่งยังคงตกอยู่ในอันตรายในสนามรบทั่วโลก
เชลยศึกจากยุโรป แม้กระทั่งเชลยญี่ปุ่นเหล่านี้ มีพื้นฐานจากเกษตรกร ไม่ได้รับการศึกษามากนัก
ค่ายที่ควบคุมเชลยศึกในอเมริกา มิได้เข้มงวดกับเชลยศึก แถมยังปฏิบัติตามมาตรฐานอเมริกัน คือ กิน นอน ทำงานตามความสมัครใจ แถมยังได้ดูภาพยนตร์ ที่ทำให้ทุกคนรู้จักอเมริกา
เรื่องหลบหนี..ไม่ต้องพูดถึง เพราะไม่รู้จะหนีไปไหน พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ และนี่คือทวีปอเมริกาที่แสนกว้างใหญ่ มีนักโทษชาวเยอรมัน 25 คน หลบหนีออกจากค่ายปาปาโกพาร์คในรัฐแอริโซนาโดยการขุดอุโมงค์ออกจากสถานที่ดังกล่าว ในที่สุด นักโทษที่หลบหนีทั้งหมดก็ถูกจับกุม
เชลยศึกเยอรมันคนหนึ่งกล่าวว่า… “เมื่อฉันถูกจับ ฉันหนัก 128 ปอนด์ หลังจาก 2 ปีในฐานะเชลยศึกชาวอเมริกันที่มีน้ำหนัก 185 ฉันอ้วนมากจนคุณมองไม่เห็นดวงตาของฉันอีกต่อไป…”
ตามอนุสัญญาเจนีวา เชลยศึกอาจถูกบังคับให้ทำงานก็ต่อเมื่อได้รับค่าจ้าง ในที่สุดทางการก็ยอมให้นักโทษหลายหมื่นคนออกไปทำงานอย่างมีความสุข
พวกเขายังได้รับการรักษาทางการแพทย์และทันตกรรมแบบเดียวกับที่ทหารสหรัฐ รวมถึงการฉีดวัคซีนและการตรวจร่างกายเป็นประจำเพื่อระบุและรักษาโรคติดต่อ
เชลยศึกบางส่วน เลือกไปทำงานที่โรงงานบรรจุกระป๋อง ไปโรงสี ทำฟาร์มเพื่อเก็บเกี่ยวข้าวสาลีหรือเก็บหน่อไม้ฝรั่ง และที่อื่นๆ ที่พวกเขาต้องการ
มีเชลยศึกประมาณ 12,000 คนถูกกักขังในค่ายในรัฐเนแบรสกา
“ส่วนใหญ่เป็นช่างก่ออิฐ พวกเขาสร้างโรงรถคอนกรีตให้เรา ไม่มีระดับ เพียงแค่ตอกตะปูและเชือกเพื่อจัดแนวอาคาร ทุกวันนี้ก็ยังอยู่” คีธ
บัสส์ วัย 78 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในรัฐแคนซัส เล่าถึงเชลยศึก 4 คน
ยามชาวอเมริกันไม่เพียงพอ โดยเฉพาะผู้รู้ภาษาเยอรมัน จึงต้องสั่งการให้พวกเขาดูแลกันเอง รักษาระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด
การสู้รบในยุโรป ทหารอเมริกันเสียชีวิตจำนวนมาก ชาวอเมริกันส่วนหนึ่งเคียดแค้น จึงเกิดเหตุการณ์ผู้คุมเชลยศึกชาวอเมริกันสังหารนักโทษในเท็กซัส ที่กลายเป็นเรื่องไม่งาม ในที่สุดบรรดาผู้คุมคนอื่นๆ จึงต้องเข้ารับการทดสอบทางจิตเวชและถูกปลดออกจากหน้าที่
แน่นอนที่สุด…เชลยศึกเหล่านี้คือผู้รอดตายจากสงครามโหด
เชลยศึกปลุกคนของตัวเอง เดินแถวไป–กลับจากโรงอาหาร เตรียมพวกเขาให้พร้อมสำหรับการทำงาน กิจวัตรประจำวันของพวกเขาสร้างความรู้สึกถึงระเบียบวินัยทางทหารให้นักโทษในท้องถิ่น
ประวัติศาสตร์บันทึกว่า…เชลยศึกมีปฏิสัมพันธ์อย่างเป็นมิตรกับชาวเมืองในท้องถิ่นและบางครั้งก็ได้รับอนุญาตให้ออกนอกค่ายโดยไม่มีผู้คุมตามระบบเชื่อใจกัน ให้เกียรติกัน
นักโทษชาวเยอรมันสามารถไปร้านอาหาร มีงานอดิเรกหรือเล่นกีฬาที่ชอบ
อนุศาสนาจารย์นาซีที่ถูกจับมาด้วย บันทึกว่า “เราทุกคนประทับใจสหรัฐ และเราทุกคนได้รับชัยชนะจากความสัมพันธ์ฉันมิตรกับสหรัฐ”
นักโทษหลายคนพบว่าสภาพความเป็นอยู่ของพวกเขาในฐานะนักโทษ ยังดีกว่าพลเรือนในแฟลตที่ไม่มีน้ำร้อนในเยอรมนี
นักโทษทุกคนกินแบบ “ปันส่วน” เช่นเดียวกับทหารอเมริกันตามที่กำหนดโดยอนุสัญญาเจนีวา รวมถึงไวน์สำหรับเจ้าหน้าที่ทั่วไป มีอาหารพิเศษสำหรับวันขอบคุณพระเจ้าและวันคริสต์มาส
กลุ่มเชลยศึกที่มีพ่อครัวมาด้วย จะได้กินอาหารดีกว่ากลุ่มอื่น
เมื่อทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบ กลุ่มนักโทษสามารถรวบรวมคูปองเบียร์ทุกวันเพื่อแบ่งกันดื่ม ได้รับบุหรี่ปันส่วนทุกวัน ได้กินเนื้อสัตว์
อดีตเชลยเยอรมันคนหนึ่งเล่าในภายหลังว่าเขาน้ำหนักขึ้น 57 ปอนด์ (26 กก.) ใน 2 ปีในฐานะนักโทษ ทุกคนตระหนักดีว่าพวกเขาได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่าในสหรัฐอเมริกามากกว่าที่อื่น
นักโทษคนหนึ่งกล่าวว่า “ในฐานะนักโทษ ไม่มีใครเบื่อ มีอุปกรณ์ศิลปะ เครื่องใช้ในงานไม้
มีเครื่องดนตรี และได้รับอนุญาตให้ติดต่อกับครอบครัวในเยอรมนีเป็นประจำ”
มีการแสดงดนตรีบ่อยครั้ง โดยมีผู้เข้าร่วมเป็นร้อยหรือเป็นพัน รวมทั้งทหารอเมริกันและผู้ตรวจการสภากาชาด นักดนตรีถูกเชิญไปแสดง ณ สถานีวิทยุท้องถิ่นเพื่อออกอากาศเพลงของพวกเขา
มีการฉายภาพยนตร์บ่อยถึง 4 คืนต่อสัปดาห์ ภาพยนตร์อเมริกันจากฮอลลีวู้ด ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือให้ความรู้และโฆษณาชวนเชื่อผสมกับความบันเทิง
เชลยศึกจากยุโรป ได้ชมฉายภาพยนตร์อเมริกันในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่แสดงส่วนใหญ่เกี่ยวกับสงครามแปซิฟิก
ทางการนำภาพยนตร์แสดงความโหดร้ายของ “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว” ให้นักโทษดู เชลยศึก
บางส่วนที่ไม่เคยรู้เรื่องมาก่อน ตกใจ โกรธ และไม่เชื่อ
นักโทษหลายคนยอมรับว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง
ในค่ายมีห้องสมุด ชาวเยอรมันหลายคนได้รับประโยชน์จากการศึกษาที่พวกเขาได้รับในฐานะนักโทษในสหรัฐอเมริกา
เชลยศึกทหารเยอรมันก็ใช่ว่าจะดีงามไปหมด
กองทัพสหรัฐ ประหารชีวิตชาวเยอรมัน 14 คนหลังสงคราม เนื่องจากเหตุฆาตกรรมเกิดขึ้นหลายสิบครั้ง พวกนาซีผู้อุทิศตนจำนวนมากยังคงภักดีต่อความเชื่อทางการเมืองของพวกคลั่งนาซี
หลังจากสิ้นสุดสงครามในปี พ.ศ.2488 เชลยศึก
ได้รับการปล่อยตัว แต่นักโทษชาวเยอรมันส่วนใหญ่ยังคงขอทำงานในสหรัฐอเมริกา
เชลยศึกส่วนใหญ่ออกจากอเมริกาด้วยความรู้สึกเชิงบวก คุ้นเคยกับภาษาอังกฤษ บางคนมีเงินติดตัวกลับไปหลายร้อยดอลลาร์ (นักโทษได้รับค่าจ้างวันละ 80 เซ็นต์)
หลายพันคนกลับมาเยี่ยมเยียนอเมริกา เช่น รูดิเกอร์ ฟอน เวคมาร์ ซึ่งอาศัยอยู่ในนครนิวยอร์กเป็นเวลา 14 ปีในฐานะผู้แทนถาวรของเยอรมันประจำสหรัฐ ประชาชาติ
ชาวอเมริกันที่อยู่ในเหตุการณ์ อยู่ในพื้นที่บางส่วนก็นึกขำ บางส่วนก็ไม่พอใจนะครับ
เมื่อเปรียบเทียบกับเชลยศึกสัมพันธมิตรราว 61,700 คนที่ญี่ปุ่นจับมาทำงานสร้างทางรถไฟ สร้างสะพานข้ามแม่น้ำแควที่กาญจนบุรี เชลยศึกถูกบังคับให้ทำงานหนัก เจ็บป่วย ผอมเหมือนผีปอบ ไม่มีเสื้อผ้าใส่ ประดุจว่าอยู่ในนรก
เชลยศึก…เสียชีวิตไปราว 13,000 คน
พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก

